×

บรรดาซีอีโอหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 แบ่งขายหุ้นท่ามกลางตลาดอันร้อนแรง

19.05.2024
  • LOADING...
Magnificent 7

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจในปีที่ผ่านมา โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากถึง 112% และยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับดัชนี S&P 500 อีกด้วย ตลาดกระทิงครั้งนี้เริ่มอ่อนแรงลงแล้วหรือไม่จากการที่นักวิเคราะห์ลดราคาเป้าหมายราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ลง และผู้บริหารหลายคนก็ทยอยขายหุ้นในกลุ่ม Magnificent 7 ออกไป หลังจากที่ราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ตลอดกาลไปก่อนหน้านี้

 

การขายหุ้นของผู้บริหารกำลังบ่งบอกถึงอะไร 

 

ผู้บริหารและกรรมการเกือบสิบคนของบริษัทต่างๆ เพิ่มการขายหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากที่ไม่ได้ลดสัดส่วนการลงทุนเป็นเวลา 9 ปี จากข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนกำลังจับตามองการขายหุ้นของ เจฟฟ์ เบโซส์ และ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2023 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขายหุ้น Meta Platforms Inc. เกือบ 500 ล้านดอลลาร์ และ เจฟฟ์ เบโซส์ ขายหุ้น Amazon อีก 14 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 2.4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้จำนวนหุ้นที่เบโซส์ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 50 ล้านหุ้น นี่อาจมาจากการท่ีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

 

ซันดาร์ พิชัย ผู้บริหารระดับสูงของ Alphabet Inc. ขายหุ้นในบริษัทแม่ของ Google ในปีนี้มากกว่าในปี 2023 ทั้งหมด โดยมีรายได้รวม 30 ล้านดอลลาร์จากการขายเกือบ 20 รายการที่ยื่นในเดือนนี้ การขายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้นมากกว่า 90% นับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว นอกจากนี้ มาร์ก เพอร์รี ผู้อำนวยการของ NVIDIA Corp. ก็ขายหุ้นในปีนี้มากกว่าใน 2 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย 

 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจเป็นการตอกย้ำว่า คนในซิลิคอนแวลลีย์กำลังสร้างรายได้จากการถือครองหุ้นของพวกเขา เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ โดย NVIDIA เพิ่มขึ้นมากถึง 237% ในปี 2023 และเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนดีที่สุดในบรรดาหุ้น Magnificent 7

 

โดยทั่วไปหากซีอีโอซื้อหุ้นมันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพของการเติบโตในอนาคตของบริษัทนั้น อาจเป็นไปได้ว่ามุมมองของมหาเศรษฐีดังกล่าวข้างต้นมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

 

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การขายหุ้นของผู้บริหารอาจไม่ใช่สัญญาณที่ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ นักวิเคราะห์จาก Hartford Gold มองว่า การขายหุ้นจำนวนมากอาจเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจตกต่ำที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจเป็นการขายหุ้นออกไปก่อนที่ฟองสบู่เทคโนโลยีจะแตก

 

สรุปผลประกอบการไตรมาสแรกของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7

 

ฤดูกาลแห่งการประกาศผลประกอบการใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยบริษัทราวๆ 80% ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ประกาศรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2024 ไปแล้ว และดัชนีอยู่ในทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 ขณะที่หุ้นที่อยู่ในกลุ่ม Magnificent 7 เหลือเพียง NVIDIA Corp. ที่จะประกาศผลประกอบการในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มอย่าง Meta, Amazon, Microsoft, Alphabet, Apple และ Tesla ได้เผยแพร่รายงานผลประกอบการไปแล้วเรียบร้อย

 

Meta รายงานรายได้ในไตรมาสที่ 1 เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบรายปีเป็น 3.64 หมื่นล้านดอลลาร์ และสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเป็น 4.71 ดอลลาร์ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.32 ดอลลาร์

 

แม้ว่ารายงานทางการเงินจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสแรกของปี 2024 แต่บริษัทกำลังเผชิญกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta กำลังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Metaverse แต่นักลงทุนดูจะไม่มั่นใจกับอนาคตของบริษัทนัก สิ่งนี้ทำให้หุ้นของ Meta ลดลงเกือบ 7% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และบริษัทสูญเสียมูลค่าตลาดไป 1.32 แสนล้านดอลลาร์หลังผลประกอบการ ขณะที่นักวิเคราะห์หลายแห่งก็ลดราคาเป้าหมายลง

 

Apple ทำได้เกินความคาดหมายในรายงานผลประกอบการรายไตรมาส โดยมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.53 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 1.50 ดอลลาร์ บริษัทรายงานรายได้อยู่ที่ 9.08 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 9.032 หมื่นล้านดอลลาร์ การประกาศแผนการซื้อคืนหุ้นมูลค่ามหาศาลมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่า Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะขายหุ้น Apple ไป 13% ส่งผลให้การซื้อ-ขายลดลงเล็กน้อย แต่การตอบรับของตลาดโดยรวมต่อรายงานดังกล่าวก็เป็นไปในเชิงบวกอย่างท่วมท้น โดยราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 8.32%

 

Tesla สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนในไตรมาสนี้ แม้ว่าจะถูกคาดการณ์ว่าการเติบโตของบริษัทเริ่มชะลอตัวลงและผลการดำเนินงานรายไตรมาสจะติดลบก็ตาม หุ้นฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการที่ อีลอน มัสก์ ประกาศจะผลิตรถยนต์ราคาไม่แพงและความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่กับ Baidu ในการผลิตรถยนต์ไร้คนขับในจีน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์เกิดความตื่นตัวกับ ‘Musk Effect’ และนักลงทุนได้ตอบรับรายงานรายไตรมาสอย่างกระตือรือร้น ส่งผลให้หุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 14%

 

Microsoft และ Amazon เปิดเผยรายได้และผลประกอบการที่ดีกว่าคาดเมื่อเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นหลังไตรมาสยังไม่ฟื้นตัวในทางบวก อาจเนื่องมาจากความคาดหวังที่สูงอยู่แล้ว

 

Alphabet รายงานผลการดำเนินงานรายไตรมาสที่แข็งแกร่ง ราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย ดูเหมือนว่า Alphabet จะใช้ประโยชน์จากเทรนด์ AI ที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างโดดเด่นและหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 8% หลังจากการเปิดเผยรายได้ บริษัทรายงานผลประกอบการที่สูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ โดยเห็นถึงผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มคลาวด์และประกาศการจ่ายเงินปันผลครั้งแรก

 

รายได้ (Revenue) ของ Alphabet เพิ่มขึ้น 15% จาก 6.979 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 นอกจากนี้บริษัทรายงานรายรับสุทธิ (Net Income) เพิ่มขึ้น 57% เป็น 2.366 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.89 ดอลลาร์ต่อหุ้น จาก 1.505 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.17 ดอลลาร์ต่อหุ้นในปีก่อนหน้า การเติบโตที่น่าประทับใจของบริษัททำให้มูลค่าตลาดของ Alphabet ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้วเรียบร้อย

 

นอกจากนี้ Alphabet ยังอนุมัติเงินสดปันผล 20 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งจะจ่ายในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีประวัติการถือหุ้นจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน บริษัทยังเผยด้วยว่า มีความตั้งใจที่จะจ่ายเงินปันผลเงินสดรายไตรมาสในอนาคต

 

NVIDIA เป็นหุ้นตัวสุดท้ายในกลุ่ม Magnificent 7 ที่ยังไม่มีการประกาศรายได้ในไตรมาสนี้ โดยบริษัทจะประกาศในวันที่ 22 พฤษภาคม โดยมีประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 5.55 ดอลลาร์ต่อหุ้น และประมาณการรายได้อยู่ที่ 24.4 พันล้านดอลลาร์

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising