ราชวงศ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงสืบทอดราชสมบัติและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘ราชวงศ์ยามาโตะแห่งญี่ปุ่น’ กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ ‘บัลลังก์ดอกเบญจมาศ’ ของญี่ปุ่นนี้ เหลือสมาชิกราชวงศ์เพียง 16 พระองค์ โดยมีรัชทายาทชายที่เข้าเกณฑ์สืบราชสันตติวงศ์เพียง 3 พระองค์เท่านั้น
ประเด็นสำคัญ
- วิกฤตสืบราชสันตติวงศ์ของญี่ปุ่น
- เหตุใดญี่ปุ่นถึงไม่ให้รัชทายาทผู้หญิงขึ้นครองบัลลังก์เป็น ‘จักรพรรดินี’?
- 1.สังคมปิตาธิปไตย (สังคมชายเป็นใหญ่) และการหลีกเลี่ยงผู้นำหญิง
- 2.ความเชื่อเรื่องการ ‘รักษาสายเลือดทางบิดา’ (Patrilineal Line) เพื่อความมั่นคง
- 3.การต่อต้านจากฝ่ายการเมืองอนุรักษนิยม
- ญี่ปุ่นกับการเปิดรับ ‘รัชทายาทหญิง’ สู่การเป็น ‘จักรพรรดินี’
ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลอนุรักษนิยมที่เตรียมผลักดันแผนดึงตัวอดีตราชสกุลสายรองฝั่งชายกลับเข้ามาเป็นสมาชิกราชวงศ์ เพื่อรักษาสายเลือดทางบิดา โดยเสียงสะท้อนจากประชาชนและนักวิชาการจำนวนไม่น้อย ‘กลับสวนทาง’ พร้อมตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมทางเพศ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ เพื่อเปิดโอกาสให้รัชทายาทฝ่ายหญิงที่ชอบธรรมก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีญี่ปุ่น
วิกฤตสืบราชสันตติวงศ์ของญี่ปุ่น
ปัจจุบันราชวงศ์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนผู้สืบราชบัลลังก์อย่างหนัก เนื่องจาก จำนวนสมาชิกราชวงศ์ลดลงอย่างมาก เหลือสมาชิกเพียง 16 พระองค์เท่านั้น แบ่งเป็นพระราชวงศ์ฝ่ายชาย 5 พระองค์ และฝ่ายหญิง 11 พระองค์ ซึ่งลดลงมาราว 1 ใน 4 นับตั้งแต่ปี 1990 ส่งผลให้ราชวงศ์เผชิญความยากลำบากในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจสาธารณะ
ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ความกดดันในการต้องประสูติพระราชโอรสได้ส่งผลให้สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ พระชายาในจักรพรรดินารุฮิโตะ ซึ่งเป็นอดีตนักการทูตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระราชธิดาด้วยกัน 1 พระองค์ คือเจ้าหญิงไอโกะ พระชนมายุ 24 พรรษา ซึ่งระยะหลังทรงเข้ามามีบทบาทต่อสาธารณะอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้น เช่น การเป็นองค์ประธานนำคณะเสด็จเยือน สปป.ลาว เมื่อช่วงปลายปี 2025 และทรงได้รับการสนับสนุนจากบางกลุ่มให้ก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีในอนาคต
ขณะนี้ มีรัชทายาทชายที่เข้าเกณฑ์สืบราชบัลลังก์ญี่ปุ่นได้เพียง 3 พระองค์เท่านั้น ได้แก่ (1) เจ้าชายฟูมิฮิโตะ อากิชิโนะโนะมิยะ พระอนุชา (น้องชาย) ในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ (60 พรรษา) ทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘โคชิ’ หรือ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น
(2) เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสพระองค์เดียวใน เจ้าชายฟูมิฮิโตะ (19 พรรษา) ทรงเป็นพระภาคิไนย (หลานอา) ในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ
(3) เจ้าชายมาซาฮิโตะ ฮิตาจิโนะมิยะ ทรงเป็นพระปิตุลา (อา) ในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ (90 พรรษา)
เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังผลักดันแผนการที่จะรับเอาทายาทเพศชายจากอดีตราชสกุลสายรอง ที่ถูกถอดฐานันดรศักดิ์ไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1947 กลับเข้ามาเป็นสมาชิกราชวงศ์ รวมถึงอนุญาตให้เจ้าหญิงที่เสกสมรสกับสามัญชนยังคงสถานะสมาชิกราชวงศ์ได้เพื่อช่วยปฏิบัติพระกรณียกิจ แต่พระโอรสของเจ้าหญิงเหล่านี้จะยังคงไม่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์
เหตุใดญี่ปุ่นถึงไม่ให้รัชทายาทผู้หญิงขึ้นครองบัลลังก์เป็น ‘จักรพรรดินี’?
แม้ในอดีตญี่ปุ่นจะเคยมีจักรพรรดินีมาแล้วถึง 8 พระองค์ ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นปกครองในช่วงที่รัชทายาทชายยังทรงพระเยาว์เกินกว่าจะบริหารราชการแผ่นดิน แต่หลังจากมีการประกาศใช้ ‘กฎหมายราชวงศ์’ (Imperial House Law) ในปี 1889 ช่วงยุคเมจิ การขึ้นครองราชย์ของผู้หญิงก็ถูก ‘สั่งห้าม’ อย่างเป็นทางการ
สาเหตุที่ญี่ปุ่นในปัจจุบันยังคง ‘ไม่เปิดทางให้’ รัชทายาทหญิงขึ้นครองบัลลังก์แบบราชวงศ์ในยุโรป มีรากฐานมาจากหลายปัจจัย เช่น
1.สังคมปิตาธิปไตย (สังคมชายเป็นใหญ่) และการหลีกเลี่ยงผู้นำหญิง
ฮิเดยะ คาวานิชิ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และพระราชวงศ์ญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยนาโกย่า ให้สัมภาษณ์กับ The Japan Times ว่า แผนการที่จะดึงเอาอดีตราชสกุลสายรองฝ่ายชายกลับเข้ามาเป็นสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ในระยะยาวอย่างแท้จริง ทั้งยังระบุว่า ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปิดทางให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทนำ โดยความลังเลใจที่ไม่ยอมให้ผู้หญิงขึ้นเป็นจักรพรรดินีนั้นสะท้อนถึง ‘อคติที่หยั่งรากลึก’ ในสังคมญี่ปุ่น
สอดคล้องกับมุมมองของ ศาสตราจารย์ มาโกโตะ โอกาวะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสันตติวงศ์ราชวงศ์จากมหาวิทยาลัยชูโอะในกรุงโตเกียวที่แสดงความคิดเห็นกับ CNN ว่า เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะหา ‘เหตุผลอันชอบธรรม’ ใดๆ มารองรับ ‘การปฏิเสธ’ ไม่ให้ผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินี
อาจารย์โอกาวะระบุว่า แม้จะมีกฎหมายดังกล่าว แต่รัฐธรรมนูญฉบับสูงสุดของประเทศก็ ‘ไม่ได้’ มีข้อบัญญัติห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้นครองบัลลังก์ และไม่สามารถทึกทักเอาได้ว่า การกีดกันผู้หญิงออกไปนั้นเป็น ‘ธรรมเนียมปฏิบัติของญี่ปุ่น’ อีกทั้งแนวคิดที่จงใจกีดกันผู้หญิงนี้ โดยมองว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นจักรพรรดินีได้นั้น ควรทำความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาว่า นั่นคือ ‘ความเกลียดชังและอคติต่อเพศหญิง’ (Misogyny)
2.ความเชื่อเรื่องการ ‘รักษาสายเลือดทางบิดา’ (Patrilineal Line) เพื่อความมั่นคง
สึเนยาซุ ทาเกดะ ทายาทของอดีตราชสกุลสายรอง เป็นตัวแทนของกลุ่มที่เชื่อมั่นในการรักษาสายเลือดฝั่งชาย โดยเขามองว่า การให้ผู้หญิงขึ้นครองราชย์ถือเป็น ‘ความเสี่ยง’ ประเพณีนี้ให้ความมั่นคงแก่ประเทศมาโดยตลอด
ทาเกดะจะไม่เข้าข่ายได้รับเลือกให้กลับมาเป็น สมาชิกราชวงศ์ จากอดีตราชสกุลสายรอง ภายใต้ร่างกฎหมายที่เสนอขึ้นมาใหม่นี้ เนื่องจากเขาแต่งงานแล้ว แต่ลูกชายของเขาอาจจะเข้าข่ายเมื่ออายุครบ 15 ปี แม้ว่าทาเกดะจะอยากให้ลูกชายเข้ามาสืบทอดธุรกิจของครอบครัวมากกว่าก็ตาม
บิดาของทาเกดะเกิดหลังจากที่กฎหมายราชวงศ์ปี 1947 มีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่เดือน จึงพลาดโอกาสที่จะได้รับบรรดาศักดิ์ให้สืบราชสกุลต่อไป ที่ผ่านมาทาเกดะได้แสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวในการปกป้องสายเลือดเฉพาะฝ่ายชายและการฟื้นฟูราชสกุลสายรองในอดีต ผ่านการเขียนหนังสือ การทำช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงการบรรยายในมหาวิทยาลัย
เขากล่าวว่า ประเพณีนี้ไม่ควรถูกล้มล้างด้วย ‘กระแสความนิยม’ หรือการโหวตเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย เพราะหากประชาชนบางกลุ่มปฏิเสธที่จะยอมรับจักรพรรดิ สถาบันกษัตริย์ก็จะไม่ได้รับความเคารพ และจะสั่นคลอนรากฐานของประเทศญี่ปุ่นในที่สุด
3.การต่อต้านจากฝ่ายการเมืองอนุรักษนิยม
แม้ว่า ซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองฝ่ายขวาจัด จะได้สร้างประวัติศาสตร์ทลายเพดานแก้วทางการเมืองญี่ปุ่นเมื่อปี 2025 ด้วยการก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น แต่ทว่า เธอและกลุ่มพันธมิตรกลับเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงที่แสดงจุดยืนแข็งกร้าวที่สุดในการปกป้องการสืบราชสันตติวงศ์เฉพาะฝ่ายชายเท่านั้น
เธอกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ ‘เหมาะสมแล้ว’ ในการจำกัดสิทธิ์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ไว้เฉพาะ ‘รัชทายาทชาย’ ในสายเลือดราชวงศ์ จุดยืนของซานาเอะจึงทำให้โอกาสที่จะมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้ผู้หญิงขึ้นครองราชบัลลังก์ภายใต้รัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบันนั้น เป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น
ญี่ปุ่นกับการเปิดรับ ‘รัชทายาทหญิง’ สู่การเป็น ‘จักรพรรดินี’
ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันต่าง ‘เปิดรับ’ แนวคิดเรื่องการมีจักรพรรดินี
ซากุระ แหล่งข่าวชาวญี่ปุ่นของ THE STANDARD แสดงความคิดเห็นว่า ผู้หญิงก็ควรรับสิทธิ์ครองบัลลังก์ได้เหมือนราชวงศ์อังกฤษ พร้อมกับเน้นย้ำว่า ‘ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว’ ปัจจุบันผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทำไมเฉพาะตำแหน่งจักรพรรดินีถึงจะเป็นผู้หญิงไม่ได้ ระบบและกฎเกณฑ์การสืบราชบัลลังก์ญี่ปุ่นควรให้ชายและหญิงเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ ซากุระยังมองว่า หากเจ้าหญิงไอโกะ ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น เธอและเพื่อนๆ อีกหลายคนคงจะรู้สึกยินดีอย่างมาก เนื่องจาก เจ้าหญิงไอโกะ เป็นที่รักของประชาชน เป็นกันเองและเข้าถึงง่ายเหมือนคนทั่วไป ทั้งยังระบุว่า แนวคิดที่จำกัดสิทธิ์การสืบราชบัลลังก์ให้เฉพาะรัชทายาทฝ่ายชายนั้น เป็นวิธีคิดที่ ‘ค่อนข้างล้าสมัย’
ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตสืบราชสันตติวงศ์ที่กำลังสั่นคลอนราชวงศ์ญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการขาดแคลนจำนวนสมาชิก แต่ยังเป็น ‘บททดสอบครั้งประวัติศาสตร์’ ที่สะท้อนการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง ‘จารีตประเพณีดั้งเดิม’ และ ‘ค่านิยมความเท่าเทียมทางเพศของโลกยุคใหม่’
อนาคตของ ‘บัลลังก์ดอกเบญจมาศ’ จึงแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งการตัดสินใจว่า ราชวงศ์ญี่ปุ่นจะยอมทลายกำแพงข้อจำกัดนี้ เพื่อก้าวเดินไปพร้อมกับความศรัทธาของประชาชน หรือจะกอดเก็บจารีตชายเป็นใหญ่ที่อาจนำไปสู่ความไม่ยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์ในท้ายที่สุด
แฟ้มภาพ: Franck Robichon / Pool / EPA / Anadolu via Getty Images,Tomohiro Ohsumi / Getty Images
อ้างอิง:


