×

Ah Sh*t, Here We Go Again แมนฯ ยูไนเต็ด กับวงจรปัญหาเดิม ที่กลับมาเล่นงานอีกครั้งในยุคคาร์ริก

โดย THE STANDARD SPORT
14.10.2026
  • LOADING...
แมนฯ ยูไนเต็ด

“ฤดูกาลที่แล้วเราทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และตอนนี้เราคาดหวังมากกว่านี้จากผู้บริหารระดับสูง เราต้องการให้มีการเสริมทัพเพื่อให้ทีมสามารถแข่งขันได้”

 

 
 

คำพูดตรงไปตรงมาของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ปราการหลังแมนฯ ยูไนเต็ด หลังเกมบุกพ่ายแอตเลติโก มาดริด 0-2 ในศึกแชมเปียนส์ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นชนวนเหตุที่ปะทุขึ้นทันที เมื่อเขาเปิดหน้าวิจารณ์การทำงานของฝ่ายบริหารอย่าง เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้บริหารฝ่ายฟุตบอล แบบไม่มีอ้อมค้อมว่า ควรทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ในตลาดซื้อขาย

 

ความพ่ายแพ้นัดดังกล่าวยืดสถิติไร้ชัยของ ‘ปีศาจแดง’ ออกไปเป็นเกมที่ 5 ติดต่อกัน พวกเขาเก็บชัยชนะได้เพียง 2 จาก 9 นัดแรกของฤดูกาล และหล่นไปจมอยู่อันดับ 13 ของตารางพรีเมียร์ลีก ทั้งที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน สโมสรเพิ่งจบอันดับ 3 และคว้าตั๋วกลับสู่เวทีสโมสรยุโรปอย่างสมภาคภูมิ

 

แน่นอนว่าการออกมาหักหน้าฝ่ายบริหารผ่านสื่อของมาร์ติเนซ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก โดย เวย์น รูนีย์ อดีตตำนานกองหน้าของทีม ถึงขั้นออกมาตำหนิว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมทีมและทำลายบรรยากาศในห้องแต่งตัว

 

ทว่าหากมองข้ามเรื่องกาลเทศะหรืออารมณ์ชั่ววูบหลังจบเกมไป คำถามที่ซ่อนอยู่ใต้บทสัมภาษณ์ของปราการหลังชาวอาร์เจนไตน์ต่างหาก คือสิ่งที่น่าฉุกคิดที่สุด…

 

ว่าเหตุใด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ผลลัพธ์อันย่ำแย่แบบเดิมๆ ถึงยังคงวนเวียนกลับมาหลอนสโมสรแห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

 

เงิน 150 ล้านปอนด์ กับโจทย์ Squad Building ที่สอบตก

 

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ยูไนเต็ดอัดฉีดเงินราว 150 ล้านปอนด์เพื่อยกเครื่องแดนกลาง โดยดึงตัว ยูริ ตีเลอมันส์, อันเดรย์ ซานโตส และการ์ลอส บาเลบา เข้ามาร่วมทัพ

 

การเติมมิดฟิลด์ถือเป็นเรื่องเข้าใจได้ เมื่อมองจากการร่วงโรยของ คาเซมิโร และรอยรั่วกลางสนามที่เจอปัญหามาตลอดฤดูกาลก่อน แต่สิ่งที่ชวนตั้งคำถามอย่างหนัก คือเหตุใดสโมสรถึงเลือกทุ่มงบมหาศาลเทไปที่ตำแหน่งเดียว ทั้งที่แผลฉกรรจ์จุดอื่นกลับถูกมองข้าม?

 

โดยเฉพาะตำแหน่งแบ็กซ้ายที่ยังคงต้องฝากความหวังไว้บนร่างกายอันโรยราและประวัติบาดเจ็บเรื้อรังของ ลุค ชอว์ ขณะที่ตำแหน่งหน้าเป้า ก็ไม่มีตัวเก๋าธรรมชาติไว้คอยสลับสับเปลี่ยนแรงกดดันกับดาวรุ่งอย่าง เบนจามิน เชชโก

 

และเมื่อทีมต้องลงห้ำหั่นในศึกแชมเปียนส์ลีก ที่ความเข้มข้นของเกมและโปรแกรมเตะถี่กว่าเดิม ปัญหาที่เคยถูกมองข้ามจึงเริ่มปรากฏชัด

 

คาร์ริกจำต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจับนักเตะเล่นข้ามตำแหน่ง เอาผู้เล่นไปยืนในบทบาทที่ไม่ถนัด จนส่งผลกระทบต่อความสมดุลของทีมทั้งระบบ

 

การทุ่มเงินกว่า 150 ล้านปอนด์ในตลาดซื้อขายครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงการจัดลำดับความสำคัญของสโมสร โดยเฉพาะเมื่อหลายตำแหน่งที่มีปัญหามาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ

 

ยิ่งเมื่อแมนฯ ยูไนเต็ด ทราบล่วงหน้าว่าฤดูกาลนี้ต้องลงแข่งขันทั้งพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีก การวางแผนขุมกำลังให้พร้อมรับมือกับโปรแกรมที่หนักขึ้น ทั้งการหมุนเวียนนักเตะและความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารควรประเมินตั้งแต่ก่อนเปิดตลาดซื้อขาย

 

ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามถึงการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะ เจสัน วิลค็อกซ์ ว่าการเสริมทัพที่ผ่านมา สอดคล้องกับความต้องการของทีมมากน้อยเพียงใด

 

และเหตุใดสโมสรจึงเลือกทุ่มงบประมาณซื้อกองกลางพร้อมกันถึง 3 คน ขณะที่ปัญหาในตำแหน่งอื่นยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้จนกลับมาส่งผลต่อทีมอีกครั้ง?

 

เปลี่ยนกุนซือ… เท่ากับรื้อแนวทางฟุตบอลใหม่ทุกครั้ง?

 

อีกหนึ่งปัญหาที่อยู่คู่กับโอลด์ แทรฟฟอร์ด มานานนับทศวรรษ คือความไร้ทิศทางอย่างสิ้นเชิงของนโยบายฟุตบอล

 

หากลองไล่เรียงชื่อผู้จัดการทีมตั้งแต่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์, ราล์ฟ รังนิก, เอริก เทน ฮาก, รูเบน อโมริม จนมาถึง ไมเคิล คาร์ริก จะพบว่ากุนซือแต่ละคนมีปรัชญาและสเปกนักเตะที่ ‘คนละทิศคนละทาง’

 

  • โซลชาร์ เน้นเกมรับแล้วสวนกลับด้วยความเร็ว
  • รังนิก บูชาการเพรสซิ่งดุดันระดับสูง
  • เทน ฮาก พยายามเซตเกมครองบอลและวางระบบอย่างเป็นทางการ
  • อโมริม พลิกไปใช้ระบบกองหลัง 3 คนที่ต้องการวิงแบ็กเฉพาะทาง

 

ก่อนที่ คาร์ริก จะเข้ามาแล้วปรับเปลี่ยนทิศทางอีกรอบ

 

กุนซือมีความคิดต่างกันไม่ใช่เรื่องแปลก… แต่ปัญหาใหญ่ระดับสโมสรคือ ยูไนเต็ดไม่มี ‘Master Blueprint’ หรือกรอบการเล่นระยะยาวที่จะมาคุมทิศทางภาพใหญ่เลย

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ นักเตะที่ถูกซื้อมาด้วยเงินมหาศาลเพื่อตอบสนองระบบของกุนซือคนหนึ่ง กลับกลายเป็นนักเตะค่าตัวสูงที่ไม่อยู่ในแผนของกุนซือคนใหม่ทันทีเมื่อเปลี่ยนกุนซือเป็นอีกคน

 

ขณะที่ทีมต้องแบกรับภาระค่าเหนื่อยและสัญญาระยะยาวของผู้เล่นที่ไม่เข้ากับระบบใหม่ นำไปสู่การต้องเจียดงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ไปจ่ายเป็นค่าชดเชยการยกเลิกสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทนที่จะได้นำเงินไปพัฒนาทีมอย่างเป็นระบบ

 

นี่คือความพังทลายของการเปลี่ยนผู้จัดการทีมโดยไร้โครงสร้างฟุตบอลที่แข็งแกร่งรองรับ และเป็นเหตุผลว่าทำไมสโมสรยุคใหม่ถึงต้องมีฝ่ายบริหารที่เด็ดขาด เพื่อให้การเปลี่ยนกุนซือเป็นเพียงการเปลี่ยนคนขับรถ… ไม่ใช่การสั่งรื้อเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมดทุกครั้งไป

 

INEOS กับโครงสร้างใหม่ที่ยังสอบไม่ผ่าน

 

การก้าวเข้ามาดูแลฝ่ายฟุตบอลของกลุ่ม INEOS ภายใต้การนำของ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ เคยจุดประกายความหวังว่า ยูไนเต็ดจะสลัดคราบการบริหารแบบอเมเจอร์ สู่ระบบฟุตบอลอาชีพที่กระจายความรับผิดชอบ และลดการพึ่งพากุนซือเพียงคนเดียว

 

แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กลับต้องมาตกหลุมพลางเรื่องความมั่นคงของตัวบุคลากรเสียเอง

 

เคสที่เห็นชัดที่สุดคือกรณีของ แดน แอชเวิร์ธ ที่ถูกประเคนดึงตัวมารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬา แต่กลับแยกทางกับสโมสรหลังสะบัดน้ำหมึกทำงานได้เพียง 5 เดือนเศษเท่านั้น

 

การแต่งตั้งและแยกทางผู้บริหารระดับสูงในเวลาอันสั้น มันสร้างเครื่องหมายคำถามใหญ่โตต่อ ‘ความต่อเนื่องของนโยบาย’ เพราะคนในตำแหน่งนี้คือสะพานเชื่อมระหว่างนโยบายฟุตบอล การซื้อขายนักเตะ และทีมชุดใหญ่

 

ยามที่ผู้วางแผนระยะยาวหลุดออกจากเก้าอี้ไปอย่างรวดเร็ว และปัญหาการเสริมทัพเดิมๆ วนกลับมาเจาะยางทีมอีกครั้งในฤดูกาลนี้ จึงไม่แปลกเลยที่แฟนบอลจะเริ่มหันไปมองฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันด้วยความคลางแคลงใจว่า… โครงสร้างใหม่ของ INEOS ได้เข้ามาแก้ปัญหาเดิมๆ ได้จริง หรือแค่เปลี่ยนชื่อคนทำงานเฉยๆ กันแน่?

 

Carrick Effect กับบทเรียนที่กำลังซ้ำรอย ‘เวฟโซลชาร์’

 

อีกหนึ่งชนวนเหตุสำคัญคือการตัดสินใจมอบสัญญาถาวรให้กับ ไมเคิล คาร์ริก

 

ฤดูกาลที่แล้ว คาร์ริกโดดมารับเผือกก้อนร้อนในฐานะกุนซือรักษาการต่อจากอโมริม ก่อนจะพาทีมโกยชัยชนะ 12 จาก 17 นัด จบอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีกได้อย่างเหนือความคาดหมาย ผลงานดังกล่าวส่งให้เขาได้รับสัญญาถาวร 2 ปี ท่ามกลางเสียงปรบมือของแฟนบอล

 

ทว่าภาพเหตุการณ์ในวันนี้ กลับฉายซ้ำเหมือนหนังเรื่องเก่าที่เคยเกิดขึ้นกับ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ไม่มีผิดเพี้ยน

 

ย้อนกลับไปปี 2018 โซลชาร์เข้ามาขัดทัพแทน โชเซ มูรินโญ และสร้างปรากฏการณ์ชนะรวดจนบอร์ดบริหารตกอยู่ในสภาวะ ‘Short-term High’ ยอมประเคนสัญญาถาวรให้ในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนที่หลังจากนั้น ผลงานจะค่อยๆ ดิ่งลงเหว จนจบลงด้วยการแยกทางอย่างเจ็บปวดในปี 2021

 

จริงอยู่ว่าบริบทของคาร์ริกอาจมีความต่างอยู่บ้าง แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า บอร์ดบริหารแมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงใช้ ‘ผลงานระยะสั้น’ มาเป็นตาชั่งตัดสินอนาคตรอบด้านระยะยาวเหมือนเดิม

 

เพราะการลงมาแก้ขัดกู้สถานการณ์ช่วงครึ่งซีซัน กับการสร้างทีมเพื่อลงห้ำหั่นตลอดฤดูกาลเต็ม มันคือโจทย์คนละข้ออย่างสิ้นเชิง

 

ช่วงรักษาการ กุนซือมักจะได้ประโยชน์จาก Honey Moon Period แรงฮึดของนักเตะ บรรยากาศใหม่ๆ และคู่แข่งที่ยังจับทางไม่ได้ แต่เมื่อขึ้นฤดูกาลใหม่ แท็กติกถูกทำการบ้านมาแก้เกม ความคาดหวังสูงลิบ และความลึกของขุมกำลังเริ่มโดนบดขยี้ ผลงานที่เคยดีในช่วงสั้นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นพลาสเตอร์ยาแปะแผลปิดบังความไม่พร้อมของทีมได้เลย

 

แล้วใครกันแน่… ที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบ?

 

แน่นอนว่า ไมเคิล คาร์ริก ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลงานอันตกต่ำในสนามไม่ได้

 

การจัดตัวผู้เล่น แท็กติก และการแก้เกมคือหน้าที่โดยตรงของคนเป็นกุนซือ ขณะที่นักเตะอย่างมาร์ติเนซและเพื่อนร่วมทีมก็ต้องก้มหน้ารับสภาพว่า ฟอร์มการเล่นในสนามของพวกเขาหนักไปทางย่ำแย่เกินกว่าจะแก้ตัว

 

แต่ในเวลาเดียวกัน… ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ก็ไม่ควรถูกมองข้ามเพียงเพราะกุนซือคือคนที่ต้องเดินออกมายืนรับหน้าเสื่อตอบคำถามไมค์สื่อหลังจบเกมทุกสัปดาห์

 

เพราะคนที่เลือกกุนซือ คนที่อนุมัติงบประมาณ คนที่วางนโยบายการซื้อขาย และคนที่ขีดทิศทางอนาคตของสโมสร… ก็คือฝ่ายบริหารที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ด้านบนนั่นเอง

 

หากรากเหง้าของปัญหา เกิดจากความไม่สมดุลของขุมกำลัง การลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์ และการไร้ทิศทางฟุตบอลที่ชัดเจน การสั่งปลดกุนซือออกไปอีกคน ก็เป็นเพียงการตัดกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉา โดยปล่อยให้ไส้ในของต้นไม้ยืนต้นเน่าเสียต่อไป

 

วงจรเดิมๆ กำลังหมุนกลับมาอีกครั้ง:

 

กุนซือใหม่เข้ามา > แฟนบอลมีความหวัง > ผลงานดีช่วงแรก > สโมสรทุ่มเงิน > ความคาดหวังพุ่งสูง > ผลงานเริ่มตกลง > แผลเชิงโครงสร้างปรากฎ และปิดที่กุนซือโดนเด้งออกไป

 

วันนี้คาร์ริกอาจเป็นคนที่ต้องก้มหน้ารับแรงกระแทก และหากฟอร์มยังไม่ดีขึ้นในเร็ววัน เขาก็คงกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปที่สังเวยให้กับเก้าอี้กุนซือตัวนี้

 

แต่คำถามที่น่าคิดที่สุดคือ… ต่อให้แมนฯ ยูไนเต็ด สั่งปลดคาร์ริกในวันนี้ แล้วดึงกุนซือระดับโลกคนใหม่เข้ามานั่งแทน ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำร้ายกุนซือคนก่อนๆ ได้ถูกรื้อแก้ไขแล้วหรือยัง?

 

ตราบใดที่ ‘ต้นน้ำ’ ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา การเปลี่ยนคนคุมทีมก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวละครหลักในเรื่องราวเดิมที่ถูกนำกลับมารีเมกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

และไม่ว่าใครจะก้าวเข้ามาเป็นกุนซือคนต่อไปของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด…

 

เสียงถอนหายใจและคำอุทานสุดคลาสสิกอย่าง

 

“Ah Sh*t, Here We Go Again.”

 

ประโยคคุ้นหูของ CJ จากเกม GTA: San Andreas ก็คงดังขึ้นในหัวของแฟนบอลปีศาจแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีใครรู้ว่าวงจรปัญหานี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising