×

ศธ. กางแผนมาตรการป้องกันโรครับเปิดเทอม เผยสถานศึกษาผ่านประเมินกรมอนามัยแล้วร้อยละ 90

โดย THE STANDARD TEAM
22.06.2020
  • LOADING...

วันนี้ (22 มิถุนายน) วราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เผยถึงมาตรการด้านการศึกษา ในกรณีที่จะมีการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีแคมเปญ ‘Back to Healthy School โรงเรียนสุขภาพดี นักเรียนมีความสุข’ ที่ได้เลื่อนการเปิดเทอมจากเดิม ที่มีการเปิดเทอมในวันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 10 ตุลาคม 2563 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึง 31 มีนาคม 2564 ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 14 พฤศจิกายน 2563 และ 1 ธันวาคม 2563 ถึง 10 เมษายน 2564 ซึ่งภาคเรียนใหม่จะมีวันเรียนประมาณ 180 วัน และจะมีวันหยุดที่น้อยกว่าเดิม โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ให้โรงเรียนมีอิสระในการสอนเพิ่ม อาจจะสอนเพิ่มในวันเสาร์และอาทิตย์ หรือสอนเพิ่มตอนเย็นหลังเลิกเรียน เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้รับความรู้ที่ครบถ้วน   

 

โดยวราวิชระบุว่า กรมอนามัยและกระทรวงศึกษาธิการได้ออกคู่มือการปฏิบัติของสถานศึกษา ซึ่งได้มีการแจกจ่ายและทำความเข้าใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในคู่มือได้แบ่งออกเป็น 6 มิติ ในมิติที่ 1 เป็นเรื่องความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อโรค จำนวน 20 ข้อ เป็นมิติสำคัญที่สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน ห้ามขาด จึงจะสามารถเปิดเรียนได้ ส่วนที่เหลือ มิติที่ 2-6 รวม 24 ข้อ จะเป็นมิติเพิ่มเติมที่โรงเรียนจะต้องปฏิบัติต่อไป 

 

โดยกรมอนามัยจะประเมินจากแบบประเมินที่เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ จนถึงวันนี้ได้มีสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินจากกรมอนามัยแล้วร้อยละ 90 ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา ที่สถานศึกษาทั้งหมดจะผ่านเกณฑ์ 20 ข้อนี้ ทั้งหมดร้อยละ 100 ก่อนการเปิดภาคเรียน 

 

สำหรับมาตรการหลักที่ใช้ในการตรวจสถานศึกษา ได้แก่ ตรวจอุณหภูมิ ตรวจสอบการสวมหน้ากาก ล้างมือจัดเตรียมสบู่ แอลกอฮอล์ ลดแออัด เว้นระยะห่าง และทำความสะอาดพื้นผิว ซึ่งประเด็นที่คาดว่าปฏิบัติได้ยากที่สุดคือการเว้นระยะห่างในห้องเรียน 1.5 เมตร ได้ข้อสรุปว่า จำนวนโรงเรียนที่สามารถเว้นระยะห่างได้ และสามารถจัดเรียนได้ปกติ มี 31,000 โรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่มาเรียนพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกันมาเรียนมีจำนวน 4,500 โรงเรียน 

 

สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการได้จัดการเรียนการสอนแบบออนแอร์และออนไลน์ เพื่อดูแลนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียน โดยได้มีการประชุมหารือโดยครู และผู้ปกครองที่เป็นกรรมการของสถานศึกษา เพื่อหาวิธีที่จะสลับการเรียนการสอนในโรงเรียนที่จะต้องสลับกันมาเรียน สรุปได้ 5 วิธี ได้แก่ 1. เรียน 5 วัน หยุด 9 วัน (อาทิตย์เว้นอาทิตย์) 2. สลับเรียนเช้า-บ่าย 3. สลับวันคี่/วันคู่ 4. สลับเรียน และ 5. เรียนผสม 

 

สำหรับประเด็นอื่นๆ กรณีรถโรงเรียน ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการดูแล หรือที่โรงเรียนเหมามาเอง จะต้องนั่งตามที่กำหนดและสวมหน้ากาก หากที่นั่งตามที่กำหนดไม่พอ ให้เพิ่มจำนวนรถ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้มอบงบประมาณในส่วนนี้ให้กับโรงเรียนแล้ว กรณีเด็กเล็ก ในเรื่องการนอน จะต้องนอนห่างกัน 1.5 เมตร หันเท้าชนกัน และไม่ต้องสวมหน้ากาก ส่วนอาหารกลางวัน จะผลัดกันรับประทาน แบ่งให้มี 3-4 ผลัด ระยะเวลาเหลื่อมกัน 30 นาที แล้วแต่จำนวนนักเรียน 

 

ส่วนกรณีการสอบวัดผล กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศอีกครั้งเร็วๆ นี้ โดยนักเรียน ม.6 จะต้องสอบ ส่วนนักเรียนชั้นอื่น หากมีการสอบ จะต้องมีการปรับตัวชี้วัดในปีที่ประสบปัญหาการติดเชื้อของโควิด-19 เพื่อให้นักเรียนถูกวัดผลได้อย่างยุติธรรม ในกรณีที่ร้ายที่สุด หากพบผู้ต้องสงสัยหรือมีเกณฑ์ติดเชื้อภายในโรงเรียน จะมีการคัดแยกผู้มีอาการ แจ้งผู้ปกครอง แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หากตรวจพบเชื้อจะทำการปิดโรงเรียน 3 วันเพื่อทำความสะอาด และผู้ใกล้ชิดกักตัว 14 วัน 

 

โดยทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ได้ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อต้องการให้ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะ โดยเด็กโตสามารถปฏิบัติได้เอง ในส่วนเด็กเล็ก ให้คุณครูเป็นผู้รวมรายชื่อ เพื่อกระทรวงสาธารณสุขสามารถตรวจสอบได้ในอนาคต และกรณีโรงเรียนชายขอบ ไม่อนุญาตให้นักเรียนเดินทางเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนในประเทศ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หากต้องการเรียนจริงๆ ให้เดินทางเข้าประเทศเพื่อรับการกักตัว 14 วัน และห้ามกลับออกนอกประเทศระหว่างนั้น จึงจะสามารถเข้าเรียนได้ โดยจะมีการเรียนการสอนผ่านทีวี และให้ครูส่งและเก็บใบงานผ่านกล่องทุกวัน เพื่อลดการสัมผัสโดยตรง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising