ในสมรภูมิ Quick Service Restaurant ของไทยมีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา KFC ไม่เพียงรักษาตำแหน่งผู้นำที่ครองใจคนไทยมากว่า 41 ปี ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ล่าสุดยังทุบสถิติขยายสาขาไปถึง 1,226 แห่ง ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วไทย ครองแชมป์ QSR แบรนด์แรกที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในไทยได้สำเร็จ
ความสำเร็จนี้ยังทำให้ KFC ประเทศไทยถูกยกขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ KFC South Asia ทั้งในแง่จำนวนสาขาและการเติบโต รวมถึงติดอันดับ 1 ใน 10 ตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกในเครือข่าย KFC ทั่วโลก และครองตำแหน่งเบอร์ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ทั้งในแง่จำนวนสาขาและการเติบโต ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของทีมไทยที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และความเชื่อมั่นของพาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมแกร่งการเติบโตที่ยั่งยืนของแบรนด์

‘People Power’ พลังขับเคลื่อน KFC สู่เบอร์ 1 ในใจคนไทยมากว่า 40 ปี
เศกไชย ชูหมื่นไวย General Manager KFC South Asia ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยสามารถขยายสาขาครอบคลุม 77 จังหวัดได้ คือพลังของ ‘บุคลากร’ ในทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานหน้าร้าน พนักงานออฟฟิศ ผู้จัดการร้าน ซัพพลายเออร์ และพาร์ทเนอร์ทุกภาคส่วน รวมถึงแฟรนไชส์ซี 3 ราย ได้แก่ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG), เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ (RD) และ เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) ที่เดินร่วมทางกับ Yum! มาตลอด 41 ปี

เศกไชย ชูหมื่นไวย General Manager KFC South Asia
“เราทำงานร่วมกันในทุกด้าน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ บริหารจัดการ แก้ไขปัญหา ไปจนถึงการรับฟังและนำเสียงสะท้อนของลูกค้ามาพัฒนาประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น”
เศกไชยกล่าวเสริมว่า “หัวใจสำคัญของเราคือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพราะหมุดหมายแรกของ KFC คือการส่งมอบประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้ทุกคนที่เข้ามากิน KFC ได้รับความสุขกลับไปทุกครั้ง การที่ทุกคนในองค์กรมีเป้าหมายร่วมกัน เปรียบเสมือน ‘Secret Recipe’ ที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดและเติบโตเคียงคู่คนไทยมาได้ยาวนานกว่า 41 ปี”
Synced for Success: แฟรนไซส์ซี พันธมิตรที่จับมือเดินไปด้วยกัน
เศกไชย บอกว่า แฟรนไชส์ซี มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อน KFC ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค South Asia เพราะสำหรับ KFC แฟรนไชส์ซีคือ ‘พันธมิตรที่จับมือและเดินไปด้วยกัน’ ในทุกมิติ ตั้งแต่การร่วมวางกลยุทธ์ บริหารจัดการ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
หัวใจสำคัญของการบริหารความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง KFC และแฟรนไชส์ซี ยังอยู่ที่การมีวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและจริงใจ
“เมื่อมีความโปร่งใสและความจริงใจเป็นพื้นฐาน ความร่วมมือจึงแข็งแรง เราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนได้อย่างตรงไปตรงมา เราเดินไปพร้อมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และเติบโตไปด้วยกัน ทั้งในระดับแบรนด์ บุคลากร และการปฏิบัติงานในร้าน นี่คือหลักการสำคัญในการบริหารจัดการของ KFC ที่ทำให้เครือข่าย KFC ในภูมิภาคเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

อรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด แฟรนไชส์ซีผู้บริหารร้าน KFC ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้ง 3 สาขา กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในแฟรนไชส์ซีหลักของแบรนด์ KFC ในประเทศไทย เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ของประเทศ ด้วยศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจเครือข่ายสาขาขนาดใหญ่กว่า 550 สาขา ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า การเปิดสาขาล่าสุดในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ของความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง QSA และ KFC ประเทศไทย ในการผลักดันการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน QSA มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ให้กับ KFC ประเทศไทย สู่การก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ ของการมีจำนวนสาขา 1,226 สาขาทั่วประเทศ ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาด QSR ของประเทศไทยอย่างแท้จริง”

บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในสมรภูมิ QSR ระดับภูมิภาค
ในระดับภูมิภาค ตลาด QSR ถือเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญที่มีบทบาทต่อ GDP ของแต่ละประเทศ เศกไชยมองว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือลูกค้า และนั่นคือแรงผลักดันให้ KFC ไม่หยุดที่จะพัฒนา ทั้งการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ภาพความสำเร็จของ KFC ประเทศไทยในการขยายสาขาครบ 1,226 แห่งใน 77 จังหวัด ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่คือบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำตัวจริงในระดับภูมิภาค ส่งให้ไทยมีบทบาทที่โดดเด่นในเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยขนาดเครือข่ายสาขาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สั่งสมมากว่า 41 ปี และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับประเทศ
ความสำเร็จของประเทศไทยยังเป็นต้นแบบการเรียนรู้ ให้กับตลาดอื่นๆ ทั้งในเอเชียใต้และอาเซียน “เราตั้งใจนำประสบการณ์ด้านการขยายสาขา การบริหารเครือข่าย และการสร้างความผูกพันกับลูกค้า ไปแบ่งปันให้กับประเทศอื่นๆ เราโดดเด่นด้านการบริหารแบรนด์และสร้างการรับรู้ในตลาด จึงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ KFC ทั้งภูมิภาค”
เศกไชยบอกว่า KFC มีกลไกและเวทีให้แฟรนไชส์และทีมงานจากแต่ละประเทศแลกเปลี่ยน Best Practices และ Local Insights อย่างสม่ำเสมอ การแชร์และการเรียนรู้ร่วมกัน จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทั้งภูมิภาค
“ด้วยความที่ KFC South Asia และอาเซียนต้องบริหารตลาดที่มีความหลากหลายสูง ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค แม้แต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกตลาดมีร่วมกันคือ ‘ความคาดหวังต่อคุณภาพและประสบการณ์ที่ดี’ ไม่ว่าลูกค้าจะเดินเข้าร้าน KFC ที่ประเทศไหน สาขาใด หรือช่วงเวลาใด สิ่งที่พวกเขาควรได้รับคือไก่ที่กรอบ อร่อย ได้มาตรฐาน และความสุขที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”
หนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายที่สุด คือการรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความเป็นหนึ่งเดียวของแบรนด์’ และ ‘ความหลากหลายของแต่ละตลาด’ เศกไชยบอกว่าทุกอย่างต้องเริ่มจาก ‘Customer First’ ซึ่งเป็นหัวใจของ DNA แบรนด์
“ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรภายในหรือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เรามอง ‘ลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด’ และอีกเสาหลักที่ขาดไม่ได้คือ ‘พนักงาน’ เมื่อเรายึดสองสิ่งนี้เป็นศูนย์กลาง เราจะสามารถปรับตัวรับมือกับความแตกต่างด้านรสนิยมและวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม โดยไม่สูญเสียภาพลักษณ์และมาตรฐานของ KFC

ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย
สมรภูมิ QSR ไทยแข่งกันที่ ‘อินไซต์’ ไม่ใช่แค่ราคา
เมื่อโฟกัสมาที่สมรภูมิ QSR ในประเทศ ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย บอกว่าดุเดือดไม่แพ้กัน “ความท้าทายของ QSR ในไทย ชี้วัดกันที่ว่าใครเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคมากกว่ากัน ในวันที่ทางเลือกมีมากขึ้น ความยากอยู่ที่การรักษา Market Share ต้องพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้คุณภาพและราคาของ KFC เป็นจุดที่ลูกค้ายังเลือกเราไปเรื่อยๆ”
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ KFC มุ่งพัฒนาทั้งรูปแบบสาขาและการเข้าถึงลูกค้าในทุกพื้นที่ นอกจากการเปิดในห้างสรรพสินค้าและ Freestanding Drive-thru แล้ว ยังขยายไปสู่รูปแบบปั๊มน้ำมันและ Stand-alone ที่เข้าถึงได้หลากหลายยิ่งขึ้น

เบื้องหลังการขยายสาขาไปครบครอบคลุมทั่วประเทศ
ศศิพินทุ์ บอกว่าตลอด 41 ปีที่ผ่านมา KFC ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และการเปิดสาขาในจังหวัดสุดท้ายในปีนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ KFC ประเทศไทย ที่เกิดจากความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง การทำงานของทีมไทย และความเชื่อว่าแบรนด์ต้องเติบโตไปพร้อมกับชาวไทยทุกคน
“แน่นอนว่า มาตรฐานและคุณภาพของแบรนด์คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าทั่วประเทศรักไก่ทอดของ KFC ความสามารถในการคิดค้นเมนูและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงการทำแคมเปญต่างๆ ที่ทำให้ลูกค้าชื่นชม แต่ความสำเร็จยังถูกปูทางผ่านแผนการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายสาขา”
ศศิพินทุ์อธิบาย ความสำเร็จของ KFC ในการขยายครบทุกจังหวัด เพราะไม่ยึดติดกับโมเดลสาขาแบบเดียวทั่วประเทศ แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างมาตรฐานแบรนด์ระดับโลก ความเข้าใจลูกค้าในระดับท้องถิ่น ความยืดหยุ่นในการเลือกทำเลและรูปแบบร้าน ทำให้ KFC สามารถเป็นแบรนด์ระดับประเทศที่ยังคงความใกล้ชิดกับชุมชนในแต่ละพื้นที่ และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
“เราจะปรับรูปแบบให้เหมาะกับศักยภาพและบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น สาขาขนาดใหญ่ในเมืองหลักและศูนย์การค้า สาขาในปั๊มน้ำมันสำหรับจังหวัดที่มีการเดินทางสูง ไปจนถึงสาขาชุมชนที่ออกแบบให้เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชน และทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นในเชิงวัฒนธรรม”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘Local Insight’ ของ KFC ไม่ได้สะท้อนออกมาในรูปของเมนูที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เพราะมาตรฐานเมนูต้องเป็นหนึ่งเดียวทั่วประเทศ แต่จะแฝงอยู่ในองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เฉียบขาดกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบโปรโมชันที่เหมาะกับกำลังซื้อในพื้นที่ ช่วงเวลาการขายที่สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้า และการสื่อสารที่ใช้ภาษาหรือโทนที่เข้าถึงคนท้องถิ่น
“เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทำเลเพื่อเปิดสาขา พัฒนาเมนู ไปจนถึงการออกแบบร้านในแต่ละจังหวัด ต้องเข้าใจ Local Insight ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ กำลังซื้อ รูปแบบการใช้ชีวิต หรือโอกาสในการบริโภคอาหารนอกบ้าน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ KFC สามารถออกแบบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละจังหวัดได้อย่างแม่นยำ”
เศกไชยเสริมว่า เป้าหมายของ KFC ประเทศไทย คือการเป็นแบรนด์ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่เท่านั้น หัวใจของความสำเร็จคือ ‘ความเข้าใจลูกค้าในทุกพื้นที่’ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาสินค้า บริการ และการสื่อสารให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น แนวทางดังกล่าวจะยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว ทั้งในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค

‘ฝ่าโค้งมาฟินไก่’ แคมเปญฉลองเคเอฟซีครบ 77 จังหวัด ที่แม่ฮ่องสอน บทพิสูจน์การใช้ Hyper-localization เข้าถึงอินไซต์และใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง
แคมเปญ ‘ฝ่าโค้งมาฟินไก่ ฉลองเคเอฟซีครบ 77 จังหวัด ที่แม่ฮ่องสอน’ ระหว่างวันที่ 5 – 11 มีนาคม 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำ Hyper-Localization ที่สะท้อนแนวคิดสำคัญของ KFC คือการเข้าใจทั้งภาพรวมของลูกค้าและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่
ศศิพินทุ์เล่าว่า จุดตั้งต้นของแคมเปญมาจากการลงลึกเพื่อหาเอกลักษณ์ความเป็น ‘แม่ฮ่องสอน’
“แม่ฮ่องสอนมีลักษณะพิเศษมากๆ คือต้องผ่านโค้งกว่า 1,864 โค้งจึงจะไปถึง ไม่ใช่จังหวัดที่ไปถึงง่ายๆ และยังเป็นจังหวัดสุดท้ายที่เราเปิดสาขาด้วย ด้วยความที่ไปยากนี่แหละ ทำให้เราคิดว่าจะทำยังไงให้เป็นแคมเปญที่มีความสนุกตาม DNA ของแบรนด์ ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอินไซต์คนในพื้นที่ด้วย”

ความสนุกของแคมเปญนี้มาจากการหยิบมุกที่คนแม่ฮ่องสอนรู้กันดีเรื่องการเมารถมาสร้างเป็นกิมมิคด้วยการ แจก ‘ถุงฮาก’ บนรถสมบัติทัวร์ จากสถานีขนส่งหมอชิต 2 (จตุจักร) สายกรุงเทพฯ – แม่ฮ่องสอน และรถเหลืองที่ตลาดสายหยุด ส่งถึงหน้าร้าน KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน รวมถึง The Farm Cafe อ.ปางมะผ้า, Khwamsukh Cafe อ.สะเมิง และ Cha Lamon Cafe อ.ปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมรับสิทธิ์ ที่สาขา KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน และผู้ที่พิชิต 1,864 โค้งได้โดยที่ถุงฮากยังสะอาดอยู่ เตรียมโปรโมชันพิเศษพร้อมรับบักเก็ตลายเอ็กซ์คลูซีฟในราคาเพียง 77 บาท ประกอบด้วย ไก่ทอด 7 ชิ้น และวิงซ์แซ่บ 7 ชิ้น ที่ KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน
จุดเด่นเรื่องเส้นทาง 1,864 โค้งและความลำบากกว่าจะผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวมากมาย ไม่เพียงสื่อสารว่า แม้การเดินทางจะยากลำบากแค่ไหน แต่ปลายทางนั้นคุ้มค่าที่จะได้สัมผัสความสุขจากการทาน KFC ยังผูกโยงความสำเร็จของ KFC ที่ขยายสาขาได้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดสุดท้าย ตอกย้ำความพยายามของแบรนด์ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของ KFC ประเทศไทย
แม้จะปักธงครบ 77 จังหวัดได้ตามเป้า แต่ KFC ไม่หยุดอยู่แค่นี้ ศศิพินทุ์บอกว่าจะยังคงมีการขยายสาขาต่อเนื่อง ทั้งในเมืองรองและระดับต่ำกว่าอำเภอ พร้อมปรับปรุงสาขาเดิมให้ทันสมัย รวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน
ปัจจุบัน KFC ประเทศไทยครองส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในระดับสูง ซึ่งความท้าทายคือการต่อยอดความสำเร็จนี้ ผ่านการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเจเนอเรชัน
“เราต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกๆ ปี มีการพัฒนาโมเดลร้านให้เข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้น นอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพสินค้าและอาหารของเรา”
เศกไชยกล่าวเสริมว่า KFC ประเทศไทย ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่ต้องการสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ในระยะยาว “เป้าหมายคือการรักษาความเชื่อมั่นและความรักจากลูกค้าให้คงอยู่ต่อไปอีกหลายทศวรรษเช่นเดียวกับที่ผ่านมา 41 ปี”
หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ KFC ไม่ใช่เพียงร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน และเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยและภูมิภาคในระยะยาว
ในมิติของความยั่งยืนอื่นๆ KFC ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ทั้งพนักงานหน้าร้านและทีมออฟฟิศ รวมถึงการสร้างโอกาสให้สังคมผ่านโครงการ KFC Foundation ในแต่ละประเทศ

สำหรับประเทศไทย หนึ่งในพันธกิจที่ภาคภูมิใจที่สุดคือการเปิดประตูให้ผู้ด้อยโอกาสได้กลับเข้าสู่สังคม ได้พัฒนาทักษะ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเอง ซึ่งช่วยยกระดับบทบาทของ KFC จากแบรนด์ QSR สู่การเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง
การเดินทางตลอด 41 ปีของ KFC ประเทศไทย สู่หมุดหมาย 1,226 สาขาครบ 77 จังหวัด ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในเชิงตัวเลข แต่คือบทพิสูจน์ของแบรนด์ที่รู้จัก ปรับตัวให้เท่าทันโลกดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ไม่เคยเปลี่ยนใจจากมาตรฐานความใส่ใจในคุณภาพและผู้คน
และในอีก 41 ปีข้างหน้า เมื่อสมรภูมิ QSR ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น KFC ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาวุธที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีหรือจำนวนสาขา แต่คือ ‘ความจริงใจ’ และ ‘ความเข้าใจในหัวใจของคนไทย’ อย่างถ่องแท้ ตราบใดที่รักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ KFC ก็จะยังคงอยู่ในใจของลูกค้า อยู่เคียงข้างสังคม และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในระยะยาว
“สิ่งที่เราภูมิใจคือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างสังคมไทย และสามารถส่งมอบความสุขให้กับผู้คนในชีวิตประจำวัน เพราะสำหรับ KFC ไก่ทุกชิ้นที่เสิร์ฟในร้านคือผลผลิตที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจและความใส่ใจของพนักงานทุกคน เพราะนั่นคือเส้นทางเดียวที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง ขอบคุณพนักงานทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในทุกวัน ขอบคุณพาร์ทเนอร์ที่ร่วมจับมือและเติบโตไปด้วยกัน และขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนแบรนด์เสมอมา” เศกไชย กล่าวทิ้งท้าย


