×

ยีนส์ร้อนแรง แม็คกรุ๊ปวิ่งฝ่าสงครามราคา Temu ย้ำโปรดักต์ไหนขายดีทำต่อ ส่วนตัวไหนขายไม่ดีเลิกทำ มั่นใจโตดับเบิลดิจิตทุกปี

17.10.2024
แม็คกรุ๊ป

ตลาดยีนส์ร้อนแรง แม็คกรุ๊ปวิ่งฝ่าสงครามราคาจาก Temu แพลตฟอร์มสัญชาติจีน ย้ำไม่หยุดนิ่งสร้างจุดแข็งให้แบรนด์ โปรดักต์ไหนขายดีทำต่อ ส่วนโปรดักต์ไหนขายไม่ดีเลิกทำ พร้อมปรับปรุงร้านให้ใหญ่ขึ้น เติมสินค้าไลฟ์สไตล์เข้าไปดึงลูกค้า มั่นใจโตดับเบิลดิจิตทุกปี 

 

เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC กล่าวว่า ความท้าทายของการทำตลาดสินค้าแฟชั่นไม่ง่าย ต้องคอยติดตามเศรษฐกิจโลกที่จะมีผลต่อต้นทุนการดำเนินที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่มากขึ้นเรื่อยๆ หากสังเกตจะเห็นว่าแบรนด์แฟชั่นหลายค่ายออกสินค้ากางเกงยีนส์กันหมด รวมถึงการเข้ามาของโลคัลแบรนด์หรือแม้แต่ Temu แพลตฟอร์มสัญชาติจีน ซึ่งแต่ละค่ายแข่งขันกันเรื่องราคาเพื่อดึงลูกค้า 

 

ปัจจัยทั้งหมดให้ตลาดร้อนแรงมากขึ้น แม็คกรุ๊ปจึงไม่หยุดนิ่งสร้างจุดแข็งให้กับแบรนด์ ทั้งการมีพาร์ตเนอร์ในการผลิตสินค้าอย่าง ITOCHU จากประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นผู้ผลิตเนื้อผ้าส่งให้กระบวนการผลิตของบริษัท และมีบริหารสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ในปีนี้บริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แม้จะเรียกตัวเองว่าเป็นแม็คยีนส์ แต่จริงๆ แล้วได้ผันตัวมาเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ และปัจจุบันยีนส์มีสัดส่วนยอดขายอยู่แค่ 40% และสินค้าไลฟ์สไตล์ 60% 

 

ทิศทางต่อจากนี้ โปรดักต์ไหนขายดีทำต่อ ส่วนโปรดักต์ไหนขายไม่ดีก็เลิกทำ ควบคู่กับการมองหาพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ เข้ามาร่วมกันสร้างแบรนด์ โดยที่ผ่านมาแม็คยีนส์เคยจับมือกับขายหัวเราะ และคอลแลบกับ อนันดา เอเวอริงแฮม ร่วมกันเปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และตอนนั้นยอดขายก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

 

ล่าสุดได้เปิดตัวแม็คยีนส์แบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยคว้าตัว อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม และ อนันดา เอเวอริงแฮม เข้ามาเป็นตัวแทนถ่ายทอดแบรนด์คอนเซปต์หลักของแม็คยีนส์ My Mc My Way ชีวิตเต็มแม็ค โดยมีเป้าหมายสร้างแบรนด์ให้ครองทุกเจเนอเรชัน 

 

นอกจากนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม็คกรุ๊ปได้ลอนซ์สินค้าหมวดไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้งรองเท้า หมวก เสื้อยืด และฮู้ดดี้ แต่ปัญหาที่เจอตอนนี้คือขนาดร้านค่อนข้างเล็ก ไม่สามารถเติมสินค้าเข้าไปจำนวนมากได้ 

 

ทั้งหมดเป็น Pain Point ที่ต้องเร่งแก้ไข จึงเตรียมรีโนเวตสาขาให้เป็นแฟลกชิปสโตร์ประมาณ 30 สาขา ซึ่งจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ทำให้เติมสินค้าเข้าไปได้มากขึ้น โดยเฉลี่ยแต่ละสาขาใช้งบไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท

 

สำหรับการขยายสาขาใหม่ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว จากนี้จะไม่เปิดเพิ่ม เพราะปัจจุบันมีสาขากว่า 600 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ สิ่งที่ต้องหันมาให้ความสำคัญคือผลักดันช่องทางอีคอมเมิร์ซที่กำลังโตต่อเนื่อง โดยปีนี้เติบโตเฉลี่ย 12-13% ต่อเดือน ปัจจุบันยอดขายมาจากช่องทางนี้ 15%

 

จากกลยุทธ์ทั้งหมดจะทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในปีบัญชี 2568 (1 กรกฎาคม 2567 – 30 มิถุนายน 2568) เติบโตในตัวเลขสองหลักได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนปีบัญชี 2567 (1 กรกฎาคม 2566 – 30 มิถุนายน 2567) บริษัทมีกำไรสุทธิ 713 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70 ล้านบาท หรือ 10.8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 644 ล้าน โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 17.3% รวมทั้งยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับสูงที่ระดับ 64.2% 


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories