กกร.ประเมินความขัดแย้งอิหร่าน อาจฉุด GDP ไทยลดลง 0.1-0.8% จากต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และท่องเที่ยว พร้อมเผยกังวลหนักปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว กระทบก่อสร้าง เกษตร อุตสาหกรรม และโครงการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569
จี้รัฐบาลเร่งต่อใบอนุญาต หวังพยุงเศรษฐกิจ สกัดปัญหา แรงงานเถื่อนกระทบความมั่นคง
วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลเริ่มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทยทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม
โดยเฉพาะในภาคการส่งออก การเกษตร การท่องเที่ยว และต้นทุนพลังงาน โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม
ปมตะวันออกกลางฉุด GDP ไทย 0.1-0.8%
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจสูญเสียรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ อาจฉุด GDP ของไทยให้ลดลงได้ถึง 0.1-0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือ ‘ระเบิดเวลา’ เศรษฐกิจจากราคาพลังงานและต้นทุนการค้าที่พุ่งสูง เป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้
แม้วิกฤตดังกล่าวอาจเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งออก เนื่องจากคาดว่าจะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในบางตลาด สิ่งสำคัญคือ การบูรณาการและประเทศไทยจะเลือกใช้เส้นทางการขนส่งใดเป็นทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางผ่านซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านทวีปแอฟริกาเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ในด้านการท่องเที่ยว ความไม่สงบในตะวันออกกลางอาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เคยเดินทางไปตะวันออกกลาง เปลี่ยนจุดหมายปลายทางมายังเอเชีย อาเซียน และประเทศไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนหรือผู้มีฐานะจากตะวันออกกลางอาจมองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย (Safe Area) สำหรับการพักอาศัยหรือการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ไทยขาดแคลนแรงงานหลายระดับทักษะ
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ภาคเอกชน ยังประสบปัญหาสำคัญและมีความกังวลอย่างมาก คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา โครงสร้างกำลังแรงงานที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างในทุกภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
บวกกับอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลายระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ
นอกจากนี้ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
“ขณะนี้ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น งานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักและ เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจเป็นระเบิดเวลาลูกที่ 2”
สุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการ ขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงาน ต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ
นอกจากนี้ ยังอยากให้พิจารณาแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งกลุ่มจังหวัดทางภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบไม่มีแรงงานเก็บผลไม้ เช่น จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และปราจีนบุรี
ทั้งนี้ กกร.จะมีการนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป
ด้านอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แรงงานที่ต้องการคือแรงงานปัจจุบัน ที่สามารถต่ออายุการทำงานได้ทันทีและยังอยู่ในประเทศไทยทุกสัญชาติ
นอกจากนี้ แรงงานที่อยู่ในไทยแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ควรนำมาลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อรักษาแรงงานเหล่านี้ให้อยู่ในไทยต่อไป แต่ค่าแรงไม่ควรเกิน 20,000 บาท/เดือน

