×

เมียหลวง เมียน้อย และผัวนอกใจ เรื่องซั่มหยำฉ่ากับเมีย 2018

โดย คำ ผกา
06.08.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 Mins. Read
  • พล็อตเรื่องที่วางบุคลิกของผู้หญิงให้เก่งและแกร่ง กล้าเดินออกมาจากชีวิตคู่แย่ๆ สามารถเป็น Single Mom แต่งงานใหม่ได้ ค้นพบอาชีพการงานที่น่าภาคภูมิใจ เป็นพล็อตยอดนิยมในนักเขียนหญิงมาตั้งแต่ยุค 80
  • เมีย 2018 จึงเป็นเพียงการผลิตซ้ำวาทกรรมผู้หญิงดี ผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงแกร่ง แม่ที่แสนดี และรางวัลของเธอในท้ายที่สุดก็คือ การจะได้เป็นผู้หญิงที่น่าปรารถนาของทุกผู้ทุกคน
  • ในชีวิตจริง เมียน้อยอาจไม่ได้เป็นแบบกันยา แต่เป็นเมียน้อยที่สวย สง่า และแค่เห็นผัวเราเป็นเครื่องเล่นทางเพศ หรืออาจทรงอิทธิพล สามารถบีบบังคับให้ผู้ชายทิ้งลูกทิ้งเมียมาแต่งงานกับตัวเอง ด้วยการแบล็กเมลในทางใดทางหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
  • ในเรื่องเสน่หา กามารมณ์ นั้นพึงตระหนักว่า ในโลกนี้ไม่มีใครผูกขาด เป็นเจ้าของจู๋ จิ๋ม ช่องคลอด และมดลูกของใครได้อย่างชั่วนิจนิรันดร์

การแต่งงานในโลกนี้น่าจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม

 

กลุ่มแรก ความรัก เซ็กซ์ และการแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะมองว่าการแต่งงานเป็นส่วนขยายของการสร้างครอบครัวที่มีฟังก์ชันหน้าที่ทางเศรษฐกิจ การเมือง เป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างตระกูลสองตระกูล ไม่ใช่แค่คนสองคน มีฟังก์ชันในการผลิตทายาท ผู้สืบสายตระกูล มีผลต่อความมั่งคั่ง ต่อการจัดการแรงงาน และการจัดการมรดก

 

สังคมที่แยกความรัก เซ็กซ์ และการแต่งงานออกจากกันนั้น การแต่งงานมักเกิดขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Arranged Marriage ผ่านแม่สื่อแม่ชัก หรือในอีกสำนวนหนึ่งเรียกว่า เป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน

 

การแต่งงานในลักษณะนี้ ผู้ชายอาจมี ‘ความรัก’ และ ‘เซ็กซ์’ กับผู้ชายด้วยกัน กับเด็กชาย หรือสามารถไปแสวงหาความตื่นเต้นทางกามารมณ์กับผู้หญิงอื่นๆ เพราะผู้หญิง ที่เป็นเมียและแม่ของลูกนั้น ย่อมคงสถานะความเป็นเมียและแม่ของลูกไม่แปรเปลี่ยน และไม่เกี่ยวกับความรัก ความโรแมนซ์ และเซ็กซ์

 

เซ็กซ์กับเมียเป็นไปเพื่อให้มีลูก ดังนั้นจึงเป็นไปได้อีกว่า หากเมียมีลูกชายสำหรับสืบสายตระกูลไม่ได้ ผู้ชายก็สามารถมีเมียคนที่สองหรือสามได้อีก จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราพบบทกวีในศตวรรษที่ 15-16 จำนวนไม่น้อยที่พรรณนาถึงความรักอันลึกซึ้งระหว่างชายกับชาย หรือชายกับเด็กชาย ในขณะเดียวกันชายเหล่านั้นก็มีลูก มีภรรยา มีครอบครัว

 

ในปัจจุบันหลายๆ สังคมยังปฏิบัติต่อการแต่งงานและการสร้างครอบครัวในฐานะ ‘หน้าที่ทางสังคม’ หรือมองการแต่งงานด้วยปัจจัยของอัตประโยชน์นิยม และไม่เกี่ยวกับความรักโรแมนติก

 

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ ความเฟื่องฟูของอาชีพเมียเก็บในสังคมจีน หลังประเทศมั่งคั่ง ร่ำรวย เกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าการแต่งงานของคนเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นการแต่งงานเพื่อตอบสนองความสำเร็จทางหน้าที่ การงาน หรือการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตระกูล หรือแต่งงานกับคนที่พ่อแม่จัดหาให้ ไม่นับการมีลูกได้แค่ 2 คนตามที่รัฐบาลกำหนด (ยิ่งตอกย้ำให้เราเห็นว่า การแต่งงานและการมีครอบครัวนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกับความรักความหลงส่วนบุคคล แต่มีฟังก์ชันกับรัฐด้วย)

 

เศรษฐีหรือมหาเศรษฐีเหล่านี้ ได้สร้างเทรนด์แห่งไลฟ์สไตล์อันใหม่ขึ้น นั่นคือการมีและ สะสมเมียเก็บประหนึ่งเป็นเรื่องเสริมบารมี เสริมฐานะ ยิ่งมีเมียเก็บโปรไฟล์ดีเท่าไร ยิ่งเป็นหน้าเป็นตาแก่ตนเท่านั้น ไม่ใช่แค่โปรไฟล์ดี คนซูเปอร์ริชเหล่านี้ยังแข่งขัน ‘เลี้ยงดู’ เมียเก็บ ว่าใครสามารถซื้อเพนต์เฮาส์ให้เมียเก็บได้หรูกว่าใคร ใครซื้อซูเปอร์คาร์ให้เมียเก็บใครได้แพงกว่าใคร ใครซื้อข้าวของ อัญมณีให้เมียเก็บใครได้มากกว่าใคร

 

พูดง่ายๆ คือ เมียเก็บกลายเป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคมประหนึ่งสินค้า Luxury ชิ้นหนึ่งของผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองนั่นเอง

 

ถามว่าเมียหลวงไม่โกรธเหรอ

 

ในระบบนี้ สิ่งที่เมียหลวงมองเมียเก็บเหมือน ‘งานอดิเรก’ ของสามี ไม่ต่างจากการไปตีกอล์ฟ ไม่ต่างจากการสะสมเครื่องลายคราม กังไส เล่นบอนไซ ตราบเท่าที่เมียหลวงยังเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิ์ในทรัพย์สิน มรดก และดำรงตำแหน่งนางพญาในอาณาจักรของตน

 

แล้วนางบำเรอต้องการอะไร คำตอบก็น่าจะเหมือนมีคนมาถามเราว่า ทุกวันนี้ทำงานไปเพื่ออะไร?

 

สำหรับคนที่เป็นนางบำเรอ พวกเขามองว่าที่เป็น Full Time Career เป็นอาชีพ มีความเป็นโปรเฟสชันแนล แล้วพวกเธอก็คงชั่งใจแล้วว่า ระหว่างเป็นเมียไอ้หนุ่มมนุษย์เงินเดือนอันดาษดื่น สู้มายึดอาชีพนางบำเรอผู้แสนหรูหราราคาแพงแล้ว ชีวิตมันดีกว่าเห็นๆ

 

แล้วไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนางบำเรอระดับ Tier 1 ได้ ดังนั้นการเป็นพวก ‘เธอ’ มันได้ใช่สิ่งที่ต้องมานั่งสมเพชเวทนา สงสารตัวเองว่า พิโธ่พิถัง ต้องกินน้ำใต้ศอก รักคนมีเจ้าของแล้ว น้ำตาเช็ดหัวเข่า – ไม่ใช่เลย เว้นแต่นางบำเรอคนนั้นเกิดอยากจะเลิกเป็นนางบำเรอ แล้วอยากเป็น ‘เมีย’ หรือ เกิดหลงรักผู้อุปถัมภ์ของตนขึ้นมาจริงๆ ซึ่งผู้จะประกอบอาชีพนางบำเรอก็คงต้องแบกรับและบริหารความเสี่ยงในจุดนี้ไป

 

กลุ่มที่สอง ความรัก เซ็กซ์ และการแต่งงาน เป็นเรื่องเดียวกัน

กลุ่มคนหัวสมัยใหม่มองว่า การแต่งงานแบบคลุมถุงชนนั้นช่างป่าเถื่อน ล้าหลัง และเป็นระบบครอบครัว ที่อำนวยให้ผู้อาวุโสและมีอำนาจในตระกูลกุมอำนาจและสืบทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดผ่านการ Manipulate หรือจัดแจง เรื่องใครควรแต่งงานกับใคร ใครควรมีลูกกี่คน ใครควรจะได้เลี้ยงลูกใคร ใครควรได้ทรัพย์สินอะไรจากใคร ใครควรได้มรดกมากกว่าใคร

 

ไม่เพียงเท่านั้น คนหัวสมัยใหม่ยังมองว่า การแต่งงานในระบบที่บอกว่า ความรักกับการแต่งงานเป็นคนละเรื่องกันนั้น ยังกดขี่ข่มเหงผู้หญิงเหลือเกิน กักขังผู้หญิงให้เป็นแม่เครื่องผลิตลูก ขังพวกเธอไว้ในปริมณฑลของการเป็นเมีย เป็นแม่เท่านั้น แถมยังเปิดโอกาสให้ผู้ชายไปนอกใจ ไปมีความสัมพันธ์ ไปมีความรัก กามารมณ์กับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างเรี่ยราด น่าละอายเหลือเกิน

 

ที่น่ากลัวคือ ผู้หญิงในระบบนี้ก็สืบทอดการกดขี่ผู้หญิงด้วยกันเอง เช่น แม่ก็บังคับลูกสาวแบบที่ตัวเองบังคับมา ลูกสาวเมื่อแต่งงานมีลูกที่เป็นลูกสาว ก็กดขี่บังคับลูกสาวของตัวเองต่อไปอีก ดังที่เราจะเห็นจากนิยาย ละคร อันมีตัวร้ายเป็นคุณหญิงย่า คุณหญิงยาย หรือบรรดาแม่ผัวตัวแสบทั้งหลายแหล่ที่คอยจัดแจงชีวิตของลูกๆ หลานๆ ภายในบ้าน

 

ที่ร้ายที่สุด คนรุ่นใหม่มองว่า การแต่งงานที่ปราศจากความรักและเป็นการคลุมถุงชนนั้นผดุงไว้ซึ่งระบบชนชั้นวรรณะ – โอว ลองนึกถึงนวนิยายหลายเรื่องที่คุณชายผู้ซึ่งเพิ่งเรียนจบกลับมาจากเมืองนอก แล้วมาตกหลุมรักของเด็กคนรับใช้ในบ้าน – เรื่องแบนนี้จำต้องโดนคุณหญิงย่ากีดกันอย่างหาที่สุดไม่ได้ นางเอกแสนจนก็จะถูกกลั่นแกล้งทำร้าย แต่สุดท้ายความรักจะชนะทุกสิ่ง ความรักจะครองโลก คุณหญิงย่าจะหัวใจวายตาย คุณชายกับคนใช้จะแต่งงานกัน มีลูก มีหลานสืบไป

 

ความรักที่แท้ทรูนั้นย่อมไม่มีชนชั้นวรรณะ เพราะมันเป็นเรื่องหัวใจของคนสองคน ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ ไม่มีเรื่องการเมือง ความรักนั้นอยู่เหนือเหตุและผลเสมอ และความรักย่อมเสียสละ ย่อมอุทิศตน บลา บลา บลา

 

ความรักโรแมนติกแบบนี้ทำให้คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมากบฏและท้าทายอำนาจของคนแก่ และสถาปนาคุณค่าใหม่เกี่ยวกับความรักและการแต่งงานขึ้นมาเป็นบรรทัดฐานของสังคม นับอย่างหยาบๆ คือในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

 

เมื่อความรักเป็นเรื่องของคนสองคน การแต่งงานจึงมีภาพอุดมคติของการผดุงความรักระหว่างสามีและภรรยา

 

อาณาบริเวณของครอบครัวต้องเป็นพื้นที่แห่งความรัก ความอบอุ่น ของผัวเมีย พ่อแม่ลูก ไม่ใช่พื้นที่แห่งการใช้อำนาจ ผู้หญิงและผู้ชายต้องเท่าเทียมกัน เคียงบ่าเคียงไหล่กัน มิใช่ใครเป็นช้างเท้าหน้าหรือช้างเท้าหลัง และสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องมีคือ ความซื่อสัตย์และความรักเดียวใจเดียว

 

น่าแปลกใจมากว่าความรักโรแมนติกนี้มาพร้อมกับการประกาศความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวระหว่างผัวและเมีย

 

พันธสัญญาของการแต่งงานคือการบอกว่า จู๋และจิ๋มนี้ฉันจะไม่มีวันใช้ร่วมกับใคร และหากต้องการไปใช้กับคนอื่น ต้องเลิกรา หย่าร้าง แล้วจึงค่อยไปมีความสัมพันธ์ใหม่ การมีซ้อน ซ่อนชู้ ถือเป็นความผิด ถือเป็นหยามน้ำหน้า หมิ่นเกียรติกันอย่างให้อภัยไม่ได้

 

ยิ่งไปกว่านั้นการมากชู้หลายเมียของผู้ชายในสังคมที่เทิดทูนอุดมคติชุดนี้ยังถูกมองว่าเป็นความป่าเถื่อน ล้าหลัง เห็นแก่ตัว อนารยะ สมควรถูกประณาม และถูกลงโทษ

 

กฎหมายการหย่าร้างในหลายประเทศจึงออกมาว่า หากการหย่าร้างนั้นเกิดจากการที่ผู้ชายนอกใจภรรยา ผู้ชายต้องสละสินทรัพย์ให้แก่ภรรยา จนแทบหมดเนื้อหมดตัว เรียกได้ว่า ต้องเดินออกจากบ้านไปหาเมียใหม่แบบตัวเปล่าเล่าเปลือยกันเลยทีเดียว

 

นี่เองที่ทำให้เกิดพล็อตคลาสสิกเรื่องเมียหลวงเมียน้อยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตั้งแต่ละครอย่าง น้ำเซาะทราย มาจนถึง เมีย 2018 ที่โด่งดัง เปรี้ยงปร้างอยู่ตอนนี้

 

แต่ความรักและการแต่งงานของคนสมัยใหม่ในปัจจุบัน สามารถแยกกลุ่มที่หนึ่งกับกลุ่มที่สองออกจากกันได้โดยสิ้นเชิงจริงหรือเปล่า?

 

เปิดพล็อตละคร เมีย 2018 เมียหลวงสง่างาม เมียน้อยกรี๊ดกร๊าด และผัวนอกใจ ที่สุดท้ายไม่เหลือใคร

ความรัก เซ็กซ์ และการแต่งงานของคนทั้งหลายรวมทั้งในละคร เมีย 2018 สำหรับฉันมันคือไฮบริดของอุดมคติชีวิตคู่ระหว่างกลุ่มที่ 1 กับ กลุ่มที่ 2

 

แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้ชายอย่างธาดาจะมาแต่งงานกับอรุณา เพราะความรักหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อแต่งแล้ว ครอบครัว เมีย และลูก คือความดีงามที่เทิดทูนไว้บนหิ้ง เป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบ อยู่สวยๆ เป็นแม่ที่ดี เมียที่ดี แต่กามารมณ์นั้นไปเรี่ยราดอยู่นอกบ้านเท่าไรก็ได้ ในขณะที่อรุณาเห็นว่า หัวใจของชีวิตคู่คือความซื่อสัตย์และการไม่ใช้สามีร่วมกับใคร

 

และในเส้นเรื่องของละครที่ต้องการส่งผ่านความเป็นสมัยใหม่และความก้าวหน้าของผู้หญิง

 

อรุณาย่อมไม่ยอมจำนนทนเพื่อลูก หรือใดๆ เมื่อสามีไม่ซื่อสัตย์ หยามเกียรติกัน เธอก็เดินออกมาจากชีวิตคู่สวยๆ มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ กอบกู้ Self Esteem ของตนเองด้วยการกลับมาทำงาน จนประสบความสำเร็จ และดูเหมือนว่า เธอน่าจะพบรักใหม่กับผู้ชายที่ดีกว่าผัวเก่าในไม่ช้า

 

ถามว่านี่ปรากฏการณ์ใหม่ในละครและวรรณกรรมไทยหรือไม่? คำตอบคือไม่เลย

 

พล็อตเรื่องที่วางบุคลิกของผู้หญิงให้เก่งและแกร่ง กล้าเดินออกมาจากชีวิตคู่แย่ๆ สามารถเป็น Single Mom แต่งงานใหม่ได้ ค้นพบอาชีพการงานที่น่าภาคภูมิใจ เป็นพล็อตยอดนิยมในนักเขียนหญิง ทั้งทมยันตี เพ็ญแข วงส์สง่า สุวรรณี สุคนธา โบตั๋น นันทนา วีรชน สีฟ้า กฤษณา อโศกสิน ฯลฯ

 

เรียกได้ว่า ตั้งแต่ทศวรรษที่ 80s เป็นต้นมา นักเขียนหญิงของไทยได้สมาทานแนวคิด สตรีนิยมคลื่นลูกที่หนึ่งมาไว้ในงานเขียนของตนเองเรียบร้อยแล้ว และปฏิเสธแนวคิดเรื่องการทนอยู่ในชีวิตแต่งงาน เพื่อรักษาหน้าตา เพื่อลูก หรืออื่นๆ ทั้งยังพยายามจะบอกผู้หญิงให้พึ่งพิงตนเองให้ได้ในทางเศรษฐกิจ เพื่อจะสามารถเดินออกมาจากชีวิตคู่ได้สวยๆ เลิศๆ เชิดๆ

 

เมีย 2018 จึงเป็นเพียงการผลิตซ้ำวาทกรรมผู้หญิงดี ผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงแกร่ง แม่ที่แสนดี และรางวัลของเธอในท้ายที่สุดก็คือ การจะได้เป็นผู้หญิงที่น่าปรารถนาของทุกผู้ทุกคน มีผู้ชายดีๆ มารุมจีบ มาขอแต่งงาน ซึ่งเธอจะแต่งด้วยหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ เธอคือผู้หญิงที่ใครๆ ก็อยากได้ อยากมี อยากเป็น

 

แน่นอนว่า ภาพของเมียน้อยหรือนางบำเรอยังคงสภาพความเป็น ‘ฮิสทีเรีย’ ไว้อย่างครบถ้วนคือ กรี๊ดกร๊าด ไร้เหตุผล เอาแต่ใจ มุ่งเอาชนะคะคานอย่างโง่ๆ ทะนงในความสวยของตนเอง ไร้ซึ่งศีลธรรม คุณธรรม คิดว่าความสวย ความสาว และเซ็กซ์ดีๆ พร้อมมารยาสาไถยในทางดาร์กต่างๆ นั้นจะนำมาสู่ชัยชนะ นั่นคือแย่งผัวผู้อื่นมาเป็นผัวของตน

 

ถ้าอรุณาเป็นสีขาว กันยาก็เป็นสีดำ

 

ส่วนผู้ชายที่มากชู้หลายใจอย่างธาดา สุดท้ายก็ถูกลงโทษ ไม่เหลือใครในชีวิต เพราะมี ‘นางแก้ว’ อยู่ในมือแล้วรักษาเอาไว้ไม่ได้

 

ดังนั้นคนที่จะมีความสุข ประสบความสำเร็จในที่นี้ก็คือ ผู้หญิงดีๆ และผู้ชายดีๆ เช่น อรุณาและวศิน

 

เราคาดหวังอะไรจากละคร?

 

ดึงสติสู่โลกความเป็นจริงที่เมียน้อย เมียหลวง ไม่ได้เป็นดั่งนิยาย

ในชีวิตจริงที่เมียน้อยไม่ได้ชั่วเหมือนกันยา ผู้ชายอย่างธาดาก็ไม่ได้หล่อซิกซ์แพ็กน่าแย่งน่าหลง เมียหลวงทั้งหลายก็ไม่ได้ทั้งสวย บอบบาง แข็งแกร่ง คมคาย เหมือนอรุณา ละครก็ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้รู้ว่า ความดีมีจริง ความชั่วมีจริง บาปกรรมมีจริง ใครทำดีต้องได้ดี ใครทำชั่วต้องได้ชั่ว โอ้…โลกนี้ยังไม่แตกสลายหรอกนะ แม้ในชีวิตจริงของเราจะไม่เจอสิ่งที่เป็นอุดมคติแบบนี้ แต่มันต้องมีอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกสิ

 

ถ้าเราเป็นเมียหลวง เราต้องสวย ต้องสง่า ต้องมีสติ ต้องแกร่ง ต้องยึดมั่นในความดีเหมือนอรุณา แล้วสักวันหนึ่งเราจะชนะ

 

ทว่าในชีวิตจริง ผู้หญิงที่เผชิญกับภาวะที่สามีนอกใจไปเป็นอื่น อาจจะไม่ได้เจอเมียน้อยแบบกันยา แต่เป็นเมียน้อยที่สวย สง่า และแค่เห็นผัวเราเป็นเครื่องเล่นทางเพศ เล่นเบื่อแล้วก็อยากถีบหัวส่งกลับไปให้เมียหลวงที่บ้าน เพราะการมีผัวเป็นตัวเป็นตนมันเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสเกินไป และอาจมีเมียน้อยที่ยอมควักเงินจ่ายจ้างให้ผู้ชายกลับไปหาเมียที่บ้านก็ได้อีกเหมือนกัน

 

หรืออาจมีเมียน้อยที่ทั้งทรงอิทธิพล อำนาจ สามารถบีบบังคับให้ผู้ชายทิ้งลูกทิ้งเมียมาแต่งงานกับตัวเอง ด้วยการแบล็กเมลในทางใดทางหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

 

หรืออาจจะมีเมียอีกจำนวนมากในโลกนี้ที่อยากไล่ผัวออกจากบ้าน อยากหย่าร้าง อยากไสหัวไอ้ผู้ชายห่วยๆ คนนี้ออกไปจากชีวิตเสียที ภาวนาว่าเมื่อไรมันจะมีเมียน้อย จะมีรักใหม่ มันจะได้ออกไปจากชีวิตตรู – และอย่างที่ฉันเขียนไว้เสมอว่า การเอาคนเข้ามาในชีวิต ไม่ยากเท่ากับการพยายามเอาใครสักคนออกไปจากชีวิต

 

ละคร หนัง นิยาย ว่าด้วย เมียน้อย เมียหลวง หรือสงครามระหว่างผู้หญิงหลายๆ คนที่ตบตีแย่งผู้ชายไมค์ทองคำกัน แล้วมักจะจบลงตรงที่คนที่สวยที่สุด ดีงามที่สุดจะได้ผู้ชายดีๆ ไปครอบครองนั้น สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้หญิงจำนวนมากว่า สูงสุดของชีวิตพวกเราคือ มีผู้ชายดีกับไมค์ทองคำหนึ่งอันมาเป็นของเรา และมีผู้หญิงอีกจำนวนมากอิจฉาริษยาว่า โอว ต้องมีแต้มบุญสักเท่าไรกันนะ ถึงจะได้เป็นเจ้าของไมค์ทองคำนั้นได้

 

ในหลายกรณี ผู้หญิงจึงทั้งเฝ้าหวง ห่วง ระแวดระวัง จับตา หวาดระแวง กลัวว่าไมค์ทองคำของตนจะมีคนอื่นมาฉกไป จนลืมไปว่าไอ้สิ่งที่ตนเข้าใจว่าเป็นไมค์ทองคำนั้น ในสายตาของคนอื่นมันเป็นแค่สากกะเบือ!

 

กลับมาสู่โลกแห่งความจริงเถอะว่า ในเรื่องของความรักและการแต่งงานนั้นมีสองส่วน คือส่วนของเสน่หาและกามารมณ์ กับส่วนที่เป็นเรื่องของความยุติธรรมของการตกลงเป็นหุ้นส่วนชีวิตอันพ่วงมาด้วยผลประโยชน์ทางทรัพย์สินอย่างสำคัญ

 

ในเรื่องเสน่หา กามารมณ์ นั้นพึงตระหนักว่า ในโลกนี้ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าของจู๋ จิ๋ม ช่องคลอด และมดลูกของใครได้อย่างชั่วนิจนิรันดร์สถาพร พึงตระหนักว่า เสน่หายาใจนั้นหมดได้เสมอ อะไรที่เอาเข้าไปได้ก็ย่อมเอาออกได้ ไม่มีใครสามารถเสียบปีกหักคา ประกาศไม่ให้ใครมาบุกรุก เพราะนี่ไม่ใช่ป่าสงวน

 

วันหนึ่งหากใครสักคนจะเป็นอื่น ข้อที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ

 

หนึ่ง เราเลิกกันไม่ได้ เพราะฉันรอมรดกจากกงสีเธออยู่ หรือฉันอยากให้เราเป็นพ่อเป็นแม่ของลูกสวยๆ ช่วยกันทำงานบ้าน แต่ฉันและเธอจะเป็นแค่ผัวเมียกันตามกฎหมาย แต่ในทางกามารมณ์ เราต่างคนต่างไปมี ‘ชู้รัก’ กัน

 

สอง ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้ห่วงหาอาลัย ต่างคนต่างเลิกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรืออาจจะมีทางเลือก สาม สี่ ห้า อีกมากมาย ที่แต่ละคนสามารถบริหารจัดการชีวิตให้ไม่ล่มสลายไปทั้งคู่ แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดไม่รู้เรื่องก็อาจต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

 

แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรมีใครต้องชีวิตพัง หรือคิดว่าชีวิตต้องพินาศ พังพิน สูญสิ้นความเป็นคนเพียง เพราะเมียไปมีชู้ หรือผัวไปมีเมียน้อย

 

ไม่ใช่เรื่องหยามน้ำหน้า หมิ่นเกียรติ อะไรทั้งนั้น ก็แค่คนอยากจะเอากัน หรือคนจะหมดเสน่หาต่อกัน มันเป็นเรื่องที่แสนจะสามัญ และเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทุกเมื่อ

 

ในโลกนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้ แต่สิ่งที่เราจัดการดูแลได้ และพึงทำอย่างยิ่งหากจะต้องแต่งงานกับใครคือ ดูเรื่องทรัพย์สิน สินทรัพย์ มรดก ผลประโยชน์ ข้อตกลงเรื่องการหย่าร้าง สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร และพึงสงวนไว้ซึ่งสิทธิและอิสรภาพของเราไว้เป็นสิ่งที่สำคัญลำดับต้น

 

เพราะเรื่องซั่มหยำฉ่านั้นมันแค่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories