นาทีนี้ไม่ว่าคนซื้อหรือคนขายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ของแพงไปหมด!’ โดยมีชนวนเหตุสำคัญอย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ที่ขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นเอฟเฟกต์โดมิโน่ที่กำลังกระทบไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จงใจ กิจแสวง หรือที่รู้จักในนาม ‘เจ้จง’ กับ ศิริลักษณ์ เริงวิจิตรา ผู้เป็นลูกสาว เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ธุรกิจร้านอาหารกำลังเจอแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยปัจจุบันต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เมื่อพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียด พบว่าวัตถุดิบหลักซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของราคาขาย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาหมูสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ขณะที่ข้าวสารกระสอบขนาด 49 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 1,400 บาท ด้านต้นทุนพลังงานคิดเป็น 15-20% ของต้นทุนรวม โดยค่าแก๊สเฉลี่ยอยู่ที่ 430 บาทต่อถัง และต้นทุนแรงงานอยู่ที่ประมาณ 15%
ขณะเดียวกัน ยังมีต้นทุนที่ควบคุมได้ยากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำจิ้มแจ่วที่ได้รับผลกระทบจากราคาพริกป่น ทำให้ต้นทุนปรับขึ้นจากเดิมไม่เกิน 1,450 บาท เป็น 1,650 บาทต่อลัง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมตักราดในปริมาณมาก ยิ่งทำให้ต้นทุนของร้านเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์และน้ำมันพืชก็ทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้น ทั้งถุงพลาสติกที่เพิ่มขึ้น 1,000 บาทต่อกระสอบ กล่องอาหารเพิ่มขึ้นใบละ 50 สตางค์ และน้ำมันพืชอยู่ที่ 650 บาทต่อลัง
ในส่วนของค่าขนส่งก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน โดยค่าเติมน้ำมันสำหรับรถขนส่งจากครัวกลางย่านพระราม 4 ไปยังสาขา เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็น 2,500 บาทต่อคัน
“แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ทางร้านยังคงตรึงราคาขายเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค โดยข้าวหมูทอดยังคงจำหน่ายในราคาจานละ 32 บาท และแบบใส่ถุงเริ่มต้นที่ 27 บาท พร้อมให้ลูกค้าเติมข้าวฟรีเช่นเดิม ซึ่งเป็นราคาที่ตรึงมานานกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต้นทุนยังคงรุนแรง อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยจะปรับขึ้นเพียง 1-2 บาทต่อรายการเท่านั้น”
ปัจจุบัน ร้านหมูทอดเจ๊จงมีทั้งหมด 28 สาขา ครอบคลุมทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาด และร้านข้าวแกง โดยมีการแบ่งหน้าที่บริหารภายในครอบครัว ขณะที่สาขาในห้างมีราคาเริ่มต้นที่ 45 บาท เนื่องจากมีต้นทุนและรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกัน
ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นวัยทำงาน และในช่วงเทศกาล
สงกรานต์ปีนี้ คาดว่ายอดขายในกรุงเทพฯ จะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนเลือกไม่เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังสูง
เจ้จงพร้อมยอมรับว่า ปีนี้การทำธุรกิจเหนื่อยและหนักกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก และอยากฝากถึงภาครัฐ ในฐานะผู้ประกอบการ เราต้องการให้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้สามารถวางแผนสต็อกสินค้าและบริหารต้นทุนขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์ของร้านหมูทอดเจ๊จงสะท้อนภาพที่ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ เมื่อต้นทุนแทบทุกรายการปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน แต่การขึ้นราคาขายกลับเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่มีใครอยากทำ ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง


