-การจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยสหรัฐอเมริกาที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือในขณะนี้ กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องย้อนกลับไปมองบทเรียนจากอดีต หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือ ‘การฉายซ้ำ’ ภาพของ ซัดดัม ฮุสเซน หรือ มูอัมมาร์ กัดดาฟี หรือไม่? รวมถึงคำกล่าวอ้างเรื่องยาเสพติดที่สหรัฐฯ เคยใช้อ้างในกรณีของผู้นำเผด็จการทหารปานามา เมื่อปี 1989 และอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส เมื่อปี 2022
-บรรดาผู้นำประเทศเหล่านี้ มีจุดเหมือนและจุดต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องรูปแบบการแทรกแซงและยึดอำนาจ รวมถึงข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ
-ประธานาธิบดีมาดูโรของเวเนซุเอลา ‘ไม่ใช่’ ผู้นำประเทศคนแรกที่ถูกสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซง และนำไปสู่การถูกโค่นลงจากอำนาจนำทางการเมือง ยังมีผู้นำประเทศคนไหนอีกบ้าง ที่เผชิญชะตากรรมนี้

1.มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega)
ตำแหน่ง: ผู้นำเผด็จการทหารปานามา
รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: ปฏิบัติการทางทหาร ‘Just Cause’ ปี 1989
ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: การค้ายาเสพติดและความปลอดภัยของช่องแคบปานามา
-โนริเอกาปกครองประเทศโดยพฤตินัยผ่านประธานาธิบดีหุ่นเชิด ในช่วงปี 1983-1989
-ระบอบเผด็จการของเขา เต็มไปด้วยการกดขี่สื่อ การขยายอำนาจกองทัพ และการกำจัดศัตรูทางการเมือง โดยใช้ ชาตินิยมทางทหาร เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาฐานอำนาจ
-โนริเอกาเคยเป็นหนึ่งใน แหล่งข่าวกรองที่มีค่าที่สุดของ CIA โดยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ส่งผ่านอาวุธยุทโธปกรณ์และเงินทุนจากสหรัฐฯ ไปยังกลุ่มกองกำลังต่างๆ ในลาตินอเมริกาที่สหรัฐฯ หนุนหลัง
-ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขาดสะบั้นลงในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หลังเกิดคดีฆาตกรรมนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและการบังคับให้ประธานาธิบดีลาออก ก่อนที่จะมีการเปิดโปงว่าเขาพัวพันกับการค้ายาเสพติดอย่างหนัก จนถูกศาลสหรัฐฯ ฟ้องร้องในปี 1988
-หลังการเจรจาให้เขาลาออก ‘ล้มเหลว’ และโนริเอกาสั่งยกเลิกผลการเลือกตั้งปี 1989 ทำให้สหรัฐฯ จึงตัดสินใจบุกปานามา (Invasion of Panama) เพื่อจับกุมตัวเขามาดำเนินคดีที่สหรัฐฯ เขาถูกตัดสินจำคุก 40 ปี (รับโทษจริง 17 ปี) ก่อนจะถูกส่งตัวไปรับโทษต่อที่ฝรั่งเศสและปานามา
-นักวิเคราะห์มองว่า กรณีของโนริเอกาเกิดในช่วงปลายสงครามเย็น สหรัฐฯ บุกปานามาเพื่อรักษาอิทธิพลเหนือ ‘ช่องแคบปานามา’ โดยใช้ประเด็นเรื่องยาเสพติดเป็นเกราะบังหน้า

2. ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein)
ตำแหน่ง: ประธานาธิบดีอิรัก
รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: สงครามเต็มรูปแบบ ปี 2003
ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: อาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และต่อต้านก่อการร้าย
-ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอิรักในปี 1979 และสร้างระบอบปกครองแบบเบ็ดเสร็จ
-ในช่วงสงคราม อิรัก-อิหร่าน (1980–1988) สหรัฐฯ มองว่าการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเป็นภัยคุกคาม จึงหันมาสนับสนุนอิรักอย่างลับๆ ทั้งด้านข้อมูลข่าวกรอง วัตถุดิบในการทำอาวุธเคมี และสินเชื่อทางการค้า เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านชนะสงคราม
-หลังสงครามกับอิหร่านสิ้นสุดลง อิรักประสบปัญหาหนี้สินมหาศาล ซัดดัมจึงตัดสินใจบุกยึดคูเวต เพื่อหวังครอบครองบ่อน้ำมัน และนี่คือ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’
-สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช มองว่านี่คือ การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและคุกคามความมั่นคงทางพลังงาน จึงนำกองกำลังผสมขับไล่อิรักออกจากคูเวตในปี 1991 และเริ่มมาตรการคว่ำบาตรอิรักอย่างรุนแรงตั้งแต่นั้นมา
-หลังเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลสหรัฐฯ (2001) ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวหาว่าซัดดัมแอบสะสม อาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 สงครามต่อต้านการก่อการร้ายจึงเปิดฉากขึ้น
-สหรัฐฯ นำกองกำลังบุกอิรักในปี 2003 โดยไม่มีมติรองรับจาก UN อย่างเป็นทางการ ระบอบของซัดดัมล่มสลายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
-ซัดดัมถูกจับกุมได้ในหลุมหลบภัยเมื่อเดือนธันวาคม 2003 และถูกส่งตัวให้รัฐบาลรักษาการณ์ของอิรักดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (กรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล) เขาถูกประหารชีวิตโดยการแขวนคอในวันที่ 30 ธันวาคม 2006
-รายงานสรุปต่อสภาคองเกรส เมื่อปี 2004 ระบุว่า อิรัก ‘ไม่มีคลังแสงอาวุธทำลายล้างสูง’ (WMD) หลงเหลืออยู่เลย นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 และไม่มีหลักฐานว่าซัดดัม ฮุสเซน พยายามรื้อฟื้นโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ตามที่สหรัฐฯ เคยกล่าวอ้าง
-การไม่พบ WMD กลายเป็นหนึ่งในความล้มเหลวด้านข่าวกรองครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อย่างมาก

3. มูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi)
ตำแหน่ง: ผู้นำสูงสุดลิเบีย
รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: การสนับสนุนกลุ่มกบฏและการโจมตีทางอากาศ (NATO) ปี 2011
ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: การปกป้องพลเรือน (R2P) จากการถูกปราบปราม
-กัดดาฟีก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการทำรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อในปี 1969 โดยเขาเปลี่ยนลิเบียจากระบอบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐ
-ในช่วง 1970s-1980s กัดดาฟีถูกสหรัฐฯ ตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่’ จนผู้นำสหรัฐฯ มีความพยายามสั่งโจมตีทางอากาศเพื่อหวังปลิดชีพเขาในปี 1986
-หลังจากเห็นชะตากรรมของซัดดัม ฮุสเซน ในสงครามอิรัก กัดดาฟีตัดสินใจ ‘กลับตัวกลับใจ’ ยอมรับผิดในหลายคดีสำคัญ และประกาศยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด ส่งผลให้สหรัฐฯ ยอมรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตและถอดลิเบียออกจากรายชื่อรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย
-เมื่อเกิดกระแส ‘อาหรับสปริง’ (Arab Spring) ในปี 2011 เยาวชนและประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วงขับไล่กัดดาฟี เขาตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทำให้สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลบารัก โอบามา ร่วมกับพันธมิตร NATO จึงใช้ข้ออ้างเรื่อง ‘ความรับผิดชอบในการปกป้องพลเรือน’ (R2P) เข้าแทรกแซงลิเบีย โดยโจมตีทางอากาศ เพื่อตัดกำลังทหารของกัดดาฟี
-กัดดาฟีถูกกลุ่มกบฏจับตัวได้ และถูกสังหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2011

4. ฮวน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ (Juan Orlando Hernández)
ตำแหน่ง: อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส
รูปแบบการแทรกแซง/ยึดอำนาจ: กระบวนการยุติธรรมและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ปี 2022
ข้ออ้างหลักของสหรัฐฯ: พันธมิตรค้ายาเสพติด (Narco-State)
-เอร์นันเดซ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฮอนดูรัส 2 สมัย ในช่วงปี 2014-2022 โดยเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐฯ ทั้งในสมัยของบารัก โอบามา และโดนัลด์ ทรัมป์ (สมัยแรก)
-เขาถูกยกย่องว่าเป็นพันธมิตรคนสำคัญในการสกัดกั้นเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติดจากอเมริกาใต้ขึ้นไปยังสหรัฐฯ และช่วยควบคุมวิกฤตการอพยพบริเวณชายแดน สหรัฐฯ จึงตอบแทนด้วยความช่วยเหลือทางทหารและงบประมาณมหาศาล
-สหรัฐฯ เริ่มสืบทราบว่า เอร์นันเดซมีพฤติกรรม ‘เหยียบเรือสองแคม’ โดยใช้อำนาจของกองทัพและตำรวจ เพื่อปกป้องขบวนการค้ายาเสพติดที่ส่งส่วยให้เขา ก่อนที่ โทนี เอร์นันเดซ น้องชายของเขาจะถูกจับในสหรัฐฯ ข้อหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต อัยการระบุว่า “โทนีจัดการเรื่องเงินค้ายา เพื่อส่งให้พี่ชายใช้หาเสียง”
-เอร์นันเดซถูกจับกุมในกรุงเตกูซิกัลปา ผ่านปฏิบัติการร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และกองกำลังฮอนดูรัส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 หรือเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี
-ก่อนที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโจ ไบเดนได้ส่งหมายจับและร้องขอให้ส่งตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนทันที
-ในเดือนมิถุนายน 2024 ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกเขา 45 ปี ในข้อหาสมคบคิดนำเข้าโคเคนปริมาณมหาศาลสู่สหรัฐฯ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2025 เขาได้รับการอภัยโทษ (Pardon) อย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
-เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ถูกสหรัฐฯ ปล่อยตัว อัยการสูงสุดของฮอนดูรัสก็ได้ ออกหมายจับระหว่างประเทศ ต่อเอร์นันเดซ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้สถานการณ์ทางกฎหมายและการเมืองทวีความปั่นป่วนรุนแรงขึ้น
-กรณีของ เอร์นันเดซ สะท้อน ‘จุดหักมุม’ ที่สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า แม้ระบบยุติธรรมของสหรัฐฯ จะดูเหมือนจัดการเขาได้ในตอนแรก แต่อำนาจการเมืองระดับสูงสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทันที เมื่อฮอนดูรัสพยายามนำตัวเอร์นันเดซ กลับไปดำเนินคดีต่อเอง
-ผู้นำทั้ง 4 คนข้างต้น เผชิญรูปแบบการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต่างมี ‘จุดร่วมกัน’ คือ ทั้ง 4 คนเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือได้รับผลประโยชน์จากสหรัฐฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มักใช้เหตุผลเรื่อง ‘ศีลธรรม’ หรือ ‘ความมั่นคงโลก’ เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (Regime Change) ผู้นำเหล่านี้ถูกกำจัดออกจากอำนาจและเข้าสู่กระบวนการตัดสินตามกฎหมาย

-ส่วนในกรณีของมาดูโร ที่สหรัฐฯ อ้างว่า เขามีส่วนพัวพันกับคดีค้ายาเสพติด สถานะปัจจุบันยังมีความคลุมเครือ โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่าจับกุมตัวได้ โดยนำตัวเขาและภริยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ ขณะที่รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาระบุว่า ยังไม่ทราบชะตากรรมและเรียกร้องหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของมาดูโร
–ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามดึงรัฐบาลปีกขวาในลาตินอเมริกาให้มาอยู่กับสหรัฐฯ คล้ายกับ ‘ยุคสงครามเย็นแบบเก่า’ ที่พยายามรวมพลังปีกขวาในลาตินอเมริกาให้ยืนเคียงข้างสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับผู้นำประชานิยมปีกซ้ายอย่างมาดูโร การปะทะกันในบริบทของทรัมป์กับมาดูโร จึงไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องยาเสพติดในสายตาอาจารย์สุรชาติ แต่คือการปะทะกันของประชานิยมปีกขวาและปีกซ้ายในรูปแบบหนึ่ง
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/1/3/maduro-joins-iraqs-saddam-panamas-noriega-as-latest-leader-taken-by-us
- https://johnmenadue.com/post/2025/11/will-the-us-do-to-venezuelas-maduro-what-they-did-to-gaddafi/
- https://edition.cnn.com/2026/01/04/politics/noriega-trial-maduro-legal-battle
- https://www.nytimes.com/2026/01/03/world/americas/maduro-noriega-panama-venezuela.html
- https://www.nytimes.com/2026/01/03/world/americas/trump-maduro-juan-orlando-hernandez.html
- https://www.cnbc.com/2026/01/04/trump-venezuela-maduro-pardon-honduras.html
- https://english.elpais.com/international/2026-01-04/the-war-on-drugs-trumps-double-standard-in-latin-america.html


