×

กกร.ห่วงน้ำท่วมฉุดท่องเที่ยวไฮซีซัน ชูเวที IMF-World Bank ดึงเชื่อมั่นลงทุน คงเป้า GDP ไทยโต 2.1-2.5%

07.10.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟตลาดหุ้นและแท่งเทียน พร้อมบุคคล 3 คน และข้อความ ‘กกร.’ คงเป้า GDP โต 2.5% ชูเวที IMF-World Bank ดึงเชื่อมั่น

กกร. คงเป้า GDP ปี 2569 โต 2.1-2.5% ชูเวที IMF-World Bank สร้าง Resilience ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน ย้ำรัฐ-เอกชน ต้องร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ห่วงสนามบินกระทบท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน จับตา

 

 
 

วันที่ 7 ต.ค. 2569 พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ภาคเอกชนมีทิศทางร่วมกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย

 

โดยตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5% ผ่านข้อเสนอ 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วนและผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน, Transition Tomorrow เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ Invest for Tomorrow เร่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

 

สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 กกร. คงประมาณการ GDP ปี 2569 ยังขยายตัว 2.1-2.5% โดยการส่งออกขยายตัว 1.2-1.6% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0%

 

ชี้ 3 รูรั่วแผนบริหารจัดการน้ำ

 

พจน์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากปัญหาในอดีต และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่ต้องดำเนินการล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ไข โดยภัยธรรมชาติกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รัฐต้องใช้งบสูง 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

“บทเรียนในอดีตมีอยู่ตลอด ถ้าเราถอดบทเรียนออกมาให้ชัดเจน ก็จะเห็นว่าหลายปัญหาสามารถป้องกันได้ ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำมานานหลายทศวรรษ แต่การเตรียมพร้อมยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อน 3 จุดอ่อนสำคัญ คือ ประเมินต่ำ เตรียมตัวน้อย และแก้ไขปัญหาช้า”

 

กกร. เห็นว่าต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าไปสู่การเตรียมความพร้อมอย่างถาวร ไม่ใช่ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเมื่อเกิดวิกฤตแล้วจึงเริ่มแก้ปัญหา

 

พร้อมย้ำว่า ภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การค้า และบริการ

 

“ที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศ พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้า ไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการด้านทรัพยากรน้ำและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ สอดคล้องกับสถานการณ์จริง รวมถึงความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และประชาชน”

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วม เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัย จัดทำข้อเสนอและแนวทางเตรียมความพร้อม ตลอดจนจัดทำแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รวมถึงแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม

 

ห่วงสนามบินฉุดเชื่อมั่นช่วงไฮซีซัน

 

ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อการขนส่งทางอากาศและภาคการท่องเที่ยว มองว่าสนามบินถือเป็น ‘ประตูด่านแรก’ ที่นักเดินทางต่างชาติสัมผัสเมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย

 

หากเกิดปัญหาการให้บริการติดขัดหรือล่าช้า ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศโดยตรง

 

โดยเฉพาะช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่มีเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมของสนามบินและระบบขนส่งให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้

 

“ถ้าสนามบินไม่สามารถบริหารจัดการได้ ผลกระทบจะตามมาพอควร”

 

ทั้งนี้ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขนส่งสินค้า แต่การเดินทางของผู้โดยสารก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะช่วงไฮซีซัน

 

ซึ่งนักเดินทางต้องประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับเที่ยวบิน การเดินทาง ความล่าช้า หรือโอกาสที่เที่ยวบินอาจถูกยกเลิก ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทย

 

ชี้เวที World Bank-IMF โอกาสดึงลงทุน

 

พจน์ มองว่า การที่ประเทศไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการ ประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญ ทั้ง World Bank และ IMF ถือเป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเป็นเวทีที่ประเทศไทยจะสื่อสารถึงความพร้อมของประเทศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

 

หัวใจสำคัญคือการทำให้ต่างประเทศเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มองเพียงเรื่องความสามารถในการแข่งขัน แต่ต้องสร้าง Resilience หรือความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับความเสี่ยง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน และปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ

 

“เราต้องพูดถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย แต่ต้องพูดถึงคำว่า Resilient ด้วย คือความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”

 

ทั้งนี้ความพร้อมดังกล่าวจะเป็นองค์ประกอบ สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวและรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไป

 

ขณะเดียวกัน การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไม่ ควรเป็นภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนในทุกมิติ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการกำหนดนโยบายตอบโจทย์ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจจริง

 

“จุดสำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นใจของประเทศไทย โดยเอารัฐกับเอกชนมาร่วมกัน ไม่ใช่รัฐคนเดียว แต่เอกชนต้องเข้ามาร่วมด้วย”

 

การประชุมระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อม มีความน่าเชื่อถือ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนการลงทุนและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป

 

การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 จะรวบรวมผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน

 

ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญที่ต่อเนื่องจาก งาน Bangkok Business Summit 2026 เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของไทยสู่เวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายระดับโลก ก่อนก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028

 

ทั้งนี้ ประเด็นหารือในเวทีนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ นโยบายภาครัฐ และคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงเป็นวาระที่ทั้งภาคธุรกิจและคนไทยควรติดตาม พร้อมร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีและนำเสนอศักยภาพของไทยสู่สายตาประชาคมโลก

 

จับตาน้ำมัน-ตลาดการเงินกดดันเศรษฐกิจไทย

 

ส่วนราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่า Supply จากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลางและน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ขณะที่ตลาดการเงิน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี ตามความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังสหรัฐฯ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้พันธบัตรระยะยาวหลายประเทศ รวมทั้งไทย ในเดือนกันยายนปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชน และทำให้ค่าเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่า

 

ภาพ: KingN /Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories