จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจเสี่ยงก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากต่อการดำเนินนโยบายทางการเงิน
นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันมาจากความกังวลเชิงโครงสร้าง เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันถึง 30% ของโลก และมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่มีการขนส่งน้ำมันผ่านถึง 20% โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงมาก ระหว่างวันเคยพุ่งทะลุไปถึง 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง เช่น ราคาตั๋วเครื่องบิน และต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)
อย่างไรก็ตาม SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าสงครามในครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ และราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ประเมินว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อโลกปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% และกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีโลก (GDP Growth) ให้ลดลงราว 0.2-0.4% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าจีดีพีโลกปีนี้จะเติบโตได้ 3.3% ผลกระทบดังกล่าวจึงไม่รุนแรงพอที่จะนำไปสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นเพียง Energy Shock ในระยะสั้นเท่านั้น เว้นแต่สถานการณ์จะลุกลามมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ ผลกระทบก็อาจจะรุนแรงขึ้นได้
จับตา Fed เลื่อนหั่นดอกเบี้ย เสี่ยงเจอภาวะ Higher for Longer
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นิสารัตน์ระบุว่า จากเดิมในเดือนธันวาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา Fed ผ่าน Dot Plot เคยส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ตลาดคาดหวังว่าจะลดถึง 2 ครั้งในปีนี้ แต่จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้อง เลื่อนการตัดสินใจลดดอกเบี้ยที่เคยมองไว้ในช่วงกลางปีออกไปก่อน
ทั้งนี้แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คือ เฟดจะ คงดอกเบี้ย เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันอย่างรอบคอบ และหากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูง โอกาสที่ตลาดจะต้องเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือ Higher for Longer ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และราคาน้ำทรงตัวในระดับสูงต่อไป
Emerging Market เจ็บหนัก ส่วน ‘ดอลลาร์-ทองคำ’ ครองแชมป์หลบภัย
เมื่อเจาะลึกถึงผลกระทบต่อสินทรัพย์การลงทุน พบว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาดสหรัฐฯ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- หลายประเทศในกลุ่ม EM พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง
- ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นกระทบโดยตรงต่อความอ่อนไหวของดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และฉุดรั้ง GDP
- ก่อนหน้านี้ตลาด EM ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี เมื่อเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) นักลงทุนจึงเลือกเทขายทำกำไรออกมาเป็นอันดับแรก ประกอบกับปัจจัยกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า
ในทางกลับกัน ผู้ชนะ ในสถานการณ์นี้คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าจนหนุนให้แข็งค่าขึ้นราว 2% ในระยะสั้น ขณะที่ ทองคำ แม้จะมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง แต่ในภาพยาวถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น และทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ได้เป็นอย่างดี
3 กลยุทธ์จัดพอร์ต ฝ่ามรสุมความไม่แน่นอน
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ยังไม่รู้จุดจบแน่ชัดว่าจะลากยาว 4-6 สัปดาห์หรือไม่ นิสารัตน์ได้ให้คำแนะนำ 3 ข้อในการปรับพอร์ตลงทุ ดังนี้
- Don’t Panic & Stay Invested โดยอย่าตื่นตระหนกและอยู่ในตลาดต่อไป เพราะจากสถิติในอดีต หากเหตุการณ์สงครามผ่านพ้นไปโดยที่ไม่ได้ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในท้ายที่สุดผลตอบแทนทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้จะสามารถปรับตัวฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ
- กระจายการลงทุน (Diversification) โดยควรบริหารความเสี่ยงผ่านกองทุนแบบ Multi-Asset เพราะเมื่อหุ้นลง จะมีสินทรัพย์อื่นขึ้นมาช่วยชดเชย พร้อมทั้งแนะนำให้กระจายการลงทุนไปในหลากหลายประเทศและหลากหลายสินทรัพย์
- จัดสรรสินทรัพย์ปลอดภัยติดพอร์ต ซึ่งควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนมาที่ ทองคำ เพื่อเป็นเครื่องมือ Hedge พอร์ตลงทุน และกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่อิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Base) เพื่อเปิดรับโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ Risk-off

