วันนี้ (22 พฤษภาคม) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ครั้งที่ 1 (ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรี) เพื่อติดตามความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การประชุมวาระสำคัญนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
โดยเป้าหมายหลักคือการบูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้าภายใน กรมเจ้าท่า และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.)
รายงานข่าวจากแหล่งข่าวภายในที่ประชุมเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติสำคัญหลายประการ เพื่ออุดช่องโหว่และแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน ดังนี้:
- ตั้ง 4 คณะอนุกรรมการตรวจสอบ: เพื่อให้การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครอบคลุมในทุกมิติ
- คานอำนาจและถ่วงดุลข้อมูล: คณะกรรมการฯ จะไม่ปักใจเชื่อข้อมูลของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งฝ่ายเดียว เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าตัวเลขและข้อมูลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงของแต่ละหน่วยงานมักไม่สอดคล้องกัน นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้กระบวนการทั้งหมดต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้สูงสุด
- รื้อระบบการจัดการพลังงาน: เน้นการระบุขอบเขตหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้ชัดเจน เพื่อหาผู้รับผิดชอบที่แท้จริงหากเกิดกรณีการลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบ
- ประชุมติดตามผลทุกสัปดาห์: เพื่อประเมินว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลได้ดำเนินการถึงขั้นตอนใด หากพบข้อสงสัยหรือมีแนวโน้มการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สามารถเรียกหน่วยงานนั้นมาชี้แจงได้ทันที
- เอาผิดทางวินัยและอาญาขั้นเด็ดขาด: หากพบความผิดปกติหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดำเนินการตรวจสอบตามพยานหลักฐาน คณะกรรมการฯ จะมีมติเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการดำเนินคดีอาญาและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยทันที เพื่อยับยั้งความเสียหายต่อประชาชน
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า การทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะเน้นที่การอุดช่องโหว่ ของกระบวนการสืบสวนสอบสวนคดีกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงสำนวนคดีอาญาที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมธุรกิจพลังงานแต่อย่างใด
ในระยะยาว คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและเสนอแนะนโยบายต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง และเตรียมรับมือกับผลกระทบจากการปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ และป้องกันไม่ให้วิกฤตการณ์น้ำมันขาดแคลนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนได้อีก


