×

ประมวลเหตุการณ์โจมตีอิหร่าน คาดฝีมืออิสราเอลโต้กลับ จับตาความขัดแย้งตึงเครียดหนัก

19.04.2024
  • LOADING...

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศตอบโต้อิหร่านเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (19 เมษายน) ซึ่งถือเป็นการตอบโต้อิหร่านที่ส่งโดรนและขีปนาวุธนับร้อยโจมตีดินแดนของอิสราเอลเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา

 

เหตุการณ์โจมตีกลับของอิสราเอลสร้างความหวั่นวิตกแก่ทั่วโลก ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านจะตึงเครียดหรือรุนแรงมากขึ้นแค่ไหน

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

สื่อหลายสำนักรายงานว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายในอิหร่าน โดยในช่วงแรกยังไม่ปรากฏรายงานชัดเจนว่าเป็นการโจมตีโดยขีปนาวุธหรืออาวุธรูปแบบใด แต่มีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองอิสฟาฮาน (Isfahan) ที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพหลายแห่งทางภาคกลางของอิหร่าน สร้างความตกใจแก่ประชาชน และทำให้ทางการอิหร่านตัดสินใจระงับเที่ยวบินในหลายเมืองทันทีเพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัย 

 

หลังจากนั้นสื่ออิหร่านรายงานข้อมูลจากทางการว่า เสียงระเบิดที่ได้ยินคือเสียงจากระบบป้องกันทางอากาศที่สามารถยิงสกัดโดรนขนาดเล็ก 3 ลำเหนือท้องฟ้าของเมือง 

 

โดยคาดว่าเป้าหมายสำหรับการโจมตีคือฐานทัพอากาศใกล้อิสฟาฮาน อันเป็นสถานที่เก็บเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ส่วนโรงงานนิวเคลียร์ภายในเมือง ทางการอิหร่านและ IAEA ยืนยันว่าไม่พบความเสียหายใดๆ

 

ด้าน CNN อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกาว่า อิสราเอลได้มีการแจ้งล่วงหน้าแก่วอชิงตันวานนี้ (18 เมษายน) ว่าจะตอบโต้อิหร่านในอีก 1-2 วันข้างหน้า โดยอิสราเอลยืนยันว่าการตอบโต้จะเป็นไปอย่างจำกัดและไม่ได้พุ่งเป้าโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 

 

ท่าทีนานาชาติ

 

ขณะที่หลายประเทศจับตามองและแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสถานทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟและกรุงเตหะราน ได้ประสานชุมชนไทยทั้งสองประเทศ และมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่เตรียมความพร้อมช่วยเหลือคนไทยกรณีฉุกเฉิน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ

 

ส่วนสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับการโจมตีของอิสราเอล โดยสถานทูตสหรัฐฯ ในเยรูซาเล็มได้เตือนเจ้าหน้าที่ห้ามเดินทางไปเทลอาวีฟ เบียร์ชีบา และบางพื้นที่ในเยรูซาเล็ม 

 

ในขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียเรียกร้องพลเมืองเดินทางออกจากอิสราเอล โดยเตือนความเสี่ยงเกี่ยวกับการก่อการร้ายและการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดน่านฟ้า รวมถึงยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางการบินจำนวนมาก

 

ด้านโอมานได้ประณามการโจมตีของอิสราเอล ขณะที่ หลินเจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน คัดค้านการกระทำที่ขยายความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน และยืนยันว่าจีนจะคงบทบาทที่สร้างสรรค์ในการลดความขัดแย้ง

 

ส่วน อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องให้อิสราเอล อิหร่าน และชาติพันธมิตรของแต่ละฝ่าย ยับยั้งชั่งใจในการขยายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ทั้งนี้ ความกังวลจากการโจมตีกลับของอิสราเอลส่งผลให้ดัชนีหุ้นและพันธบัตรในเอเชียร่วงลง โดยดัชนีหุ้น Nikkei ปรับตัวลดลงระหว่างซื้อขายเกิน 1,000 จุด มากที่สุดในรอบ 3 ปี

 

ขณะที่สกุลเงินที่ปลอดภัย ทองคำ และน้ำมันดิบ ดีดตัวสูงขึ้น โดยสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นมากถึง 4.2% จากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางอาจหยุดชะงัก 

 

ชนวนตอบโต้

 

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว โดยกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ทั้งในซีเรียและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ต่างได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและมีการโจมตีข้ามพรมแดนใส่อิสราเอล

 

สถานการณ์ดุเดือดมากขึ้นหลังจากที่อิหร่านส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล เพื่อแก้แค้นต่อการที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มสถานกงสุลอิหร่านในซีเรียและสังหาร 2 นายพลแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

 

ขณะที่คณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอล นำโดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ได้ประชุมฉุกเฉินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาแนวทางในการตอบโต้อิหร่าน ก่อนจะนำมาซึ่งการโจมตีที่เกิดขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้อิหร่านได้เตือนอิสราเอลถึงการโจมตีกลับ โดยประธานาธิบดี อิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน เตือนอิสราเอลว่า เตหะรานจะ ‘ตอบโต้อย่างรุนแรง’ ต่อการโจมตีใดๆ ในดินแดนของตน

 

ขณะที่ ฮอสเซน อามีร์ อับดุลลาเฮียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เตือนว่า อิหร่านจะตอบโต้อิสราเอลในทันทีและในระดับสูงสุด หากอิสราเอลดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน

 

แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านเปิดเผยต่อสำนักข่าว Reuters ว่า ขณะนี้อิหร่านยังไม่มีแผนที่จะโจมตีกลับต่ออิสราเอลในทันที

 

อ้างอิง:

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising