×

ลิโอเนล เมสซี กับ 21 ปีในทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์อีก

01.09.2026
  • LOADING...
ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา

“ผมให้ทุกอย่างที่มีไปแล้ว ผมไม่มีอะไรเหลือให้มอบอีก”

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

อาจไม่มีประโยคไหนอธิบายการอำลาทีมชาติอาร์เจนตินาของ ลิโอเนล เมสซี ได้ดีไปกว่าคำที่มาจากตัวของเขาเอง

 

หลังจาก 21 ปี, 207 นัด, 125 ประตู, ฟุตบอลโลก 6 สมัย และการพาอาร์เจนตินาเข้าชิงฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้ง เมสซีประกาศยุติเส้นทางในสีเสื้อฟ้าขาวด้วยวัย 39 ปี หลังความพ่ายแพ้ต่อสเปน 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ

 

มันไม่ใช่ตอนจบแบบเทพนิยายเหมือนกาตาร์เมื่อ 4 ปีก่อน แต่บางทีเมสซีก็ไม่ต้องการตอนจบแบบนั้นอีกแล้ว เพราะทุกสิ่งที่เขาเคยต้องพิสูจน์กับอาร์เจนตินา เขาพิสูจน์มันหมดไปนานแล้ว

 

ไม่กี่วินาทีแรกที่คาดไม่ถึงว่าจะนำไปสู่ 207 นัด

 

จุดเริ่มต้นของเมสซีกับอาร์เจนตินา อาจดูเกินจริงเมื่อเทียบกับจุดสิ้นสุด เพราะในเดือนสิงหาคม 2005 เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ถูกส่งลงเป็นตัวสำรองในเกมอุ่นเครื่องกับฮังการี ก่อนจะได้รับใบแดงหลังอยู่ในสนามไม่ถึงหนึ่งนาที

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของนักฟุตบอลที่จะกลายเป็นเจ้าของสถิติลงสนามให้อาร์เจนตินามากที่สุด 207 นัด และยิงมากที่สุด 125 ประตู

 

หนึ่งปีต่อมา เมสซีลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกในเยอรมนี 2006 และทำประตูได้ทันที จากนักเตะที่เคยถูกไล่ออกแทบจะทันทีในเกมแรก กลายเป็นชายที่เล่นฟุตบอลโลก 34 นัดตลอด 6 ทัวร์นาเมนต์

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาหนึ่งความสำเร็จระดับสโมสรกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตกับทีมชาติยากขึ้น เมสซีชนะทุกอย่างกับบาร์เซโลนา แต่ทุกครั้งที่กลับมาใส่เสื้ออาร์เจนตินา คำถามเดิมจะกลับมาเสมอว่า “ทำไมเขาทำแบบเดียวกับที่บาร์เซโลนาไม่ได้?”

 

ดังนั้นสำหรับเมสซี การเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกยังไม่พอ เขาต้องเป็น ‘อาร์เจนตินา’ ให้มากพอในสายตาของคนอาร์เจนไตน์ด้วย

 

วันที่ฟุตบอลโลกอยู่ห่างเพียงเกมเดียว จนไปถึงวันที่เคยล้มเลิก

 

ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลควรเป็นวันที่ทุกคำถามสิ้นสุดลง ตอนนั้นเมสซีในวัย 26 ปี เดินทางไปในฐานะกัปตันทีมและหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก เขายิงประตูในทุกเกมของรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนช่วยให้อาร์เจนตินาเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับจากปี 1990

 

แต่เยอรมนีกลายเป็นทีมที่หยุดความฝันนั้นไว้ ประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษทำให้อาร์เจนตินาพลาดแชมป์โลก และภาพเมสซีเดินผ่านถ้วยฟุตบอลโลกเพื่อไปรับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ กลายเป็นหนึ่งในภาพที่สะท้อนเส้นทางทีมชาติของเขาได้ดีที่สุด

 

หลังฟุตบอลโลก 2014 ความผิดหวังไม่ได้จบลง เพราะอาร์เจนตินาแพ้ชิลีในรอบชิง โกปาอเมริกา 2015 ก่อนจะเจอกันอีกครั้งใน โกปาอเมริกา เซนเทนาริโอ ในปี 2016 และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษอีกครั้ง

 

คราวนี้เมสซีเป็นหนึ่งในคนที่ยิงพลาด หลังเกมเขาประกาศว่า “สำหรับผม ทีมชาติจบแล้ว”

 

ในเวลานั้น เมสซีผ่านรอบชิงชนะเลิศรายการสำคัญมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่มีแชมป์ระดับเมเจอร์กับประเทศของตัวเอง เขาถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถทำให้อาร์เจนตินาประสบความสำเร็จได้

 

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมสซีก็เปลี่ยนใจ และการตัดสินใจกลับมาช่วยชาติอีกครั้ง ก็เปลี่ยนความหมายในการเล่นในนามทีมชาติของเขาไปตลอดกาล

 

ลิโอเนล สกาโลนี กับอาร์เจนตินาที่ไม่ต้องให้เมสซีทำทุกอย่าง

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลัง ลิโอเนล สกาโลนี เข้ามารับงานในปี 2018

 

ความสำเร็จของอาร์เจนตินายุคหลังไม่ได้เกิดจากการค้นพบวิธีให้เมสซีแบกทีมได้มากขึ้น แต่กลับตรงกันข้าม พวกเขาสร้างทีมที่ทำให้เมสซีไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างอีกต่อไป จนกลายเป็นทีมที่มีระบบ มีความสมดุล มีนักเตะที่พร้อมวิ่งและต่อสู้รอบตัวเขา

 

ขณะที่เมสซีสามารถใช้พลังงานกับพื้นที่ที่สร้างความแตกต่างได้มากที่สุด

 

มันเปลี่ยนทั้งฟุตบอลและความสัมพันธ์ระหว่างเขากับทีมชาติอาร์เจนตินา ณ ตอนนั้น ทีมชาติไม่ได้เป็น ‘ทีมของเมสซี’ อีกต่อไป แต่กลายเป็นทีมที่มีเมสซีเป็นหัวใจอยู่ตรงกลาง และเมื่อโครงสร้างถูกต้อง ถ้วยรางวัลก็เริ่มตามมา

 

โกปาอเมริกา 2021 อาจไม่ใช่ถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพเมสซี แต่ในแง่ของความหมาย มันอาจสำคัญที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันกรุยทางไปสู่อะไรอีกหลายอย่าง

 

อาร์เจนตินาเอาชนะบราซิล 1-0 ที่มาราคานา และเมสซีคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์กับทีมชาติเป็นครั้งแรกในวัย 34 ปี เวลานั้นเขาไม่ใช่นักฟุตบอลที่ ‘ยังไม่เคยได้แชมป์กับอาร์เจนตินา’ อีกแล้ว

 

หนึ่งปีต่อมาอาร์เจนตินาคว้าโทรฟีไฟนัลลิสซิมา ในการเอาชนะแชมป์ยุโรปอย่างอิตาลี ก่อนเดินทางไปฟุตบอลโลก 2022 ด้วยทีมที่มั่นใจและมีความสัมพันธ์กับกัปตันของพวกเขาแตกต่างจากทีมอาร์เจนตินาในอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

กาตาร์ 2022 วันที่เรื่องราวควรจบอย่างสมบูรณ์แบบ

 

หากเมสซีประกาศเลิกเล่นทีมชาติหลังฟุตบอลโลก 2022 คงแทบไม่มีใครตั้งคำถาม เขายิง 7 ประตู ทำ 3 แอสซิสต์ และพาอาร์เจนตินาฝ่าหนึ่งในฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่สุด ตั้งแต่การแพ้ซาอุดีอาระเบียในเกมแรก จนถึงรอบชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส

 

เมสซียิง 2 ประตูในรอบชิง ก่อนยิงจุดโทษของตัวเองเข้าไปในการดวลจุดโทษตัดสิน และเมื่อ กอนซาโล มอนเทียล ยิงลูกสุดท้ายเข้าไป ภาพที่ผู้คนรอคอยมาตลอดอาชีพของเขาก็เกิดขึ้น นั่นคือภาพของเมสซีกับถ้วยฟุตบอลโลก

 

หลังเกมเขาพูดว่า “ผมไม่สามารถขออะไรได้มากกว่านี้แล้ว” แต่สุดท้าย เขายังไม่พร้อมบอกลา คำถามสำคัญจึงกลายเป็นว่า ‘ทำไมเมสซีไม่หยุดตั้งแต่จุดสูงสุดในกาตาร์?’

 

คำตอบส่วนหนึ่งอาจง่ายมาก เพราะเขายังเล่นได้ และเขาพิสูจน์เรื่องนั้นด้วยการพาทีมคว้า โกปาอเมริกา อีกครั้งในปี 2024 และเมื่อถึงฟุตบอลโลก 2026 เมสซีในวัยใกล้ 39 ปียังยิงถึง 8 ประตู ทำ 4 แอสซิสต์ และพาอาร์เจนตินากลับเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง

 

ตลอดฟุตบอลโลก 6 สมัย เขาจบเส้นทางด้วย 21 ประตู เป็นรองเพียง คีลิยัน เอ็มบัปเป ที่ทำไว้ 22 ประตู

 

ตัวเลขนั้นสามารถอธิบายความยิ่งใหญ่ของเมสซีได้เพียงบางส่วน แต่ตัวเลขของเขาก็ยากจะมองข้าม ฟุตบอลโลก 6 ครั้ง, 34 นัด, 21 ประตู และ 12 แอสซิสต์

 

เขามีส่วนร่วมกับประตูในฟุตบอลโลก 33 ครั้ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงครองสถิติด้านโอกาสด้านการสร้างสรรค์ การยิงตรงกรอบ และการเลี้ยงบอลจำนวนมหาศาล

 

เขายุติบทบาททีมชาติที่ 207 นัด 125 ประตู และ 68 แอสซิสต์ ซึ่งตัวเลข 125 ประตูมากกว่าสถิติเดิมของ กาเบรียล บาติสตูตา ที่ยิง 54 ประตูเกิน 2 เท่า

 

ตอนจบที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

 

เกมสุดท้ายของเมสซีกับอาร์เจนตินาไม่ได้จบด้วยการชูถ้วย เพราะเป็นสเปนที่เอาชนะอาร์เจนตินา 1-0 หลังต่อเวลาพิเศษในรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 ปิดโอกาสที่เมสซีจะอำลาด้วยแชมป์โลกสมัยที่สอง

 

แต่นั่นอาจเป็นตอนจบที่เหมาะกับเส้นทางทีมชาติของเขามากกว่าที่คิด เพราะเรื่องราวของเมสซีกับอาร์เจนตินาไม่เคยเป็นเรื่องของชัยชนะอย่างเดียว มันเต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ น้ำตา คำวิจารณ์ การประกาศเลิกเล่น การกลับมา และการพยายามใหม่

 

หากปี 2022 คือบทสรุปว่าเขาสามารถเป็นแชมป์โลกได้ ปี 2026 คือบทสรุปว่าเขาไม่จำเป็นต้องเป็นแชมป์อีกแล้วเพื่อพิสูจน์ว่าเขาคือใคร

 

สิ่งที่ทำให้ประกาศอำลาครั้งนี้แตกต่างจากปี 2016 คือความหมายของคำว่า ‘พอ’ ครั้งนั้นเขาพอเพราะความเจ็บปวด แต่ครั้งนี้เขาพอเพราะรู้สึกว่าได้ให้ทุกอย่างแล้ว

 

เมสซีเขียนข้อความอำลาไว้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม สองวันหลังฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่การเสียชีวิตของ ฮอร์เก เมสซี ผู้เป็นพ่อ จะยิ่งทำให้เขามั่นใจกับการตัดสินใจดังกล่าว

 

“ผมไม่มีอะไรเหลือให้มอบอีกแล้ว ผมจากไปด้วยความสบายใจและความภูมิใจ ที่ร่วมกับเพื่อนๆ มอบช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งเราได้แต่ฝันให้กับพวกคุณ”

 

นี่อาจเป็นความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างเมสซีวัย 29 กับเมสซีวัย 39 หนแรกเขาจากไปเพราะคิดว่าตัวเองทำไม่สำเร็จ

 

หนหลังเขาจากไปเพราะไม่มีอะไรต้องทำให้สำเร็จอีกแล้ว

 

จากคนที่เคยพยายามเพื่ออาร์เจนตินา สู่คนที่กลายเป็นอาร์เจนตินา

 

เมสซีเคยถูกเปรียบเทียบกับมาราโดนา เคยถูกตั้งคำถามเรื่องความรักชาติ เคยถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ และเคยเดินออกจากทีมชาติด้วยน้ำตา

 

21 ปีต่อมา เขาจากไปในฐานะเจ้าของสถิติสูงสุดทั้งการลงสนามและการทำประตู พาทีมคว้า โกปาอเมริกา 2 สมัย, ไฟนัลลิสซิมา และฟุตบอลโลก พร้อมผ่านเข้าชิงฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้ง

 

แต่บางทีสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขทั้งหมด คือการที่ชายคนหนึ่งใช้เวลาเกือบทั้งอาชีพนักฟุตบอลเปลี่ยนความสัมพันธ์กับประเทศของตัวเอง จากเด็กที่ต้องพิสูจน์ว่าเขารักเสื้อสีฟ้าขาวมากแค่ไหน สู่กัปตันทีมที่คนทั้งประเทศไม่อยากเห็นถอดเสื้อตัวนั้นออก

 

ครั้งนี้เมสซีไม่ได้บอกลาเพราะอาร์เจนตินาไม่ต้องการเขาอีกแล้ว เขาบอกลาเพราะถึงเวลาที่อาร์เจนตินาต้องเดินต่อด้วยตัวเอง ส่วนเขาจะกลายเป็น ‘แฟนบอลอีกคนหนึ่ง’ ที่คอยเชียร์อยู่ข้างสนาม

 

แต่ไม่ว่าเขาจะดำรงอยู่ในฐานะนักเตะหรือแฟนบอลของอาร์เจนตินา ความยิ่งใหญ่ของชายที่มีชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี ก็จะกลายเป็นที่จดจำตลอดไป

 

และไม่ใช่เป็นที่จดจำสำหรับแฟนบอลของฟ้าขาวหรือคนอาร์เจนตินาเท่านั้น หากแต่เป็นคนทั้งโลก ที่จะจดจำความยิ่งใหญ่ของเขาร่วมกัน

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Marcelo Endelli / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising