กกร.ห่วงเศรษฐกิจปี 2569 เผชิญหลายวิกฤต ทั้งสงครามตะวันออกกลาง ภาษีสหรัฐฯ ห่วงโลจิสติกส์โลกชะงัก หลังค่าประกันภัยสงคราม (War Risk) พุ่ง 500% กระทบหนักผู้ส่งออก คาดทบทวนเป้า GDP โตในกรอบ 1.3-1.6% ตามประเมินสภาพัฒน์
วันที่ 4 มี.ค. เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้นทันที และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงอีก 1-3 เดือนข้างหน้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพในวงกว้าง
นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก
ทั้งนี้ เบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% ส่งออก -1.5 ถึง -0.5 และเงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7 จึงอาจต้องทบวนเป้า GDP ระยะถัดไป
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน

เกรียงไกร มองว่า ราคาน้ำมันยังไม่น่าทะลุ 100 ดอลลาร์ในเร็วๆนี้ โดยอาจเคลื่อนไหวกรอบ 80 ดอลลาร์
ขณะที่ ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะปรับขึ้นจากระดับ 10 ดอลลาร์ ไปสู่ 20-25 ดอลลาร์ และมีโอกาสแตะ 30 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินร่วมกับทีมงานด้านพลังงานของ ปตท. ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นความขัดแย้งลุกลามไปถึงแหล่งผลิตน้ำมันหรือโรงกลั่น ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ จับตามาตรา 301 และ 338
ขณะเดียวกัน ประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10%
อีกทั้งมีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ
“ไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยจึงสูงขึ้น”
ดังนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ ใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน จุดยืนความเป็นกลาง และหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงาน
ผวาค่าประกันภัยสงครามพุ่ง 500%
ด้าน ภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า กังวลประเด็นค่าระวางเรือและการขนส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีช่องแคบฮอร์มุซชะงัก ซึ่งการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง 40-50% แม้ผลกระทบยังไม่รุนแรง แต่ผู้ส่งออกเผชิญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ‘เรือเลือกทิ้งสมอรอ’ วิเคราะห์ ทำไมปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงน่าห่วงและเป็นสัญญาณอันตรายที่ไทยเลี่ยงไม่ได้?
- หอการค้าไทยวิเคราะห์ 4 แรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ ไทยพึ่งพาพลังงานจากที่ไหน
- เจาะ ‘เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก’ หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองพอแค่ไหน?
- จากทะเลแดงถึง ‘ฮอร์มุซ’ เส้นทางนี้อยู่ตรงไหน สำคัญ (กับไทย) อย่างไร? เมื่อสงคราม ‘อิหร่าน-อิสราเอล’ ป่วนการค้าโลกอีกระลอก
1. วิกฤติตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยแต่เป็นผลกระทบระดับโลก คล้ายช่วงโควิด-19 เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากไปติดค้างอยู่ที่ท่าเรือในตะวันออกกลางหรืออยู่บนเรือที่ยังเข้าเทียบท่าไม่ได้ ทำให้ซัพพลายตู้ในระบบหายไป
“หากผู้ส่งออกไทยไม่สู้ราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าจะถูกกระจายไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน”
2. ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 400-500% สำหรับเรือที่ต้องแล่นผ่านพื้นที่เสี่ยง
3. ค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียม โดยตู้ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์, ตู้ 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ และตู้แช่เย็น (Reefer) พุ่งสูงถึง 4,000 ดอลลาร์
ประเมินเสี่ยงใช้เส้นทางคลองสุเอซ-แหลมกู๊ดโฮป
อย่างไรก็ตาม กรณีขนส่งสินค้าเส้นทางเลี่ยงฮอร์มุซซึ่งมีผ่านคลองสุเอซ และทะเลแดง ระยะทาง 12,000 กิโลเมตร ใช้เวลา 20-30 วัน และมีค่าระวางเรืออัตราปกติ
ส่วนกรณีอ้อมแหลมกู๊ดโฮป จะมีระยะทางเพิ่มขึ้น 7,500 กิโลเมตร ใช้เวลา 35-45 วัน โดยมีผลกระทบให้ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น จะสิ้นเปลืองน้ำมันมหาศาล สินค้าขาดตลาดหรือคลังสินค้าเต็ม ทั้งนี้ “ขอให้ผู้ส่งออกรอดูสถานการณ์ก่อน”
ด้าน ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า หากราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4-0.5%
ทั้งนี้ เชื่อว่าไทยมีบทเรียนช่วงที่ผ่านมา มีแหล่งพลังงานเพิ่มเติมรองรับความเสี่ยง
ภาพ: Hassen Mrad / Shutterstock

