×

หัตถ์พระเจ้า ความอัจฉริยะของมาราโดนา ในฤดูร้อนที่ไม่มีใครลืมของปี 1986

06.06.2026
  • LOADING...
ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาในศึกฟุตบอลโลก 1986

ฟุตบอลโลก 1986 ในความทรงจำของผู้คนและสิ่งที่ถูกบันทึกไว้คือหนึ่งในฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดของโลก

 

มันสวยงามด้วยเรื่องราว ด้วยบรรยากาศ ด้วยแฟนฟุตบอล

 

และด้วยความมหัศจรรย์ของนักฟุตบอลคนหนึ่ง ที่ใช้ความอัจฉริยะสร้างหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกของฟุตบอลเคยพบมา

 

หนึ่งประตูที่เล่ห์เหลี่ยมจัดที่สุด กับอีกหนึ่งประตูที่งดงามที่สุดในเกมเดียวกัน

 

ตำนานของ ดีเอโก อาร์มันโด มาราโดนา เทวาและซาตานแห่งฟุตบอลโลก 1986

 

ความจริงแล้วเม็กซิโกไม่ได้เป็นชาติที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพของฟุตบอลโลก 1986 ด้วยซ้ำ

 

พวกเขาเพิ่งได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ในปี 1970 ในศึกฟุตบอลโลกที่เป็นการเถลิงบัลลังก์ของทีมชาติบราซิล ในฐานะทีมแรกของโลกที่ได้ครองถ้วยชูลส์ ริเมต์ ถึง 3 สมัย อันทำให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าตัดสินใจที่จะมอบถ้วยใบนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบราซิล

 

บราซิลชุดนั้นยังได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดทีมตลอดกาลของโลกในวันนี้

 

แต่เม็กซิโกได้สิทธิ์ในการเป็นชาติเจ้าภาพอีกครั้งด้วยความจำเป็น หลังจากที่โคลอมเบีย ชาติที่ได้รับการเลือกให้เป็นเจ้าภาพในปีดังกล่าวประสบปัญหาภายในประเทศอย่างรุนแรง จนทำให้มีการสั่งเปลี่ยนแปลงชาติเจ้าภาพใหม่ในปี 1983

 

เม็กซิโกเองก็ย่ำแย่ ในปี 1985 ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มไม่ถึงปี เกิดมหาภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่รุนแรงถึง 8.0 ริกเตอร์ที่เมืองเม็กซิโก ซิตี มีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้มากถึง 5,000 คน และในบางรายงานตัวเลขผู้จากไปมากถึงเกือบ 10,000 คน

 

อาคารบ้านเรือนพังเสียหายอย่างย่อยยับ ระบบขนส่งพินาศ และมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ณ เวลานั้น

 

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฟุตบอลโลกหนที่ 2 ในเม็กซิโกต้องหม่นหมอง

 

ในทางตรงกันข้าม ฟุตบอลโลกครั้งนี้กลับเป็นฟุตบอลโลกที่ได้รับการจดจำว่าเป็นหนึ่งในฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

 

เหตุผลหลักนั้นคือ ฟุตบอลโลกครั้งนี้คือฟุตบอลโลกของดีเอโก มาราโดนา

 

ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาในศึกฟุตบอลโลก 1986 1

 

ชื่อของมาราโดนา ในโลกลูกหนังยามนั้นเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดมาสักระยะแล้ว

 

เพราะนับจากแจ้งเกิดกับอาร์เคนติโนสจูเนียร์ด้วยวัยเพียงแค่ 15 ปี และก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ของประเทศในวัย 17 ปี มาราโดนาคือปรากฏการณ์ลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่โลกเคยมีมา การย้ายจากโบคา จูเนียร์ส สโมสรที่ 2 และกลายเป็นสโมสรที่เขารักมากที่สุดตลอดชีวิต ไปสู่บาร์เซโลนาในปี 1982 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกคือเครื่องพิสูจน์

 

ปัญหาเดียวของนักเตะซ้ายฟ้าประทานคนนี้คือเขายังไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลก

 

ในขณะที่เปเล คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้ตั้งแต่การเข้าร่วมครั้งแรกในปี 1958 ด้วยอายุเพียง 17 ปี แต่มาราโดนาถูกกีดกันจากโอกาสในแบบเดียวกัน เมื่อเซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ บรมกุนซือของ ‘ลาอัลบิเชเลสเต’ มองว่าเขาเด็กเกินไปสำหรับฟุตบอลโลก 1978 ที่อาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพและไม่มีเป้าหมายอย่างอื่นนอกจากการคว้าแชมป์ให้ได้ ซึ่งสำคัญต่อภาพลักษณ์ของผู้ปกครองประเทศที่ใช้อำนาจทางการทหารกดดันในเวลานั้น

 

มาราโดนามาได้โอกาสสัมผัสเกมฟุตบอลโลกหนแรกจริงๆ ในอีก 4 ปีถัดมา ฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปน โดยที่เวลานั้นเขาคือซูเปอร์สตาร์ในระดับโลกแล้ว แต่ผลงานในสนามกลับไม่เป็นไปดังที่คาดหวัง ซ้ำร้ายมาราโดนาที่โดนไล่หวดมาทุกนัด มาสติขาดผึงโดนใบแดงไล่ออกจากสนามด้วยในเกมที่พบกับบราซิล ซึ่งแน่นอนอาร์เจนตินาเป็นผู้แพ้ในเกมดังกล่าว

 

ความเลวร้ายคือมันเป็นความทรงจำที่คัมป์ นู มาราโดนา กลายเป็นผู้แพ้ต่อหน้าว่าที่แฟนฟุตบอลของตัวเองก่อนที่จะย้ายทีมอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ

 

แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือความคิดว่าคนที่เก่งที่สุดในโลกแต่ไม่เคยได้สัมผัสแชมป์โลกไม่ต่างอะไรจากราชาที่ไร้มงกุฏ

 

มาราโดนารู้ว่าสิ่งเดียวที่จะปลดปล่อยความรู้สึกของเขาได้ คือการได้สัมผัสถ้วยสีทองใบนั้น

 

และเขาต้องอดทน

 

4 ปีที่นานเหมือนนิรันดร์

 

ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาในศึกฟุตบอลโลก 1986 2

 

แต่อาร์เจนตินาในปี 1986 นั้นไม่ได้เป็นทีมที่แข็งแกร่งสักเท่าไร และยังดูมีปัญหาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเข้ารายการด้วยซ้ำ

 

ทีมฟ้าขาวไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดี ผลงานของพวกเขาก็ย่ำแย่ด้วย กว่าจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกก็มาได้ในแบบกระเสือกกระสนพอสมควร พูดถึงผลงานในช่วงของเกมอุ่นเครื่องเตรียมความพร้อมก็ไม่ได้ดูดีสักเท่าไร

 

นอกจากนั้น ดาเนียล พาสซาเรลลา กัปตันทีมชุดแชมป์โลก 1978 ยังแตกหักกับทีมชาติ เพราะไม่อาจรับได้กับการที่ปลอกแขนที่ควรเป็นของเขาถูกริบโดยคาร์ลอส บิลาร์โด เพื่อนำไปให้มาราโดนา

 

ในสถานการณ์ที่เหมือนจะแตกหัก ไร้ซึ่งโอกาสและความหวัง มันกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของนักเตะผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความเป็นหนึ่งไม่มีสองของเขา

 

มาราโดนาเริ่มต้นรายการได้ดีในเกมที่พบกับเกาหลีใต้ นักเตะตระกูลคิมใช้แท็กติกเก่าที่หลายทีมเคยใช้และได้ผลคือการไล่หวดไล่อัดทุกครั้งที่ได้บอล หรือบางครั้งก่อนจะได้บอล หรือแม้แต่หลังการปล่อยบอลออกจากเท้าทุกครั้ง

 

ปกติแล้วมันจะทำให้มาราโดนาหงุดหงิด เสียอารมณ์ และหลุดสมาธิจากเกมไป

 

แต่ครั้งนี้แตกต่าง ยิ่งโดนหวดมาราโดนาก็ยิ่งฮึด เขาแสดงให้เห็นถึงสมาธิและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ก่อนที่จะทำคนเดียว 3 แอสซิสต์ช่วยให้อาร์เจนตินาเอาชนะเกาหลีใต้ได้ 3-1

 

เกมต่อมาสิคือของหนักของจริง พวกเขาต้องเผชิญกับอิตาลี แชมป์เก่าผู้ไม่คาดคิดจากฟุตบอลโลก 1982 ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือการที่พวกเขาไล่อัดอาร์เจนตินาและมาราโดนาด้วยเกมรับที่หนักหน่วง คาบลูกคาบดอก โดยเฉพาะเคลาดิโอ เจนติเล กองหลังที่ถือเป็นอริชั่วชีวิตเพราะไล่อัดจนซ้ายฟ้าสั่งไม่ออก

 

แต่ในครั้งนี้ยักษ์โหดไม่อยู่แล้ว และมาราโดนา ซึ่งคุ้นชินกับตำรับเกมรับของอิตาลีหลังระเห็จจากบาร์เซโลนาไปอยู่กับนาโปลีก็เติบโตขึ้นมากเช่นกัน แม้อิตาลีจะขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็วในช่วงต้นเกมจนชวนผวา แต่เขาก็หาทางพาทีมกลับมาได้

 

บอลจากฮอร์เก วัลดาโน เปิดตักข้ามแนวรับเข้ามาลึกในกรอบเขตโทษ ในวิสัยที่ไม่น่าจะมีนักฟุตบอลคนไหนทำอะไรได้มากนักนอกจากลองเกี่ยวบอลลง แต่มาราโดนาแสดงความอัจฉริยะของเขาให้เห็นด้วยการสัมผัสบอลอย่างนุ่มนวลและส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

น่าเสียดายสำหรับประตูนี้ที่ไม่ได้รับการจดจำมากไปกว่าเป็นประตูที่ทำให้อาร์เจนตินารอดพ้นความปราชัย

 

ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นประตูที่ทำให้ทุกคนเริ่มมองเห็นประกายแสงบางอย่าง

 

โดยที่ไฟสปอตไลต์ไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงไป มาราโดนากำลังฉายแสงของเขาที่สว่างและร้อนแรงออกมาด้วยร่างเล็กๆ ของเขาเอง

 

ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาในศึกฟุตบอลโลก 1986 3

 

ไม่มีใครหยุดมาราโดนาได้อีกหลังจากนั้น บัลแกเรียคู่แข่งทีมสุดท้ายในรอบแรก ต่อด้วยอุรุกวัยคู่แค้นร่วมทวีป โดยที่อาร์เจนตินาในเวลานั้นมีแท็คติกการเล่นเพียงอย่างเดียวคือส่งบอลไปที่เท้าของเอล ดีเอโก

 

ที่เหลือเขาจะจัดการเอง

 

ความเหลือจะเชื่อนั้นคือมาราโดนาสำแดงเดชให้เห็นในเกมระดับตำนานของโลก ที่อาร์เจนตินาต้องพบกับทีมชาติอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

ความสำคัญในเชิงของเกมฟุตบอลนั้นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่มีความหมายไม่น้อยไปกว่ากันคือความรู้สึกชิงชังกันจากสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นพิเศษสำหรับผู้เล่นทั้งสองทีมที่ไม่ต้องการจะยอมความกันในสนาม

 

ในเอสตาดิโออัซเตกา มาราโดนาทำประตูที่ผู้คนจะพูดถึงไปตลอดกาล

 

ไม่ใช่แค่ประตูเดียวด้วย แต่เป็นถึง 2 ประตู ในระยะเวลาห่างกันแค่ 4 นาที

 

ประตูแรกคือประตูที่จะเป็นปริศนาไปตลอดกาล เมื่อมาราโดนาลากแหวกผู้เล่นอังกฤษก่อนจ่ายบอลให้วัลดาโนเพื่อหวังจะเล่นจังหวะหนึ่ง-สอง แต่บอลย้อนหลังไปนิด สตีฟ ฮอดจ์ แบ็กซ้ายอังกฤษพยายามจะเคลียร์บอลแต่ผิดเหลี่ยม

 

แทนที่บอลจะถูกเตะทิ้งไปข้างหน้า บอลนั้นลอยย้อนกลับเข้าไปในกรอบเขตโทษแทน

 

ทันใดนั้นเองที่มาราโดนาโฉบเข้ามาถึงบอลก่อนปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารทีมสิงโตคำราม และบอลก็เข้าประตูไป ก่อนที่เสียงนกหวีดจะดังขึ้น เป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ของอาร์เจนตินา

 

ในระหว่างที่ผู้เล่นอังกฤษพยายามประท้วงว่ามีการทำแฮนด์บอลเกิดขึ้นและไม่ควรเป็นประตู มาราโดนารีบวิ่งไปที่ริมสนามทันทีเพื่อฉลองประตูแบบไม่สนใจการประท้วงใดๆ

 

ระหว่างที่โลกกำลังฉงนกับสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังคิดว่าหรือที่แท้มาราโดนาก็เป็นแค่ตัวโกงคนหนึ่งที่สมควรได้รับความชิงชัง เขาก็แสดงอภินิหารให้โลกได้เห็นในอีก 4 นาทีต่อมาว่าคุณอาจตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรักหรือชังเขาดี

 

แม้กระทั่งแฟนบอลของอังกฤษเอง

 

ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาในศึกฟุตบอลโลก 1986 4

 

มาราโดนาได้บอลที่แถวระยะกลางสนามท่ามกลางการรุมล้อมของผู้เล่นอังกฤษ ก่อนที่จะกระชากลากแหวกผู้เล่นคู่แข่งคนแล้วคนเล่าง่ายดายราวกับฉีกกระดาษที่เปียกน้ำ และจบลงด้วยการแตะหลบชิลตันแล้วส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายด้วยเท้าขวาข้างที่ไม่ถนัด

 

โลกทั้งใบเหมือนหยุดลงชั่วขณะ

 

ท่ามกลางประตูมากมายที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก นี่คือประตูที่ได้รับการยกย่องว่าสุดยอดที่สุดตลอดกาล เป็น ‘ประตูแห่งศตวรรษ’ (Goal of the Century) และเป็นบทพิสูจน์ที่ดีที่สุดว่านี่แหละคือมาราโดนา นักฟุตบอลที่ไม่ได้เก่งที่สุดในโลกแค่เวลานั้น แต่เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกตลอดกาล

 

เกมจบลงด้วยชัยชนะของอาร์เจนตินา 2-1 โดยที่มาราโดนาตอบคำถามของนักข่าวที่สอบถามถึงประตูแรกที่เขาทำได้ว่าตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่

 

และคำตอบที่ได้คือ “un poco con la cabeza de Maradona y otro poco con la mano de Dios”

 

“ศีรษะของมาราโดนานิดกับพระหัตถ์ของพระเจ้าหน่อย”

 

นี่คือที่มาของชื่อประตู ‘หัตถ์พระเจ้า’ (Hand of god) ที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมากกว่าเรื่องไหน

 

ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาในศึกฟุตบอลโลก 1986 5

 

มาราโดนาพาทีมสยบเบลเยียมได้สบายๆ 2-0 ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่จะเฉือนเอาชนะเยอรมนีตะวันตกในเกมนัดชิงชนะเลิศสุดมัน 3-2 ซึ่งแม้เขาจะยิงประตูไม่ได้ แต่มาราโดนาคือคนที่จ่ายบอลลูกสุดท้ายให้ ฮอร์เก บูร์รูชากา หลุดเข้าไปยิงประตูชัย

 

ประตูที่ทำให้มาราโดนาได้สัมผัสกับถ้วยสีทองใบนั้นที่เขาฝันถึงมาตลอด

 

และภาพของเขาที่ถูกผู้คนแห่ในสนามอัซเตกา ก็เป็นหนึ่งในภาพที่สวยงามที่สุดของโลกฟุตบอล เช่นกันกับ 2 ประตูในเกมกับอังกฤษที่แสดงให้เห็นถึงด้านทั้ง 2 ของอัจฉริยะผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง

 

นักเตะผู้มีเทวาและซาตานอยู่ในร่างเดียวกัน

 

อ้างอิง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising