×

จับตากลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเป็นผู้นำด้าน Beauty Tech ของลอรีอัล ประเทศไทย

05.04.2019
  • LOADING...
loreal-thailand

HIGHLIGHTS

2 Mins. Read
  • ลอรีอัล ประเทศไทย นำโดยผู้บริหารคนใหม่ชาวโปรตุเกส อินเนส คาลไดรา (ดีกรีผู้หญิงทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจที่จัดโดยฟอร์บส์ โปรตุเกส) ประกาศเดินหน้าเพื่อยกระดับประสบการณ์ความงามแบบใหม่ให้กับคนไทย
  • สองนวัตกรรมนำร่องที่ลอรีอัลเพิ่งเปิดตัวคือ Effaclar SpotScan มิติใหม่แห่งการวินิจฉัยและรักษาสิวในคลิกเดียว และ ColorMe แอปพลิเคชันทดลองแต่งหน้าด้วยผลิตภัณฑ์กว่า 300 รายการ ที่จะช่วยให้การตัดสินใจเลือกซื้อเมกอัพของสาวๆ ง่ายขึ้น

การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของลอรีอัล ประเทศไทย ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองไม่น้อย เมื่อผู้บริหารคนใหม่ชาวโปรตุเกส อินเนส คาลไดรา (ดีกรีผู้หญิงทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจที่จัดโดยฟอร์บส์ โปรตุเกส) ประกาศเดินหน้าเพื่อยกระดับประสบการณ์ความงามแบบใหม่ให้กับคนไทย โดยนำร่องด้านนวัตกรรมความงามแห่งอนาคตเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Beauty Tech ก่อนใคร ซึ่งสองสิ่งที่ THE STANDARD ได้อัปเดตจากการเผยแผนกลยุทธ์ของลอรีอัล ประเทศไทย ในครั้งนี้คือ Effaclar SpotScan จากลา โรช-โพเซย์ และนวัตกรรม ColorMe ของลอรีอัล

 

loreal-thailand

 

อัปเดต 3 แบรนด์ใหม่สู่บ้านลอรีอัล ประเทศไทย

อินเนส คาลไดรา เริ่มต้นด้วยการอัปเดตเกี่ยวกับ 3 แบรนด์ที่เพิ่มเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอของลอรีอัล ประเทศไทย เช่น It Cosmetics แบรนด์นี้มีจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟในร้าน Sephora ความโดดเด่นคือเป็นแบรนด์เมกอัพที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวบอบบางและแพ้ง่ายโดยเฉพาะ แบรนด์ที่ 2 คือ CeraVe แบรนด์เวชสำอางจากสหรัฐอเมริกาที่มีการค้นคว้าวิจัยร่วมกับแพทย์ผิวหนังและพัฒนาต่อยอดมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนผิวแห้ง แบรนด์ที่ 3 คือ Giorgio Armani เป็นแบรนด์สัญชาติอิตาลีระดับไฮเอนด์ที่มีเมกอัพและสกินแคร์ รวมถึงน้ำหอมต่างๆ ดูแลโดย มิสเตอร์จิออร์จิโอ อาร์มานี  

 

loreal-thailand

 

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่าแม้ลอรีอัล ปารีส จะเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศฝรั่งเศส แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะยอดขายในยุโรปพบว่าสามารถสร้างยอดขายได้เพียง 30% เท่านั้น ในขณะที่ยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลับเติบโตสูงกว่า โดยโตถึง 27.5% ซึ่งตอนนี้ตัวเลขอัตราการเติบโตได้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้วเรียบร้อย แสดงให้เห็นว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต่างมีส่วนในการผลักดันอุตสาหกรรมความงามให้เติบโต ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มุ่งมั่นในการผลักดันธุรกิจให้เดินหน้ามากขึ้น โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา อินเนส คาลไดรา เปิดเผยว่าตลาดความงามในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมากกว่าปี 2560 อยู่ที่ 7.3% (อ้างอิงข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ ปี 2018) ด้วยมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.92 แสนล้านบาท แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) 45% ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (Haircare) 16% เครื่องสำอาง (Makeup) 13% ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดร่างกาย (Hygiene) 9% และน้ำหอม (Fragrance) 4%

 

อันที่จริงแล้วอัตราการเติบโตของตลาดความงามในบ้านเรานั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ซึ่งเป้าหมายใหม่ที่เธอมุ่งมั่นเดินหน้าคือการเป็นผู้บุกเบิกและตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน Beauty Tech ของโลก ซึ่งมีสองนวัตกรรมนำร่องที่เพิ่งเปิดตัวและน่าสนใจไม่น้อยอย่าง Effaclar SpotScan และ ColorMe

 

loreal-thailand

 

Beauty Tech

การจะไปให้ถึงเป้าหมายการเป็น Beauty Tech ของโลกนั้น สิ่งที่ลอรีอัลกำลังให้ความสำคัญหลักๆ มี 3 ประการด้วยกันคือ AR (Augmented Reality) เทคโนโลยีผสานโลกเสมือนจริง AI (Artificial Intelligence) ปัญญาประดิษฐ์ และ Data ซึ่งเป็นพลังของข้อมูลต่างๆ ที่ในอนาคตอันใกล้นี้ เวลาจะช้อปปิ้งหรือค้นหาข้อมูลอะไรก็ตาม วิธีการจะเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะมีนวัตกรรมสมัยใหม่ล้ำๆ มาช่วยให้ชีวิตของคนเราง่ายขึ้น เช่น นวัตกรรม Effaclar SpotScan หรือนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ใหม่ล่าสุดจากแบรนด์​ลา โรช-โพเซย์ คอนเซปต์คือคลิกเดียวช่วยรักษาสิวได้โดยไม่ต้องไปหาหมอที่คลินิก นวัตกรรมลำดับต่อมาที่น่าสนใจคือ ColorMe ซึ่งเป็นการร่วมมือกันกับพาร์ตเนอร์ Watsons ในการให้บริการนวัตกรรม ColorMe หรือการทดลองแต่งหน้าเสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี ModiFace เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองผลิตภัณฑ์แต่งหน้าเสมือนจริงมากกว่า 300 รายการ ทำให้เราสามารถลองรองพื้น ลิปสติก อายแชโดว์ ฯลฯ ผ่านแอปพลิเคชันของ Watsons โดยจะเริ่มให้บริการเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งแบรนด์ที่จะร่วมให้บริการในแอปฯ ดังกล่าวก็มีทั้งลอรีอัล ปารีส และเมย์เบลลีน นิวยอร์ก

 

ภาพ: Courtesy of L’Oreal Thailand

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories