ในขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับสไตล์การทำทีมของ เซสก์ ฟาเบรกาส ที่กำลังนำ โคโม 1907 ขยับขึ้นมาลุ้นไปยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้อย่างน่าสนใจ
“เออ ทำไมโค้ชเก่งๆ มันต้องเป็นกองกลางทุกทีเลยนะพี่” เจ้าหนูจำไมโยนคำถามมาให้
แล้วเราก็ไล่ชื่อกัน…
นอกจาก เซสก์ ฟาเบรกาส ยังมี ชาบี อลอนโซ, ไมเคิล คาร์ริค, มิเคล อาร์เตตา, ชาบี เอร์นานเดซ, หลุยส์ เอ็นริเก, โรแบร์โต เด แซร์บี ในกลุ่มเจนใหม่ ซึ่งเราอาจจะรวม รูเบน อโมริม ในเวอร์ชัน สปอร์ติง ลิสบอน และ อาร์เนอ สลอต ด้วยก็ได้อยู่เหมือนกัน
และถ้าเราย้อนกลับไปอีกก็จะพบว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา, อันโตนิโอ คอนเต, ดีเอโก ซิเมโอเน หรือแม้แต่ ซีเนอดีน ซีดาน แและ คาร์โล อันเชล็อตติ
ยอดโค้ชมือดีเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์มาก่อนทั้งสิ้น
หรือมันจะมีความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่?
ในปี 2022 CIES สถาบันความรู้ทางเกมลูกหนังจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านสถิติและการวิเคราะห์ของเกมฟุตบอล รวมถึงลงลึกในเรื่องของเชิงคอนเซปต์ เปิดเผยตัวเลขข้อมูลที่น่าสนใจ
ท่ามกลาง 1,866 สโมสรจาก 126 ลีกใน 89 ประเทศ มีสโมสรที่มีโค้ชที่เคยเล่นเป็นผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ เรียงตามลำดับดังนี้
- กองกลาง 42.4 เปอร์เซ็นต์
- กองหลัง 34.5 เปอร์เซ็นต์
- กองหน้า 19.6 เปอร์เซ็นต์
- ผู้รักษาประตู 3.5 เปอร์เซ็นต์
- ผู้รักษาประตู 3.5 เปอร์เซ็นต์
จริงอยู่ที่กองกลางถือเป็นผู้เล่นที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้วโดยธรรมชาติ รองลงมาคือกองหลังและกองหน้า แต่นั่นไม่ได้เป็นเหตุผลสำคัญทั้งหมดที่ทำให้มีผู้เล่นกองกลางที่ผันตัวเองมาเป็นโค้ชแล้วสามารถทำผลงานได้ดี
ย้อนกลับไปอีกในปี 2019 เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยอดโค้ชอันดับหนึ่งของโลกในยุค 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้ให้เหตุผลอธิบายได้อย่างน่าสนใจว่าทำไมกองกลาง – โดยเฉพาะกองกลางตัวกลาง (Central midfielder) ซึ่งรวมถึงกองกลางในแบบตัวรับและตัวโฮลดิ้ง – ถึงมาเอาดีทางนี้ได้ง่ายกว่า
“ปกติแล้วกองกลางตัวรับ พวกเขาจะมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่มองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสนาม” เป๊ปบอก
“ถ้าเป็นกองหน้าสิ่งที่กองหน้าคิดก็จะมีแต่เรื่องการทำประตู หรือถ้าเป็นผู้รักษาประตูก็จะคิดแค่การป้องกันประตู แต่สำหรับกองกลางตัวโฮลด์บอลมันเหมือนเราได้ผ่านบทเรียนที่ยอดเยี่ยมมาในสนาม”
ขยายความให้เพิ่มเติมคือผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางนั้นจะเหมือนผ่านการอบรมหลักสูตรการเป็นโค้ชมาแบบอ้อมๆ จากการทำหน้าที่ในสนามอยู่แล้ว และได้พัฒนาทักษะ (Skill) สำหรับการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมที่ดีในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

ความเข้าใจเกม (Understanding of the Game)
เพราะผู้เล่นกองกลางเป็นคนที่ต้องควบคุมเกมทั้งหมด เปรียบเสมือนมันสมองของทีม ดังนั้นพวกเขาจะเข้าใจวิธีในการเล่นเกมรับและเล่นเกมรุกอย่างดี
กองกลางจะต้องมองเกมทั้งเกม ไม่ใช่แค่มองเห็นแต่ต้องเข้าใจ และพยายามที่จะสร้างอิทธิพลในสนามให้ได้ เพราะถ้ากองกลางเล่นสู้ไม่ได้ นั่นหมายถึงโอกาสที่ทีมจะคว้าชัยชนะได้ก็มีน้อยลงไปทุกที
ความเข้าในเกมอย่างถ่องแท้จึงเป็นทักษะที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการเป็นโค้ช เพราะจะผ่านการฝึกคิดถึงเกมตลอดในทุกมิติ ไม่ว่าจะรับหรือรุก จะรุกแบบไหน จะรับแบบไหน ตอนนี้ทีมมีขีดความสามารถแค่ไหน
วิสัยทัศน์และความสร้างสรรค์ (Vision and creativity)
โดยหัวใจของกองกลางทุกคนไม่ว่าจะยืนตำแหน่งตรงไหนคือวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์และจำเป็นจะต้อง “อ่านเกม” ให้เป็น
ตอนนี้ทีมได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ตอนนี้บุกอยู่แต่ยังเจาะไม่เข้า ตอนนี้คู่แข่งกำลังจะโถมเกมบุกใส่จะต้องทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กองกลางจะต้องประเมินสถานการณ์หน้างานอยู่ตลอดเวลา และคอยให้การสนับสนุนเพื่อทั้งกองหน้าและกองหลัง
ภาพทุกอย่างจะถูกประมวลเอาไว้ในหัวในช่วงเวลาสั้นๆ ระดับวินาที เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจ
และนั่นก็เป็นสิ่งที่โค้ชดีๆ ต้องทำให้เป็น
ความยืดหยุ่นทางแท็คติก (Tactical Flexibility)
คนที่เป็นกองกลางจะมีความยืดหยุ่นในการเล่นค่อนข้างสูง ในความหมายคือสามารถที่จะเล่นในระบบการเล่นได้หลายรูปแบบ
4-3-3, 4-2-3-1, 4-4-2 หรือ 3-2-4-1 โดยหลักการและหัวใจในการเล่นไม่แตกต่าง สิ่งที่จะแตกต่างไปคือรายละเอียดในแท็คติกซึ่งขึ้นอยู่กับการบ้านจากโค้ชที่ให้มาว่าวันนี้อยากให้ทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ
ความยืดหยุ่นในการเล่นในสนามสำคัญต่อการเป็นโค้ช เพราะหมายถึงทักษะความคิด (Mindset) ที่พร้อมจะยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนระบบหรือแผนการเล่นได้ตลอดวเลา โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นแบบเดียว ทำแบบเดิมตลอด
โค้ชที่เก่งไม่ใช่โค้ชที่ใช้แผนเดียวเที่ยวทุกสนาม แต่เป็นโค้ชที่สามารถปรับเปลี่ยนทีมตามคู่แข่งและสถานการณ์ได้ เพราะแม้แต่เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ยังกล้าที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกัน

ทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership)
ถ้าสังเกตกองกลางจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มักจะได้รับหน้าที่สำคัญอย่างการเป็นกัปตันทีมสวมปลอกแขนเดินนำลงสนาม
หรือต่อให้ไม่ได้สวมปลอกแขนก็ตาม หนึ่งในสิ่งที่นักเตะกองกลางจะถูกขัดเกลาเองโดยธรรมชาติคือความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การบริหารจัดการเพื่อนร่วมทีม เช่น สื่อสารกับปีกว่าอยากให้วิ่งแบบไหน ไปตรงจุดไหน หรือสั่งการกองหลังให้จัดระเบียบแนวรับใหม่เพราะมองเห็นว่า shape ของทีมเริ่มเสียกระบวน
พูดง่ายๆ คือพวกเขาก็เหมือนเป็นโค้ชอีกคนที่อยู่ในสนาม ซึ่งบางครั้งไม่ได้แค่ถ่ายทอดสิ่งที่โค้ชสั่ง แต่หมายถึงสิ่งที่พวกเขามองเห็นหน้างานเองด้วย ซึ่งเป็นการฝึกความเป็นผู้นำที่จะต้องชี้ทางให้คนอื่นได้
สิ่งเหล่านี้คือ Skill set ที่สำคัญของการเป็นโค้ช ทีนี้ในมุมผู้เชี่ยวขาญ นักวิเคราะห์จากทีมชาร์ลตัน แอธเลติก โอเรน โรซันสกี ยังขยายความให้ต่อว่า “มันเป็นเพราะพวกเขามีส่วนร่วมในทุกมุมของเกม”
“พวกเขามีส่วนกับช่วงของการตั้งเกม (Build-up phase), ขยับขึ้นสูงมาในพื้นที่กองกลาง หรือถอยลงไปยืนระหว่างเซ็นเตอร์แบ็ก พวกเขาขยับเติมขึ้นไปสูงในแดนบนเพื่อสู้กับแนวรับต่ำ (Low block) พวกเขาต้องวิ่งตามตัววิ่งความเร็วสูงและคอยสกรีนให้กองหลัง”
ขณะที่คัลลัม เอลลิส นักวิเคราะห์จากสโมสรในระดับพรีเมียร์ลีกเปรียบว่ากองกลางนั้นมี “มุมมองที่ดีที่สุดในสนาม”
“การเล่นกองกลางเป็นตำแหแน่งที่ยากที่สุดในสนามด้วยเพราะความรับผิดชอบที่มีมากมาย พวกเขายังต้องคอยโค้ชชิ่งในสนามขณะที่กำลังลงเล่นอยู่ด้วยผ่านการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องพยายามนิ่งเข้าไว้ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบไหนก็ตาม แและนั่นคือสิ่งที่การเป็นโค้ชระดับหัวแถวต้องมี”
ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วกองกลางคือคนที่มีคุณสมบัติพร้อมสรรพที่สุดสำหรับการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีม
ที่เหลือคือเรื่องของ “สไตล์” ที่จะสะท้อนบุคลิกและตัวตนของพวกเขาออกมาผ่านการเล่นของลูกทีมอีกที

ยกตัวอย่างเช่น เป๊ป เป็นกองกลางตัวรับคุมจังหวะเกม สิ่งที่เขาเชื่อมั่นที่สุดคือการครองเกม (Possession) ดังนั้นไม่ว่าจะคุมทีมอะไรก็ตาม จังหวะจะโคนจะเป็นแบบไหนก็ดี สิ่งที่จะเป็นหัวใจในแผนการเล่นของเขาคือต้องครองบอลให้ได้มากที่สุด
เช่นกันกับอาร์เตตา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในลา มาเซียในระยะเวลาสั้นๆ และมองเห็นเป๊ปในฐานะรุ่นพี่ ก่อนจะได้เรียนรู้งานต่ออีกทีในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี และหันมาเอาดีทางการเป็นโค้ชเอง สไตล์ของอาร์เซนอลในยุคเขามีการเติบโตและเรียนรู้ตลอดเวลา แต่ก็คล้ายกับสไตล์การเล่นของอาร์เตตา ที่ไม่ได้เน้นความสวยงามจัด แต่มีวิสัยทัศน์และไว้ใจได้
ซีดาน เป็นอัครศิลปินลูกหนังในวันที่ยังเป็นผู้เล่น เมื่อผันตัวมาเป็นโค้ชสิ่งที่เขาถ่ายทอดทีมไม่ใช่เรื่องของรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ ในการเล่นแต่ละตำแหน่ง หากแต่เป็นการให้อิสระกับผู้เล่นได้คิดและทำในสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถของทีม เรียกว่าเป็นแนวทางของศิลปินอย่างแท้จริง
หรือเซสก์ เป็นกองกลางตัวทำเกมระดับอัจฉริยะในครั้งเป็นผู้เล่น พอมาทำหน้าที่คุมทีม เขาจึงคิดค้นระบบและวิธีการเล่นฟุตบอลในแบบของตัวเองที่ไม่ได้ซ้ำใคร และมันทำให้โคโม 1907 ถึงจะเป็นทีมเล็กแต่ก็เล่นแบบทีมใหญ่ มีรูปแบบ แบบแผนที่ชัดเจน มีรายละเอียดในการเล่นสูง
โค้ชที่เป็นกองกลางคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น อันเชล็อตติ, คอนเต, สลอต, อโมริม ซีเมโอเน, เอ็นริเก หรือคาร์ริค พวกเขาก็จะมีสไตล์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ได้รับการขัดเกลาจากช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เล่นอยู่ รวมถึงความรู้จากครูบาอาจารย์ ซึ่งก็อยู่กับแต่ละคนอีกว่าเคยร่วมงานกับยอดโค้ชคนไหนมาบ้างและเก็บเกี่ยวอะไรมาได้บ้าง
แต่โดยรวมแล้วผู้เล่นกองกลางถือว่ามีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมสำหรับการทำงานเป็นโค้ช และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ถ้าเรามองหาโค้ชฝีมือดีแล้วส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกองกลางมากกว่าตำแหน่งอื่น
เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
อ้างอิง:
- https://www.nytimes.com/athletic/4818506/2023/08/31/guardiola-mourinho-head-coaches-central-midfielders/
- https://clubfutboltalavera.com/how-former-midfielders-become-the-best-coaches-why-playmakers-often-make-great-managers/
- https://www.sportsadda.asia/football/features-football/defensive-midfielders-manager-guardiola-simeone-conte/


