×

ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

06.04.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกประกอบข่าว 'ผ่าปฏิบัติการ 36 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักบินสหรัฐฯ เครื่องบินรบตกในอิหร่าน'

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันความสำเร็จในภารกิจค้นและช่วยเหลือนักบิน 1 นาย ของเครื่องบินขับไล่ F-15E ที่สูญหายไปหลังเครื่องบินถูกยิงตกเหนือจังหวัดอิสฟาฮาน ในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน

 

เหตุการณ์ถือเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกโดยฝ่ายศัตรูในรอบกว่า 20 ปี

 

โดยนักบินยศพันเอกรายนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ รอดชีวิตมาได้ หลังจากดีดตัวออกจากเครื่องบิน ก่อนจะเอาตัวรอดด้วยการหลบซ่อนอยู่บนภูเขานานกว่า 36 ชั่วโมง

 

ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือนี้ เกิดขึ้นทันทีท่ามกลางความเร่งด่วนและความเสี่ยงสูง โดยมีการส่งหน่วยคอมมานโดกว่า 100 นาย พร้อมเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์กว่าสิบลำเข้าร่วม

 

ภารกิจสุดระทึกนี้ เกือบจะพบกับความล้มเหลว ในขณะที่อิหร่านพยายามขัดขวางและตั้งค่าหัวกว่า 6 หมื่นดอลลาร์ เพื่อล่าตัวนักบินอเมริกันแบบเป็นๆ

 

และนี่คือเบื้องหลังปฏิบัติการสุดอันตรายที่เกิดขึ้น

 

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ยังตึงเครียด ปรากฏรายงานที่ทำให้รัฐบาลวอชิงตันต้องตกตะลึง หลังเครื่องบินขับไล่ F-15E ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตกในพื้นที่เทือกเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน เมื่อช่วงเช้าของวันศุกร์ (3 เมษายน) โดยนักบิน 2 นาย ถูกบังคับให้ดีดตัวออกจากเครื่อง ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินพร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือในทันที

 

นักบิน 1 นายได้รับการช่วยเหลือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ แม้เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยที่นำนักบินไปส่งยังที่ปลอดภัยจะได้รับความเสียหายจากการถูกยิงด้วยอาวุธขนาดเล็ก จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ในที่สุดก็ลงจอดอย่างปลอดภัยในดินแดนที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

 

ขณะที่เครื่องบินอีกลำ คือ A-10 Thunderbolt II หรือเรียกสั้นๆ ว่า Warthog ก็ถูกโจมตีได้รับความเสียหาย ทำให้นักบินต้องดีดตัวออกจากเครื่องบินเหนืออ่าวเปอร์เซียและได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ กลับไม่พบตัวพันเอกผู้เป็นนักบิน F-15E อีก 1 นาย โดยเขาสูญหายในดินแดนของศัตรู และมีอาวุธเป็นปืนพก พร้อมกับเครื่องส่งสัญญาณสื่อสารและระบุตำแหน่งแบบเข้ารหัส

 

สถานะของเขาถูกกำหนดให้เป็น ‘DUSTWUN’ ซึ่งเป็นศัพท์ทางการทหารที่หมายถึง สถานะในการการปฏิบัติหน้าที่คือ “ไม่ทราบที่อยู่ (Whereabouts Unknown)”

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง CIA จึงได้เริ่มปฏิบัติการปล่อยข่าวหลอก โดยเผยแพร่ข่าวภายในอิหร่านว่า กองทัพสหรัฐฯ พบตัวนักบินแล้วและกำลังเคลื่อนย้ายเขาออกจากประเทศ

 

นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการเพิ่มเติมด้วยการส่งสัญญาณรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทิ้งระเบิดถนนสายสำคัญรอบๆ บริเวณที่นักบินหายตัวไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเข้าใกล้

 

ในวันต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้เวลาช่วงเช้าอยู่ในห้องติดตามสถานการณ์กับพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก่อนที่ทรัมป์ จะได้รับข้อมูลอัปเดตจาก CIA ว่าสามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของนักบิน ที่สูญหายหลังตกลงไปในพื้นที่เทือกเขาทางใต้ของเมืองอิสฟาฮานได้

 

ความเร่งด่วนของภารกิจช่วยเหลือทำให้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอื่นๆ ที่วางแผนไว้ถูกระงับชั่วคราว และหันไปทุ่มความพยายามในภารกิจช่วยเหลือนักบินอเมริกันเพื่อไม่ให้กลายเป็นตัวประกันของอิหร่าน

 

ขณะที่นักบินรายนี้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนเทคนิคการเอาชีวิตรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบเลี่ยง (Survival, Evasion, Resistance and Escape : SERE) หากถูกยิงตกหลังแนวข้าศึก พยายามหาทางรอดจากอิหร่านด้วยการหลบซ่อนตัว

 

โดยเขาข้อเท้าแพลงและต้องซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกบนยอดเขา และเมื่อมีโอกาสจึงได้ส่งข้อความขอความช่วยเหลือ ด้วยการติดต่อทางวิทยุไปยังกองทัพสหรัฐและยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่า หน่วยคอมมานโดที่เข้าไปช่วยเหลือจะไม่ตกอยู่ในกับดัก

 

ภารกิจสุดอันตรายเกือบล้มเหลว

 

ปฏิบัติการค้นหาเดินหน้าอย่างตึงเครียดและแข่งกับเวลา โดยเฮกเซธโทรศัพท์รายงานความคืบหน้าให้ทรัมป์ทราบเป็นระยะ ในขณะที่หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ และกองทัพอิหร่านพร้อมด้วยกองกำลังติดอาวุธ ต่างแข่งกันหาตัวนักบินรายนี้

 

อิหร่านแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ต้องการจับตัวนักบินอเมริกันแบบเป็นๆ และตั้งเงินรางวัลค่าหัวเขาสูงถึง 66,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.1 ล้านบาท)

 

โดยคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่ได้รับการยืนยัน ปรากฏให้เห็นกลุ่มติดอาวุธขณะกำลังพยายามค้นหาตัวนักบินอเมริกัน

 

ทางด้าน CIA ได้ติดตามจนทราบพิกัดที่แน่นอนของนักบิน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รอยแยกบนภูเขา และได้ส่งข้อมูลต่อไปยังเพนตากอน

 

ทรัมป์เผยว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่วางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ ได้เฝ้าติดตามตำแหน่งของนักบิน ‘ตลอด 24 ชั่วโมง’

 

“เจ้าหน้าที่ (นักบิน) คนดังกล่าว ถูกศัตรูของเราไล่ล่า และพวกเขากำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกชั่วโมง” ทรัมป์ กล่าว

 

ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดใส่ขบวนรถของกลุ่มติดอาวุธอิหร่านเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบไปใกล้พิกัดของนักบินรายนี้

 

ปฏิบัติการค้นหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ภายใต้ความมืดมิด หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ ที่แทรกซึมเข้าไปในอิหร่านอย่างลับๆ ปีนขึ้นไปบนสันเขาความสูง 2,100 เมตร ก่อนจะเข้าช่วยเหลือนักบินชาวอเมริกันที่ซ่อนตัวอยู่ออกมาได้อย่างปลอดภัยและนำตัวเขาไปยังจุดนัดพบลับก่อนรุ่งสางของวันอาทิตย์ (5 เมษายน)

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินขนส่ง MC-130 จำนวน 2 ลำ ที่ใช้ขนส่งหน่วยคอมมานโดเข้าไปในอิหร่าน และจอดอยู่ในสนามบินร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากเมืองอิสฟาฮาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร กลับประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องจนทำให้ไม่สามารถบินขึ้นได้

 

จุดที่เครื่องบินจอดอยู่นั้น เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ใต้จมูกของกองทัพอิหร่านเลยทีเดียว ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้หน่วยคอมมานโดและนักบินอเมริกันที่ได้รับการช่วยเหลือ เผชิญความเสี่ยงที่จะติดอยู่หลังแนวข้าศึก

 

วินาทีคับขันดังกล่าว ทำให้ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจเดิมพันด้วยความเสี่ยงสูง สั่งการให้ส่งเครื่องบินเพิ่มเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือหน่วยคอมมานโดและนักบิน ซึ่ง Reuters รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าว ว่าเครื่องบินที่ถูกส่งไปเพิ่มเป็นเครื่องบินแบบใบพัดที่มีขนาดเล็กกว่า MC-130 มาก และมีน้ำหนักเบา สามารถลงจอดในสนามบินขนาดเล็กได้

 

ขณะที่การนำตัวหน่วยคอมมานโดและนักบินออกจากอิหร่าน ใช้วิธีแบ่งเป็นกลุ่มย่อยและทยอยนำตัวออกมาทีละกลุ่มเป็นระยะๆ ซึ่งการตัดสินใจนี้ทำให้หน่วยคอมมานโดต้องรออยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดเป็นเวลาหลายชั่วโมง

 

“ถ้าจะมีช่วงเวลาที่แบบ ‘ตกใจสุดขีด’ ก็คือช่วงนั้นแหละ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้สัมภาษณ์ Reuters โดยให้เครดิตกับการตัดสินใจที่ฉับไวว่าเป็นสิ่งที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้

 

การเดิมพันดังกล่าวได้ผล หน่วยคอมมานโดพร้อมทั้งนักบินได้รับการช่วยเหลือออกมาจากอิหร่านได้ทั้งหมด ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องทำลายเครื่องบิน MC-130 2 ลำ ที่ขึ้นบินไม่ได้ พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์อีก 4 ลำ แทนที่จะเสี่ยงทิ้งอุปกรณ์สำคัญไว้เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของระบอบการปกครองอิหร่าน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีการเปิดเผยชื่อนักบินที่ได้รับการช่วยเหลือ แต่มีรายงานจากแหล่งข่าวว่าเขาถูกส่งตัวไปรักษาที่คูเวต โดยทรัมป์เปิดเผยว่า “นักบินรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส” แต่มั่นใจว่า “เขาจะปลอดภัย”

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าต้นทุนของภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ อาจสูงถึง 300-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9.7 พันล้านบาท – 1.6 หมื่นล้านบาท) จากความเสียหายของเครื่องบินที่ถูกทำลาย ซึ่งเครื่องบิน MC-130 นั้นมีมูลค่าลำละกว่า 100 ล้านดอลลาร์

 

ทางด้านสื่อของรัฐบาลอิหร่าน ยังได้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอที่อ้างว่า เป็นซากเครื่องบินอเมริกันหลายลำที่ถูกทำลายโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ

 

โดยวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Fars ของอิหร่าน แสดงให้เห็นซากที่ไหม้เกรียมของเครื่องบิน MC-130 2 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ MH-6 Little Bird อีก 4 ลำ

 

ขณะที่กองทัพอิหร่านอ้างว่า “ภารกิจล่อลวงและหลบหนีของทหารอเมริกันที่สนามบินร้างทางตอนใต้ของอิสฟาฮานนั้นถูกขัดขวางอย่างสิ้นเชิง”

 

โดยสื่อทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงโดรนของสหรัฐฯ ตกเหนืออิสฟาฮาน ในขณะที่กำลังค้นหานักบินที่หายไป

 

ภาพ : Social Media/via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising