×

ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์

15.03.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย

นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียได้ทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรือปฏิบัติการในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ ถูกอิหร่านโจมตีแล้วอย่างน้อย 17 ลำ หนึ่งในนั้นคือเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี”

 

ขณะเดียวกัน โมจตาบา คาเมเนอี ได้ประกาศท่าทีแข็งกร้าว ยืนยันว่าจะเดินหน้าปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวต่อไป ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด วิกฤตครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญของโลก

 

ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

แม้หลายประเทศจะตัดสินใจปล่อย น้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านอุปทาน แต่ราคาน้ำมันกลับยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

นับตั้งแต่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศปล่อยน้ำมันดิบสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นแล้วกว่า 17% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของตลาดโลก ปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ปัจจัยสำคัญคือการทยอยนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาดต้องใช้เวลา ขณะที่ปริมาณน้ำมันดังกล่าวยังห่างไกลจากปริมาณอุปทานที่อาจหายไป หากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อ ส่งผลให้ความกังวลด้านพลังงานยังคงกดดันตลาดโลกและเศรษฐกิจไทย ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า เหตุการณ์ตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเริ่มส่งผลกระทบคนไทยแล้ว

 

ชี้สงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงฉุด GDP ไทยร่วง -1.1% ต้นทุนพลังงาน-ท่องเที่ยวทรุดหนัก

 

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลประเมินวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ‘อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’

 

แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 53.7 แต่สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นภาย หลังการสำรวจได้กลายเป็นปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความกังวลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต

 

ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 2

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ GDP

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ของสงครามไว้ 3 ระดับ

 

1.ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดกระทบ GDP -0.35% ซึ่งมีโอกาสเกิด 45%

 

2. สงครามยืดเยื้อ (3 เดือน) ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น คาดกระทบ GDP -1.1% มีโอกาสเกิด 45%

 

3.สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป) ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบ ซึ่งมีโอกาสเกิด 10%

 

เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ‘ท่องเที่ยว-ส่งออก’ ชะงัก

 

โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ ของไทยได้รับผลกระทบในทันที โดยในสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวจาก ยุโรปและตะวันออกกลางหายไปถึง 18% หรือประมาณ 60,000 คน เนื่องจากปัญหาการปรับปรุงเส้นทางบินและค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น 30-80% จังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหายหนักที่สุด

 

โดยมีการแจ้งยกเลิกห้องพักแล้วกว่า 1,311 คืน คิดเป็นรายได้ที่หายไปกว่า 8 ล้านบาทในเบื้องต้น หากสงครามยืดเยื้อถึง 6 เดือน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะสูญเสียถึง 29,250 ล้านบาท

 

ขณะที่ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรกลมีความเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะตลาดหลักในตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ภาคพลังงานกับแรงกดดันเศรษฐกิจ แนะขยายเพดานตรึงดีเซล

 

มากไปกว่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปราะบางสูง เพราะนำเข้าน้ำมันและพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึง 5% ของ GDP (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) ก็อยากเสนอให้รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ในการตรึงราคาน้ำมัน โดยอาจจำเป็นต้องขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระการอุดหนุนของรัฐและป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

 

มองทางออก 5 แนวทาง

 

1. บริหารราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่น แม้กองทุนน้ำมันจะเริ่มติดลบอีกครั้ง แต่รัฐควรพิจารณาใช้ “ภาษีสรรพสามิต” เข้ามาชดเชย และอาจจำเป็นต้องขยับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 32-35 บาทแบบเป็นขั้นบันไดเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะ “ช็อก” ต่อต้นทุนการผลิต

 

2. ดูแลภาคขนส่ง รัฐต้องเข้าไปดูแลราคาพลังงานสำหรับผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาหน้าปั๊ม เพื่อป้องกันการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่รุนแรง

 

3. แคมเปญ “ไทยปลอดภัย” (Thailand is Safe) เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย (จีน มาเลเซีย อินเดีย) เข้ามาทดแทนตลาดยุโรปที่หายไป โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความปลอดภัยสูงสุด

 

4. รณรงค์ประหยัดพลังงานระดับชาติ รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการรณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงพิจารณามาตรการ Work From Home ในช่วงวิกฤตเพื่อลดการใช้น้ำมันและลดปัญหาการจราจร

 

5. อัดฉีดสภาพคล่องผ่าน SFI ใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (เช่น ธนาคารออมสิน, SME Bank) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ป้องกันการเลิกจ้างงาน

 

ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 3

 

พลังงานโลกสะดุดเศรษฐกิจเสี่ยงเจอภาวะ stagflation

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันไปในตลาดโลกและไทย คิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการผลิตของโลกต่อวัน (ทั่วโลกผลิตน้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล) ปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งออกน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซาอุฯ UAE และกาต้าร์

 

เมื่อเส้นทางนี้ชะงัก ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับขึ้น 50-140%

 

จึงกระทบเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเซียและอาเซียน คือ เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าปรับสูงขึ้น

 

“หากไม่ผ่านทะเลแดง จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น เรือต้องอ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา ทำให้ระยะทางเพิ่ม 3,000-5,000 กม. ใช้เวลาเพิ่ม 10-14 วันต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าระวางเพิ่ม และราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้น

 

ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มสูง จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย”

 

ดังนั้น จึงเกิดความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก เพราะดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของการค้าโลก การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของดอลลาร์ย่อมส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวล ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนของแรงกระแทกทาง เศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เตือน ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างวิกฤติด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งอาจผลักดันให้เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น

 

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูง

 

แม้สงครามจะยุติลง ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับต่ำเหมือนก่อนสงคราม เนื่องจากตลาดจะเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในราคาหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

 

ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการประเมินของ Goldman Sachs และหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสามเดือน ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะถดถอยทั่วโลก

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories