×

ทำไมโลกยกให้ ‘ญี่ปุ่น’ เป็นต้นแบบผู้นำพลังงาน? เจาะลึกแผนสู้ศึก Energy Shock 2026 ที่แกร่งจนยุโรปต้องศึกษา

27.03.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงแผนรับมือวิกฤต Energy Shock ของญี่ปุ่น ต้นแบบผู้นำพลังงานโลก ที่ยุโรปกำลังศึกษา

‘ต้นแบบผู้นำด้านความมั่นคงพลังงาน’ คือคำยกย่องจากยุโรปต่อญี่ปุ่น ในฐานะประเทศที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และผ่านบททดสอบด้านพลังงานครั้งใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าว 1991, พายุเฮอริเคนแคทรีนา 2005, แผ่นดินไหวและสึนามิโทโฮคุ 2011, สงครามลิเบีย ไปจนถึงวิกฤตพลังงานโลกปี 2022 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

ความเชื่อมั่นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากชั่วโมงบินและบทเรียนราคาแพงที่สะสมมากว่าครึ่งศตวรรษ โดยเฉพาะ วิกฤตน้ำมันปี 1973 ที่กลายเป็นรอยแผลทางนโยบาย และย้ำเตือนให้ญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ

 

ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหม่ในประวัติศาสตร์ THE STANDARD ชวนเจาะลึกกลยุทธ์รับมือวิกฤตพลังงานของญี่ปุ่น ผ่านกรอบ ‘เกมรับ’ และ ‘เกมรุก’ ว่า เพราะเหตุใดโมเดลนี้จึงได้รับความสนใจจากประเทศนอกภูมิภาคเป็นพิเศษ

 

ญี่ปุ่นนำเข้าเชื้อเพลิงจากไหนบ้าง?

 

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศในเอเชียตะวันออกที่ผลิตน้ำมันและก๊าซในประเทศได้น้อยมากและไม่เพียงพอต่อการบริโภค เพราะขาดแคลนทรัพยากรจากภูมิประเทศ รวมถึงไร้ท่อส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก

 

อ้างอิงจากสถิติในปี 2023 ญี่ปุ่นพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ 43% จากออสเตรเลีย, 15% จากมาเลเซีย, 9% จากรัสเซีย และ 7.2% จากสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ข้อมูลการเดินเรือจาก Kpler ในปี 2025 ชี้ว่า ญี่ปุ่นลดการพึ่งพาจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เหลือเพียงประมาณ 6% ถือเป็นยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ

 

เช่นเดียวกับน้ำมัน ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุในปี 2024 ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่บริโภคทรัพยากรดังกล่าวเป็นอันดับ 6 ของโลก มีความต้องการปริมาณน้ำมันราว 3.38 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 3% ของการใช้ทั่วโลก โดยในปี 2024 ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 95% โดยแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 44%, ซาอุดีอาระเบีย 40%, คูเวต 7% และกาตาร์ 4%

 

ส่วนแนฟทา ญี่ปุ่นนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง 74% โดย France 24 รายงานว่า ญี่ปุ่นมีทรัพยากรดังกล่าวสำรองประมาณ 20 วัน หากช่องแคบฮอร์มุซปิดนานเกิน 2-3 สัปดาห์ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และชิ้นส่วนรถยนต์ อาจเข้าสู่ภาวะอัมพาต

 

ต้นแบบแห่งผู้นำด้านพลังงานโลก ญี่ปุ่นทำได้อย่างไร?

 

ญี่ปุ่นได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบผู้นำด้านความมั่นคงพลังงานของโลก โดยเฉพาะมิติการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และมาตรการประหยัดพลังงานที่เข้มงวดที่สุด

 

ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ระบุว่า ญี่ปุ่นมีความโดดเด่นในการวางแผนพลังงานที่ครอบคลุมและเป็นระบบในระยะยาว โดยศึกษาโมเดลอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับมือในสงครามอ่าว 1991, พายุเฮอริเคนแคทรีนา 2005, เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิโทโฮคุ 2011, สงครามลิเบีย มาจนถึงช่วงวิกฤตพลังงานโลกปี 2022 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

หัวใจสำคัญของนโยบายพลังงานญี่ปุ่นคือ 2 กลยุทธ์หลักที่เปรียบได้กับ ‘เกมรับ’ และ ‘เกมรุก’ โดยเกมรับคือการสะสมคลังสำรองน้ำมันในระดับสูงเพื่อรองรับวิกฤตและลดแรงกระแทกจากตลาดโลก ขณะที่เกมรุกคือการเข้าไปมีบทบาทตลอดห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและกำหนดทิศทางอุปทานได้บางส่วน

 

1.คลังสำรองน้ำมัน บทเรียนจาก Oil Shock ยุค 70s – เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงระบุว่า ญี่ปุ่นจะปล่อยคลังสำรองน้ำมัน ตามมติของ IEA 80 ล้านบาร์เรล ถือเป็นตัวเลขมากที่สุดในประวัติการณ์ โดยแบ่งเป็นการปล่อยน้ำมันสำรองภาคเอกชนในวันที่ 16 มีนาคม และภาครัฐในวันที่ 26 มีนาคม

 

ตามรายงานในหน้าสื่อ ญี่ปุ่นมีคลังน้ำมันสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและ สหรัฐฯ โดยข้อมูลจาก Nikkei Asia ระบุว่า ในปี 2025 ปริมาณน้ำมันสำรองฉุกเฉินอยู่ที่ 470 ล้านบาร์เรล เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศราว 254 วัน ซึ่งแบ่งเป็นสัดส่วนปริมาณสำรองของรัฐบาล 146 วัน, ภาคเอกชน 101 วัน และส่วนที่เหลือเป็นคลังใช้ร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

 

ขณะที่ IEA ระบุในปี 2026 ว่า ญี่ปุ่นมีปริมาณน้ำมันสำรองเทียบเท่า 206 วัน ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม G7 เช่น สหราชอาณาจักร 120 วัน และฝรั่งเศส 122 วัน

 

สาเหตุที่ญี่ปุ่นมีคลังน้ำมันสำรองมากที่สุด เพราะวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1973 หลังกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง คว่ำบาตรสหรัฐฯ ชาติพันธมิตรยุโรป รวมถึงญี่ปุ่นจากการสนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์

 

ปรากฏว่า ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบมหาศาล คือเผชิญราคาน้ำมันพุ่งสูง ประชาชนแห่กักตุนสินค้า ทั้งน้ำมัน ผงซักฟอก และกระดาษชำระ ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศหดตัวครั้งแรกในปี 1974 นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

 

บทเรียนที่ได้จากวิกฤตในครั้งนั้นทำให้ญี่ปุ่นมีกฎหมายสำรองน้ำมันตั้งแต่ปี 1975 ที่ระบุชัดเจนว่า เอกชนต้องมีปริมาณสำรองอย่างน้อย 90 วัน ขณะที่ในปี 1978 มีการจัดตั้งระบบคลังน้ำมันแห่งชาติเพื่อสำรองปริมาณน้ำมันอย่างเป็นทางการ

 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีคลังสำรองน้ำมัน 10 แห่งทั่วประเทศ โดยจุดยุทธศาสตร์คือ ฐานชิบูชิในจังหวัดคาโกชิมะ เกาะคิวชู

 

2. มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน เกมรุกด้านพลังงานของญี่ปุ่น – นอกจากการสำรองปริมาณน้ำมัน ยุทธศาสตร์พลังงานของญี่ปุ่นรับมือวิกฤต คือ การเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงการลงทุนและปลดล็อกอุปทานในระยะยาว

 

วิธีที่ญี่ปุ่นใช้คือ การเข้าไปเป็นเจ้าของเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติ ถือหุ้นในโครงการส่งออก หรือลงทุนแหล่งต้นน้ำในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง รวมถึงยังถือหุ้นโครงการพลังงานรัสเซียอย่าง Sakhalin 1 และ 2

 

ขณะที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการเหล่านี้ผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (Japan Bank for International Cooperation) และองค์กรประกันการส่งออกและการลงทุนแห่งญี่ปุ่น (Nippon Export and Investment Insurance)

 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีสัญญาก๊าซธรรมชาติ 70 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าความต้องการในประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ทั้ง ‘ใช้’ และ ‘ขาย’ กล่าวคือ เมื่อญี่ปุ่นอยู่ในภาวะปกติ ก็ขายก๊าซธรรมชาติต่อให้ประเทศอื่น แต่ในวิกฤตก็สามารถดึงกลับมาใช้เองได้

 

อนึ่ง คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า โมเดลดังกล่าวช่วยสร้างเสถียรภาพด้านอุปทานและราคา และอาจเป็นแนวทางที่สหภาพยุโรปนำไปใช้ได้ในอนาคต

 

รัฐบาลญี่ปุ่นรับมือวิกฤตพลังงาน 2026 อย่างไรบ้าง?

 

1. รัฐบาลออกมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง – วันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศตรึงราคาน้ำมันเบนซินไว้ที่ราว 170 เยนต่อลิตร (ประมาณ 36 บาท) หลังราคาพุ่งถึง 190 เยนต่อลิตร (ประมาณ 40 บาท) ทำสถิติสูงสุดจากสงครามอิหร่าน

 

นอกจากนี้ทางการระบุว่า จะใช้เงินอุดหนุน 30 เยนต่อลิตร ซึ่งมีผลกับน้ำมันดีเซล, น้ำมันเตา และน้ำมันก๊าด โดยคาดว่า อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ที่มาตรการจะบังคับใช้จริง เนื่องจากต้องรอให้น้ำมันสต็อกเดิมถูกแทนที่ด้วยน้ำมันที่ได้รับเงินอุดหนุน

 

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า หากราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง รัฐบาลอาจปรับราคาเพดานเป็น 180-190 เยนต่อลิตร (ประมาณ 38 – 40 บาท) โดยชี้ว่า รัฐบาลใช้เงินสำรองอุดหนุนไปตลอดไม่ได้

 

2. อนุมัติมาตรการใช้จ่ายฉุกเฉิน 5 ล้านล้านเยน – (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและอาหาร โดยสำนักข่าว Anadolu รายงานว่า มาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากการประชุมระดับสูง ซึ่งทาคาอิจิเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ

 

เงินใช้จ่ายฉุกเฉินจะถูกนำไปใช้ในนโยบายแจกเงินสดในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย และขยายมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและก๊าซไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 หลังญี่ปุ่นต้องเผชิญราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นถึง 27.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

 

3. สื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา – ล่าสุด กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่นโพสต์ข้อความทางโซเชียลฯ ขอให้ประชาชนงดการกักตุนกระดาษทิชชู่ โดยระบุว่า วัสดุผลิตส่วนใหญ่มาจากในประเทศ ไม่ได้พึ่งพาจากตะวันออกกลาง พร้อมย้ำว่า ขณะนี้มีกำลังการผลิตเพียงพอ และขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

 

นอกจากนี้ กระทรวงยังแนบลิงก์จากแถลงการณ์สมาคมอุตสาหกรรมกระดาษใช้ในครัวเรือนของญี่ปุ่นเพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจ หลังมีรายงานว่า กระดาษชำระขาดตลาดในบางพื้นที่ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นข่าวปลอมที่ถูกแอบอ้าง

 

4. ถอยพลังงานสะอาดชั่วคราว เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเข้าร่วมการประมูลในตลาดกำลังผลิตไฟฟ้า ถือเป็นนโยบายลดความเสี่ยงจากการใช้น้ำมันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และปรับทิศทางชั่วคราวจากเดิมที่ตั้งเป้าว่า ญี่ปุ่นจะลดการใช้ถ่านหินเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ปี 2050

 

ภาพ: Kyodo via Reuters

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising