ค่าไฟทุกสตางค์ น้ำมันทุกลิตร ‘มีความหมาย’
ต้นทุนที่ขยับ กำลังกดทั้งค่าครองชีพและภาคธุรกิจ
เอกชนโดย กกร.ชี้วิกฤตตะวันออกกลาง สะเทือนภาคพลังงานลุกลามไปสู่เศรษฐกิจจริงทั้งระบบ จึงประมาณการณ์ปรับลด GDP ลงเหลือ 1.2-1.6% ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ เร่งตัว พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ Stagflation ที่ชัดขึ้น
เกรียงไกร เธียรนุกุล ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อกำลังเป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก โดยสะท้อนผ่านหลายสัญญาณสำคัญ
ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขณะที่ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลง
“ความเสี่ยงหลักคือการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตทั่วโลก และลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทานจนถึงผู้บริโภค”
ส่งผลให้ กกร.ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยประเมินว่า GDP เหลือ 1.2-1.6% จากเดิม 1.6-2.0%, เงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 2.0-3.0% จากเดิม 0.2-0.7% ขณะที่ส่งออก ยังติดลบ 1.5 ถึง-0.5%
“แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับขึ้นตามกลไกตลาด ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ การบริโภค และความเชื่อมั่นภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐอาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ”
นอกจากนี้ ภาคการผลิตต้องเผชิญต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ส่วนภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
เตือนภาวะ Stagflation ชัดขึ้น เงินเฟ้อสูง นักท่องเที่ยวหาย 2-3 ล้านคน
กกร. ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะ Stagflation หรือ เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอ โดยเฉพาะเมื่อราคาสินค้าปรับขึ้น แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มตาม แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่ทำอะไรเลย อนาคตก็ไม่มีความแน่นอน อาจมีผลกระทบ
“ภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักได้รับผลกระทบชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง คาดว่าทั้งปีอาจลดลงจาก 35.5 ล้านคน เหลือเพียง 32-33 ล้านคน”
นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ กกร. ได้รับข้อมูลจาก คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเสนอแผนรับมือวิกฤตพลังงาน โดยเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเป็นหัวใจสำคัญ
ปตท.ย้ำเดินเครื่องโรงกลั่นเกิน 100%
โดยมีมาตรการหลัก อาทิ เร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบทั่วโลก ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง เพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น รองรับน้ำมันดิบหลากหลาย และเดินเครื่องเกิน 100% เพิ่มการผลิตดีเซลจากระดับเดิม 7% บริหารสต็อกน้ำมันและเร่งกระจายผ่านทุกระบบขนส่ง พร้อมดูแลสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,409 แห่งให้บริการต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กกร. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้
อย่างไรก็ตาม การลดลงจะไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากยังมีปัจจัย อาทิ น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่ง (Stock in Transit) การเปลี่ยนแหล่งจัดหาน้ำมันใหม่ และข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์
ทั้งนี้ กกร. เสนอแนวคิด Connect the dots เชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็น 1. โซนสีเขียว ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชัด และ 2. โซนสีแดง กลุ่มเปราะบางและเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
“กกร.อยากสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง กำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา”
ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ
รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศนอกจากนั้น ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มกันชนหรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน (Resilience) โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางของ Reinvent Thailand
“ข้อเสนอสำคัญคือให้รัฐเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมธุรกิจพลังงาน และกรมขนส่งทางบก เพื่อดึงกิจกรรมนอกระบบเข้าสู่ระบบ และออกมาตรการช่วยเหลือแบบตรงจุด และต้องระวังไม่ให้ภาระงบประมาณกระทบต่อ Fiscal space และอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ” เกรียงไกร กล่าว
ชงรัฐดึง ‘บราซิลโมเดล’ ลดพึ่งน้ำมันนำเข้า 90%
อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ คือ การลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 90% โดยผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เป็นนโยบายแห่งชาติ โดยโมเดลที่ถูกหยิบยกคือบราซิล ที่ใช้พืชเกษตร เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง มาผลิตพลังงานอย่างจริงจัง
“กกร. มองว่า หากไทยเดินตามแนวทางนี้จะช่วย เพิ่ม GDP ภาคเกษตรจาก 6-7% เป็น 15% ลดหนี้ครัวเรือน และเพิ่มรายได้เกษตรกรกว่า 20 ล้านคน”
แนะรัฐปฏิรูปพลังงาน เร่งคลอดแผน PDP 2026 เป็นยุทธศาสตร์ชาติ
นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (แผน PDP 2026) ของกระทรวงพลังงาน โดยมองว่านอกจากเป็นแผนพลังงานแล้ว ควรเป็นยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ ควบคู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างเป็นรูปธรรม
โดยเสนอให้เร่งประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2569-2573 ที่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน ปฏิรูปกิจการไฟฟ้าสู่ตลาดเสรี
แนะ ครม.อนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน ชี้ทุกบาทที่ปรับขึ้น ‘มีความหมาย’
เกรียงไกร กล่าวถึงประเด็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ ครม.อนุทิน 2 ว่า “ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะเป็นไปตามโผที่เคยมีการรายงานไปก่อนหน้านี้”
ทั้งนี้ ความสำคัญของการมี ครม. อย่างเป็นทางการก็คือจะช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัว สะดวก และมีอำนาจเต็มมากขึ้นในการตัดสินใจ
โดยลำดับแรกต้องรีบเร่งทำงาน เพื่อฟื้นฟูสถานการณ์และแก้ไขปัญหาหลายด้านที่ค้างคาอยู่โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน
“เมื่อมี ครม. ก็ต้องรีบเร่งทำงาน เพราะปัญหา หรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ควรที่จะต้องรีบฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องพลังงาน และวิกฤตหลายเรื่องที่กำลังประสบอยู่”
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของราคาน้ำมันเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลในประเทศก็ปรับขึ้นอีก
“โดยทุกบาทที่ปรับขึ้นล้วนมีความหมาย เพราะจะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น และส่งผลไปยังเงินเฟ้อ”
ปัญหาเรื่องพลังงานคือเวลานี้ จะลดผลกระทบจากราคาที่ยังผันผวนสูงอย่างไร ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนทุกอย่าง และค่าไฟงวดหน้า ก็เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยลบหมด เพราะฉะนั้น จึงต้องรีบเร่งในการเข้าไปแก้ปัญหา
แม้ว่าจะมีการระบุว่า จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส หรือโครงการอื่นตามมา ก็ต้องรอดูว่าจะเป็นแบบไหน ครม.ต้องรีบเร่งทำงาน เพราะปัญหาที่อยู่ข้างหน้ามีหลายเรื่อง ซึ่งต้องการให้แก้ไขโดยด่วน
ภาพ: VRVIRUS / Shutterstock

