×

เจาะเทรนด์ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ กับ หมอแพร-แพรมาลา American Board 1 ใน 5 ของไทยจาก Meko International Hospital

โดย THE STANDARD LIFE
22.05.2026
  • LOADING...
หมอแพร-แพรมาลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อธิบายเทรนด์การดูแลงานผิวแบบ 360 องศา

 

หัวใจสำคัญของการดูแลผิวในยุคนี้ ต้องเปลี่ยนมุมมองจาก ‘การซ่อมจุดที่เสีย’ มาเป็นการ ‘สร้างรากฐานที่แข็งแรง’ จากเดิมที่เคยมองปัญหาผิวเฉพาะจุด เช่น มีสิวก็รักษาสิว ผิวหมองคล้ำก็ทำเลเซอร์ แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะ ผิวคืออวัยวะที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน ต้องมองลึกไปตั้งแต่ชั้นโครงสร้างที่มีคอลลาเจนและอีลาสติน ชั้นไขมัน ส่วนเติมเต็มที่ทำให้หน้าดูละมุนและมีมิติ จนถึง Skin Barrier หรือปราการผิวที่แข็งแรงเพื่อล็อกความชุ่มชื้น หากดูแลไม่ครบวงจรผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ยั่งยืน

 

THE STANDARD ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน ‘AA Signature: Art of Beauty, Art of Allergan’ ที่จัดโดย แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ เพื่อสื่อสารแนวคิดความงามแบบองค์รวมของโปรแกรม AA Signature สู่ผู้บริโภค นอกจากจะได้เห็นแนวคิดการดูแลความงามเฉพาะบุคคล (Personalized Beauty) รวมที่สุดของนวัตกรรมทางการแพทย์และศิลปะการออกแบบใบหน้าเข้าด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดูดีในแบบที่เป็นตัวเอง ภายใต้คอนเซปต์ ‘ความงามที่คุณเลือกได้’ ยังมีโอกาสพูดคุยกับ หมอแพร-ผศ.ผญ. แพรมาลา ฉายาวิจิตรศิลป์ ว.49938 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ความงาม ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Managing Director และ Chief Medical Officer ที่ Meko Clinic และ Meko International Hospital เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการดูแลผิวทั่วไปกับการ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ ไปจนถึงอัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการดูแลผิวแบบองค์รวมให้สวยจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน

 

หมอแพร-แพรมาลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อธิบายเทรนด์การดูแลงานผิวแบบ 360 องศา 1

ผศ.พญ. แพรมาลา ฉายาวิจิตรศิลป์ ว.49938

 

เทรนด์ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ คืออะไร

 

เทรนด์ ‘ดูแลงานผิวแบบ 360 องศา’ ที่มุ่งเน้นการดูแลความงามบนใบหน้าแบบองค์รวม (Holistic Approach) กลายเป็นเทรนด์ความงามล่าสุดที่ถูกพูดถึงอย่างมาก

 

หมอแพรอธิบายว่า ใบหน้าคือโครงสร้างสามมิติที่มีความสัมพันธ์กัน ทั้งโครงกระดูก ชั้นไขมัน และคุณภาพผิว การออกแบบความงามจึงเปรียบเสมือนงานศิลปะชั้นสูง (Facial Art) ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์แบบ 360องศา เพื่อดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลออกมาให้โดดเด่นที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

 

“โจทย์ที่หมอได้รับบ่อยที่สุดคือ ทำยังไงก็ได้ให้ดูเด็กขึ้น สวยขึ้น แต่ต้องดูไม่ออกว่าไปทำอะไรมา คำว่า 360 องศา จึงเป็นการดูแลแบบองค์รวม โดยเราจะประเมินทั้งใบหน้าว่ามีส่วนไหนที่ปรับแล้วจะช่วยเสริมให้เขาสวยขึ้นได้บ้าง แล้วจึงเลือกใช้หัตถการแต่ละตัวมาผสมผสานกัน เพราะลำพังแค่เติมฟิลเลอร์อย่างเดียวอาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ เราจึงต้องเสริมด้วยงานผิวจำพวก สกินบูสเตอร์ หรือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน เข้ามาช่วยควบคู่กัน ทั้งหมดนี้คือการรวมทุกเทคนิคเข้าด้วยกันเพื่อให้สวยครบทุกองศา และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด”

 

แนวคิดการดูแลงานผิวแบบ 360 องศา จึงเป็นการทำงานประสานกันของ 3 แกนหลัก ได้แก่ Structure, Surface และ System

 

“การจะดูแลผิวให้สมบูรณ์แบบ ต้องดูแลแบบองค์รวมให้ครอบคลุมทั้ง 3 แกน เพราะความสวยมาจากภายในด้วย อย่าง Structure หรือโครงสร้างผิว เมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ริ้วรอย แต่คือโครงสร้างภายใน ทั้งมวลกระดูกที่เริ่มฝ่อตัว กล้ามเนื้อที่หย่อนยานลง การดูแลในส่วนนี้จะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างคอลลาเจน แน่นกระชับ ในขณะที่ Surface มิติของงานผิวชั้นบน คือสิ่งที่เรามองเห็นได้ทันที ทั้งความเรียบเนียน โทนสีผิวที่สม่ำเสมอ และความละเอียดของรูขุมขน ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่สะท้อนถึงสุขภาพผิวที่ดี สุดท้ายคือเรื่องของ System ระบบภายในร่างกาย ทั้งการนอนหลับ โภชนาการ สมดุลฮอร์โมน และความเครียด เพราะทุกระบบทำงานสัมพันธ์กัน”

 

หมอแพรเน้นย้ำว่าแพทย์ทุกคนต้องมีจริยธรรมความงาม (Aesthetics Ethics) เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจด้วย เพราะมีคนไข้บางกลุ่มที่มีภาวะ Body Dysmorphic Disorder หรือเสพติดการทำศัลยกรรม ต้องการเติมแต่งไม่จบสิ้น

 

“เราต้องวินิจฉัยให้ขาดว่าสิ่งที่คนไข้ต้องการคือการปรับ Appearance หรือจริงๆ แค่ต้องการเติมเต็มทางจิตใจ บางเคสต้องปฏิเสธ เพราะเราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้ก่อน”

 

หมอแพร-แพรมาลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อธิบายเทรนด์การดูแลงานผิวแบบ 360 องศา 2

 

เทคโนโลยียกระดับการดูแลงานผิวแบบ 360 องศา

 

ปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์และศิลปะการออกแบบใบหน้าเพื่อผลลัพธ์ที่ดูดีในแบบที่เป็นตัวเองมีให้เลือกมากมาย แต่ถ้าเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับการดูแลผิวแบบ 360 องศา หมอแพรบอกว่าผลิตภัณฑ์หลักที่ใช้ในการปรับโครงสร้างใบหน้าคือ ‘สารเติมเต็ม’

 

“ปัจจุบันมีเทรนด์ AA Signature ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อคนไข้แต่ละรายโดยเฉพาะ โดยใช้ศาสตร์การวิเคราะห์ใบหน้าแบบองค์รวมและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในแต่ละมิติร่วมกัน อย่างผลิตภัณฑ์ของ แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ (Allergan Aesthetics) ทั้ง สารลดเลือนริ้วรอย สารเติมความชุ่มชื้นให้ผิว สารเสริมคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และสารเติมเต็มบริเวณที่พร่องของใบหน้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ได้อย่างตรงจุด”

 

และแน่นอนว่าจะต้องผสานเข้ากับเทคนิคและโปรแกรมเฉพาะของแต่ละคลินิกด้วยเช่นกัน ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ Meko Clinic คือ การฟื้นฟูผิวให้แน่นเฟิร์มจากภายในด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนผ่าน CaHA ผสานกับความชุ่มชื้นจาก Biomimetic HA และการลดเลือนริ้วรอย เพื่อผิวที่เปล่งประกายในทุกสภาพแสง เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยดูแลงานผิวทุกองศา ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างใบหน้าชั้นลึกเพื่อจัดการความหย่อนคล้อย โดยใช้สารเติมเต็มกลุ่ม HA ชนิด Cross-linked ร่วมกับนวัตกรรมยกกระชับ เพื่อสร้างมิติใบหน้าที่สมส่วนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

“นวัตกรรมของ แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ครอบคลุมทุกมิติ เริ่มตั้งแต่ตัวที่เป็น Gold Standard อย่าง โบทูลินั่ม ท็อกซิน ที่ล่าสุดเพิ่งได้รับ FDA Approved ในการฉีดบริเวณลำคอเพื่อยกกระชับให้กรอบหน้าชัดและคอดูเรียบตึงไปพร้อมกัน ในส่วนของสารเติมเต็ม อย่าง Juvéderm Voluma ซึ่งเป็นไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) ที่โดดเด่นเรื่องการยึดเกาะ เหมาะสำหรับฉีดเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้าให้ดูสมส่วน ส่วนใครที่มีปัญหาผิวขาดน้ำหรือมีริ้วรอยเล็กๆ โดยเฉพาะใต้ตา Skinvive จะเป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะถูกออกแบบมาเพื่อกระจายตัวในชั้นผิวตื้นๆ ดึงดูดและกักเก็บน้ำ ทำให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น ที่น่าสนใจคือ HArmonyCa เป็นการผสานระหว่าง HA และ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Biostimulator ในขณะที่สารเติมเต็มทั่วไปเน้นการเพิ่มวอลลุ่ม แต่ HArmonyCa จะเข้าไป ‘ปลุกเซลล์ผิวที่ขี้เกียจ’ ให้กลับมาสร้างคอลลาเจนด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวที่แน่นขึ้น กระชับขึ้น และปรับรูปหน้าให้ดูละมุน”

 

“แต่ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับรูปร่าง CoolSculpting เป็นตัวท็อปในกลุ่ม Non-invasive หรือเทคโนโลยี Cryolipolysis สลายไขมันด้วยความเย็นโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผลหลังทำ ใช้เวลาเพียง 35 นาทีต่อครั้ง”

 

หมอแพร-แพรมาลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อธิบายเทรนด์การดูแลงานผิวแบบ 360 องศา 3

 

ผสานหลายเทคนิคในเคสเดียว

 

สำหรับการผสมผสานหลายเทคนิคในเคสเดียว มีความเสี่ยงหรือเรื่องที่น่ากังวลหรือไม่นั้น หมอแพรให้คำตอบว่า การทำ Combine Therapy หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Multi-modality นั้นปลอดภัยหากแพทย์ประเมินอย่างถูกต้อง เพราะการดูแลผิวแบบ 360 องศา ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการจัดลำดับความสำคัญ เช่น เราอาจจะเริ่มจากงานผิวเพื่อปรับรากฐานก่อน แล้วค่อยขยับไปที่งานฉีดในกลุ่ม Biostimulator

 

“เพราะโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ปัญหาผิวที่มีก็ต่างกัน การเลือกใช้เทคนิคอะไร ปริมาณเท่าไหร่ หรือทำบริเวณไหน จึงเป็นงานคราฟต์ที่ออกแบบมาเพื่อบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เพื่อดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลออกมาให้โดดเด่นที่สุด”

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน เครื่องมือผ่านการรับรอง และปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าความสวยที่ได้รับจะมาพร้อมกับความปลอดภัยในทุกองศา การเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน เครื่องมือผ่านการรับรอง และแพทย์มีประสบการณ์ คือปัจจัยสำคัญที่สุด

 

“Meko International Hospital เราเน้นการดูแลแบบ Total Solutions เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครบทุกแขนง ตั้งแต่หมอผิวหนัง ศัลยแพทย์ตกแต่ง ไปจนถึงจักษุแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งการมีทีมแพทย์ที่ครบวงจรแบบนี้ ทำให้เราสามารถดูแลคนไข้ได้แบบองค์รวมและตรงจุดจริงๆ เช่น หากคนไข้กังวลเรื่องตาตก หมอผิวหนังประเมินแล้วว่าหัตถการแบบไม่ผ่าตัดอาจไม่ตอบโจทย์ ก็สามารถส่งต่อให้กับจักษุแพทย์เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษา”

 

“สำคัญที่สุดคือเราให้ความสำคัญกับเรื่อง Safety & Standards มาเป็นอันดับหนึ่ง ในฐานะโรงพยาบาล เรามีมาตรฐานการดูแลที่สูงและเข้มงวด หมอทุกคนมีความตั้งใจเดียวกันคือการมอบความสวยที่ปลอดภัย เราจึงเน้นการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล หรือ Tailor-made Treatment เพราะเราเชื่อว่าคนไข้แต่ละคนมีความงามในแบบฉบับของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร หน้าที่ของเราคือการดึงจุดเด่นเหล่านั้นออกมาภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด”

 

หมอแพร-แพรมาลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อธิบายเทรนด์การดูแลงานผิวแบบ 360 องศา 4

 

ล่าสุด Meko International Hospital คว้ารางวัล Prestige Honor Awards จาก Allergan Aesthetics ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความงามที่มุ่งมั่นให้บริการด้วยจริยธรรมและความชำนาญเพื่อผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย

 

หมอแพร-แพรมาลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อธิบายเทรนด์การดูแลงานผิวแบบ 360 องศา 5

 

ควรเริ่มดูแลผิวตั้งแต่อายุเท่าไร?

 

หมอแพรบอกว่า ‘ป้องกัน’ ย่อมดีกว่า ‘รักษา’ปกติพอเราเข้าสู่วัย 25 ปี ร่างกายจะเริ่มสูญเสียคอลลาเจนไปเฉลี่ยปีละ 1% ไม่ต้องรอให้ผิวหย่อนคล้อยจนเห็นชัดแล้วค่อยมาแก้ เราสามารถเริ่มดูแลเชิงป้องกันได้เลยตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ เช่น ดูแลด้วยการทำสกินบูสเตอร์เพื่อชะลอความหย่อนคล้อยในระยะยาว”

 

“สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องทำตามเทรนด์ แต่ควรให้แพทย์ช่วยประเมินว่าปัญหาของเราคืออะไร และเทคโนโลยีไหนที่ตอบโจทย์เราที่สุด เราควรมี Mindset ที่ดีกับตัวเองก่อน ตั้งคำถามว่าเป้าหมายของเราคืออะไร อยากดูดีในเวอร์ชันไหน เพื่อให้เราดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุด เพราะความสวยที่แท้จริงต้องเริ่มจากการรักและเข้าใจตัวเองก่อน”

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories