ตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อรับกันกับงานเปิดตัวหนังสือเล่ม ‘THE FEARLESS ANAND : A LIFE OF COURAGE, CHARACTER AND CONVICTION’ ซึ่งเป็นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ จากหนังสือภาษาไทย ชื่อ ‘นักสู้อานันท์’ โดยผู้เขียนชื่อ วิทยา เวชชาชีวะ งานนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเย็นวันที่ 9 มิถุนายน 2569
“อานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสองสมัย โดยได้นำพาประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและความท้าทายทางเศรษฐกิจ ชีวประวัติเล่มนี้จะพาไปตามรอยเส้นทางชีวิตของท่าน ตั้งแต่ช่วงวัยแห่งการบ่มเพาะประสบการณ์ สู่เส้นทางการทำงานอันโดดเด่นในแวดวงการทูตและธุรกิจ พร้อมทั้งเปิดเผยถึงผู้เป็นแบบอย่าง ประสบการณ์ และความเชื่อมั่นส่วนตน
“หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของผู้นำผู้มีกระบวนการคิดที่เฉียบคม มีความกล้าหาญที่จะลงมือทำ และพร้อมที่จะเผชิญกับความเสี่ยงที่ผ่านการคำนวณอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานของหลักการอันมั่นคง ท่านอานันท์ยอมรับในความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ของมนุษย์ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมและความเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวในการน้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ส่งผลให้ท่านโดดเด่นในฐานะหนึ่งในรัฐบุรุษระหว่างประเทศที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย” (คำโปรยหลังปกหนังสือ ‘The Fearless Anand’ แปลไทย)
หลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ซึ่งนำโดย พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอกสุจินดา คราประยูร และคณะ ต่อพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน นายกรัฐมนตรี เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534
หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ณ สวนรื่นฤดี ท่ามกลางขุนทหาร ระดับนำ มีพลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล พลเอกวิโรจน์ แสงสนิท
ผู้รับโปรดเกล้าฯ ซึ่งรู้จัก พลเอกสุจินดา เพียงคนเดียว เอ่ยขึ้นว่า
“คุณสุจินดา ผมเป็นคนอิสระนะ ผมมีความเห็นของตัวเอง……. ต้องรู้นะว่า ผมเป็นคนอย่างไร”
นายกรัฐมนตรีชี้แจง
“เพราะผมรู้ว่าพี่เป็นคนอย่างไร ผมถึงเชิญพี่” พลเอกสุจินดาพูด
“ผมขอตั้งต้นจากจุดที่ว่า การทำงานของผมกับทหารต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผมต้องไว้ใจพวกคุณ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากมีความแคลงใจ ไม่ไว้ใจกัน บางครั้งบางคราวผมทำอะไรไป คุณอาจเข้าใจผิด ผมทำงาน ผมไม่ต้องการให้ใครมาแทงข้างหลังผม ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ต้องการให้ทหารคิดว่าผมทำอะไรเพื่อจะไปแทงข้างหลังทหาร ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ส่วนความเห็นไม่เหมือนกัน ไม่เป็นไร แต่ขอให้ไว้ใจ” นายอานันท์ชี้แจง
ผู้ฟังพยักหน้ารับด้วยอาการสงบ
“ดังนั้น ข้อหนึ่ง ต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน สอง ขอให้เข้าใจ และตกลงกันก่อนว่าผมไม่ชอบกฎอัยการศึก เพราะฉะนั้นจะต้องยกเลิก ส่วนจะยกเลิกเมื่อไหร่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ควรจะปล่อยให้นานนัก ถ้าจะให้เกิดความเชื่อถือเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดนี้ กฎอัยการศึกต้องยกเลิก สาม รสช. ต้องปล่อยคุณชาติชายนะ (พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน) และต้องปล่อยในลักษณะที่ไม่มีเงื่อนไขด้วย ไม่ใช่ปล่อยในลักษณะเนรเทศ”
ผู้พูดเว้นช่วงให้อีกฝ่ายหนึ่งได้คิดนึกตรึกตรอง แล้วเสนอเงื่อนไขต่อไปว่า
“สี่ คือ มาตรา 27 ผมไม่ชอบเลย แต่ถ้ามันอยู่ในธรรมนูญชั่วคราว ผมก็ต้องเคารพ มาตรา 27 เป็นกฎหมาย แต่การใช้นี่ผมไม่เห็นด้วย ห้า ครม.นี่ ผมเลือกนะ แต่ รสช. มีสิทธิเสนอชื่อคนเข้ามาให้ผมพิจารณาพร้อมกันไปด้วย”
(จากหนังสือ ‘อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต ความคิด และการงานของอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย’ หน้า 108 – 109 สนพ.อัมรินทร์ ตุลาคม 2541)
เงื่อนไข 5 ข้อ เป็นการบอกกล่าวให้ รสช. รับรู้ถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างเปิดเผย โดยถือว่าการทำงานร่วมกันต้องเข้าใจกันเป็นเบื้องต้น จะได้รู้ว่าความเป็นอิสระของนายกรัฐมนตรี เป็นคุณค่าสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
ในเวลาต่อมา รสช. ยอมรับที่ให้ปฏิบัติตามคำขอทั้ง 5 ข้อ อย่างไม่มีเงื่อนไข
ในที่นี้มีอีกฉากหนึ่ง คือการเลือก ครม. ด้วยตนเอง พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้นำตัวจริงของ รสช. ยอมรับว่า ตำแหน่งเจ้ากระทรวงคมนาคมนั้นเตรียมไว้ให้ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) แล้วโดยให้เหตุผลว่าเป็น กระทรวงที่เกี่ยวกับความมั่นคง ในขณะที่นายอานันท์ เห็นว่า กระทรวงนี้มีหลายกรมหลายหน่วยที่ทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจ จึงต้องการให้มืออาชีพมารับหน้าที่จะเหมาะสมกว่า แต่พลเอกสุจินดา ไม่ต้องการพูดเอง เพราะเกรงใจเพื่อน จึงขอให้นายอานันท์ได้พูดคุยโดยตรง และแล้วนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เชิญ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล มาพบที่ห้องนายกรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะ
“คุณเกษตรครับ ผมได้คุยทั้งคุณสุจินดาและคุณอิสระพงศ์แล้ว เขาบอกว่าอยากให้คุณเกษตรเป็นรัฐมนตรีคมนาคม” อีกฝ่ายหนึ่งประสานสายตาผู้พูด แสดงอาการพยักหน้า
“ผมพิจารณาว่า กระทรวงคมนาคมมีลักษณะงานต่างจากกลาโหมและมหาดไทย เพราะโดยกรมกองต่างๆ แล้ว คมนาคมมีลักษณะเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นกระทรวงด้านความมั่นคง” ผู้นำ รสช. ขยับตัว สีหน้าเป็นปกติ
“ในภาวะที่รัฐบาลจะต้องฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งหลาย ผมอยากได้มืออาชีพจริงๆ มาบริหารกระทรวงคมนาคม”
“เอ้า! แล้วแต่พี่ พี่จะจัดการยังไงก็ได้ ผมไม่มีปัญหา” พลอากาศเอกเกษตร พูด
เมื่อฝ่ายหนึ่งแสดงความใจกว้างเช่นนี้ มีหรือที่อีกฝ่ายจะไม่แสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อ
“ผมต้องขอบคุณคุณเกษตรอย่างยิ่งที่ให้ความร่วมมือเช่นนี้ ผมขอเสนอว่า เมื่อตำแหน่งว่าการเป็นพลเรือน ผมขอให้คุณเกษตรส่งใครมา 2 คน เพื่อเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 ตำแหน่ง จะได้ไหม
“ขอบคุณครับ พี่ดำเนินการไปเลย อย่าห่วงผม”
(จากหนังสือ ‘อานันท์ ปันยารชุนฯ’ หน้า 113 – 114 อ้างแล้ว)
การเจรจาอย่างสุภาพบุรุษ บนพื้นฐานความจริงใจต่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก อย่างเปิดใจตรงไปตรงมา ทำให้อีกฝ่ายตอบรับด้วยอาการอันสงบ ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ และไม่เกิดปัญหาใดๆ ตามมา
ทาง รสช. ให้พลเอกวิโรจน์ แสงสนิท และ พลอากาศเอกสุเทพ เทพรักษ์ เข้ามาเป็น รมช.คมนาคม ตามที่นายอานันท์ เปิดทางไว้
รัฐบาล ‘อานันท์ 1’ ที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อความต้องการใดๆ ของฝ่ายทหาร ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ต้องปกป้อง จึงเป็นพยัคฆ์ติดปีก ของคณะบุคคลที่มีคลื่นความถี่ (Wavelength) เดียวกัน
การประกาศนโยบาย 6 ประการ ทางด้านเศรษฐกิจ เปลี่ยนบทบาทรัฐจากเป็นผู้ควบคุมมาเป็นผู้สนับสนุนและดูแลอุตสาหกรรมการผลิตและการพาณิชย์ของภาคเอกชนภายใต้ระบบเศรษฐกิจเสรีที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม การประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาใช้แทนภาษีการค้า แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภาษี แก้ปัญหาภาษีซ้ำซ้อนและป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี การปรับปรุงระบบของเขตการค้าเสรีอาเซียน การปรับปรุงระบบราชการที่ล่าช้า แก้ปัญหาการศึกษาที่ล้าหลัง แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นจริงโดยออก พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการแก้ปัญหาโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ที่เป็นการดึงอ้อยออกจากปากช้าง อย่างได้ผลที่เป็นจริง
ทำให้หนึ่งปีเศษ รัฐบาลอานันท์ 1 สร้างผลงานมากมายที่ได้ใจประชาชน ไม่มีข้อครหาในทางทุจริต หรือการเล่นพรรคเล่นพวกแต่อย่างใด รัฐบาลอานันท์ 1 พ้นวาระไป โดยได้ฝากฝีมือไว้อย่างเป็นที่พอใจของประชาชนในระดับที่แน่นอน
ในขณะที่พลเอกสุจินดา คราประยูร ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะยอม ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ หลังจากเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ เมื่อ 17 พฤษภาคม 2535 เนื่องจากไม่อาจต้านกระแสต่อต้านของประชาชนได้ ฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคความหวังใหม่ ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะเสียงไม่พอ ฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคสามัคคีธรรม พรรคเสรีธรรม แม้จะมีเสียงมากกว่า แต่ก็ถูกประชาชนประณามว่าเป็น ‘พรรคมาร’ เหตุการณ์นองเลือดพฤษภาทมิฬ เพิ่งผ่านไปหยกๆ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
“ขณะนั้นสภาผู้แทนฯ ยังคงทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และเสนอชื่อ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเคยเป็นพรรคฝ่ายค้านเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม เมื่อได้พิจารณาถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นที่ยังคุกรุ่นด้วยความแตกแยก ดร.อาทิตย์ ไม่มีความมั่นใจนักว่ารัฐบาลที่จะตั้งใหม่นี้จะสามารถรับมือได้ หากเกิดอาเพศในบ้านเมืองขึ้นอีก ดร.อาทิตย์ จึงได้ติดต่อทาบทามนายกฯ อานันท์ถึง 2 ครั้ง ขอให้รับเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เมื่อ ดร.อาทิตย์ นำร่างประกาศแต่งตั้งพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ไปสวนจิตรลดา และได้พบกับ ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการแล้ว ก็ได้โทรศัพท์ถึงนายกฯ อานันท์อีกครั้งหนึ่ง วิงวอนขอให้ท่านรับ ในที่สุดท่านก็ยินยอมรับ จึงต้องมีการพิมพ์ร่างประกาศใหม่ใส่ชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน แทน แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ และได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2535 จึงเกิดมีรัฐบาล อานันท์ 2
(จากหนังสือ ‘นักสู้อานันท์’ วิทยา เวชชาชีวะ หน้า 326 – 327)

หนังสือ ‘The Fearless Anand’ โดยวิทยา เวชชาชีวะ เล่มที่แนะนำล่าสุด นำรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประทับไว้ว่า “Shane! Come back!”
แม้เป็นคำในภาษาอังกฤษ แต่ก็คุ้นหูกับคนไทยและใครก็ตามที่โตพอที่จะดูหรือได้ยินเกี่ยวกับภาพยนตร์อมตะจากฮอลลีวู้ดนี้ เมื่อประมาณ 70 ปีก่อน จนกลายเป็นคำติดปากเมื่อเวลาจะเรียกร้องให้คนที่มีคุณงามความดีกลับมาหาอีก ดังที่เด็กชายในภาพยนตร์นั้นตะโกนเรียกชื่อพระเอก
แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นและอัญเชิญมากล่าวในที่นี้ ก็เพราะเป็นถ้อยคำที่ได้ยินจากพระโอษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน ทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นนายอานันท์ ปันยารชุน ในโอกาสที่เข้าเฝ้าฯ หลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง
(จากหนังสือ ‘นักสู้อานันท์’ (The Fearless Anand) ฉบับภาษาไทย หน้า 325 โดยวิทยา เวชชาชีวะ)
ในยามนั้น คนไทยทั้งประเทศที่หายใจไม่ทั่วท้องกับภาวะตีบตันทางการเมือง พากันตื่นเต้น ดีใจ
ณ แยกสัญญาณไฟจราจรแถวราชดำริ ขณะที่รถกำลังติดไฟแดงอยู่นั้น โดยไม่รู้จักกันเลย เจ้าของรถคันหนึ่งเปิดประตูรถ แล้วลุกจากที่นั่งคนขับเดินไปที่รถอีกคันหนึ่งที่จอดรอสัญญาณไฟเขียวในช่องจราจรด้านขวามือถัดไป พร้อมเคาะกระจกประตูรถด้านซ้ายให้ลดกระจกลง พร้อมกับรายงานข่าวด้วยสีหน้าท่าทีสุดแสนจะตื่นเต้นว่า
“คุณรู้หรือเปล่า คุณรู้ไหม คุณอานันท์ ปันยารชุน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี วิทยุเพิ่งประกาศเดี๋ยวนี้ คุณรู้ไหม”
สังคมไทยได้ต้อนรับนายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นรัฐบาล ‘อานันท์ 2’ ทำหน้าที่คลี่คลายปัญหาอันหน่วงหนักของสังคมเวลานั้น และจัดการเลือกตั้งใหม่ ดำเนินไปโดยเรียบร้อย ความสงบและสันติคืนสู่สังคมอีกครั้ง
คนคนหนึ่ง เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบบินเดี่ยว ไม่มีฐานการเมืองของพรรคใด ไม่มีนักการเมืองคนใดหรือกลุ่มใดเนื่องหนุน ไม่มีขุนทหารคนใดค้ำจุน ไม่มีนักธุรกิจใดเป็นกำลัง ไม่มีสื่อสำนักใดหรือคนใดมาส่งเสียงเชียร์ แต่มีศรัทธาของประชาชนเป็นเนื้อนาบุญ
อาศัยความสามารถและคุณธรรม ที่แสดงออกอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ มีความเป็นไทแก่ตัว มีอิสรภาพเต็มเปี่ยม ในการทำงานอย่างเป็นมรรคผล และเมื่อเกิดภาวะตีบตัน ก็ถูกเรียกร้องให้กลับมาแก้ปัญหาอีกครั้งอย่างสง่างาม
‘เชน’ เป็นพระเอกในดวงใจของคนไทยยุคก่อนจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง SHANE (1953) เขาเป็นคนหนุ่มและเป็นมือปืนที่รักความสงบ แต่เมื่อชาวไร่ถูกอิทธิพลเถื่อนรังแก เขาจับปืนไปปราบกลุ่มอันธพาลอย่างราบคาบ เขาบาดเจ็บ แต่ก็เลือกที่จะไปอยู่ในหุบเขาอันเงียบสงบ โดยไม่ยอมอยู่รับการยกย่องจากชาวบ้าน
ขณะที่เขากำลังขี่ม้าออกไปนั้นเอง เด็กน้อยตะโกนเรียกวีรบุรุษของเขาอย่างสะเทือนใจว่า Shane! Shane! Come back!
เป็นถ้อยคำซึ่งกลายเป็นสำนวนเพรียกหาคนดีคนเก่งให้กลับมากอบกู้สถานการณ์อีกครั้ง



