วันนี้ (8 มิถุนายน) มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่เพื่อพบปะผู้ประกอบการค้าและประชาชน ที่ ตลาดหนองจอก เขตหนองจอก และตลาดอากง เขตคลองสามวา ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่สะสมมาเป็นเวลานาน
มัลลิกา เปิดเผยภายหลังการรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนว่า แม้ทั้งเขตหนองจอกและเขตคลองสามวาจะเป็นพื้นที่ชานเมืองที่มีอัตราการขยายตัวของประชากรอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละเขตมีจำนวนประชากรเกือบ 200,000 คน แต่การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะยังไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง
ในส่วนของเขตหนองจอกประสบปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างตามถนนสายรอง ซอยย่อย และทางเชื่อมชุมชนยังไม่เพียงพอ จนส่งผลต่อความปลอดภัยในการเดินทางช่วงกลางคืน ควบคู่ไปกับข้อจำกัดของระบบขนส่งสาธารณะที่ยังเข้าไม่ถึงหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพารถจักรยานยนต์หรือรถส่วนตัว ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการสัญจร
ขณะที่เขตคลองสามวา โดยเฉพาะบริเวณตลาดอากง มีการสะสมของปัญหาในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยชุมชนจำนวนมากยังขาดแคลนเส้นทางรถโดยสารสาธารณะที่จะเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าหรือศูนย์กลางเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร
นอกจากปัญหาระบบคมนาคมและแสงสว่างแล้ว ประชาชนในทั้งสองเขตยังสะท้อนปัญหาตรงกันในเรื่องการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เนื่องจากสถานพยาบาลและบริการทางการแพทย์ในพื้นที่มีข้อจำกัดและไม่เพียงพอต่อสัดส่วนประชากรที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและเด็ก ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลในพื้นที่อื่น จากสภาพปัญหาดังกล่าว
มัลลิกา จึงได้เสนอกรอบแนวทางการพัฒนาพื้นที่ชานเมืองอย่างเร่งด่วนใน 3 มิติ ประกอบด้วย การติดตั้งระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ (Smart Lighting) ในจุดเสี่ยงและเส้นทางสัญจรเพื่อยกระดับความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อชุมชนด้วยรถโดยสารขนาดเล็กและระบบ Feeder เพื่อเชื่อมโยงสู่สถานีรถไฟฟ้า
พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะจัดตั้งระบบรถเมล์ของกรุงเทพมหานครเอง และการพัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้านให้เป็น Smart Community Health Hub ที่มีความทันสมัย โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาเชื่อมโยงการรักษากับโรงพยาบาลหลักเพื่อลดความแออัด
มัลลิกา ได้กล่าวเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารเมืองหลวงว่า กรุงเทพมหานครในอนาคตจะต้องเป็นเมืองที่ประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับบริการภาครัฐอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย การคมนาคม และการรักษาพยาบาลระหว่างพื้นที่ใจกลางเมืองกับชุมชนชานเมือง


