นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า อิหร่านตัดสินใจโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf States) โดยหวังให้ประเทศเหล่านี้ไปกดดันให้สหรัฐอเมริกา ให้ยุติการโจมตีในอิหร่าน แต่ผลกลับ ‘ตรงกันข้าม’ การกระทำดังกล่าวทำให้ประเทศในอ่าวอาหรับ รวมถึงอังกฤษและฝรั่งเศส หันมาร่วมมือทางการทหารและสนับสนุนสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง ‘ท่าทีที่สวนทางกันจากฝ่ายอิหร่าน’ โดยเฉพาะแนวทางนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง ก็ชวนให้นักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่า ใครคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของอิหร่านในช่วงที่ประเทศเผชิญศึกสงครามและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเช่นนี้
โดยท่าทีจากฟากฝั่งรัฐบาล มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านได้ออกมากล่าวขอโทษประเทศเพื่อนบ้าน โดยอธิบายว่าอิหร่านไม่ได้มีเจตนาละเมิดอธิปไตยของประเทศเหล่านั้น แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือฐานทัพและศูนย์ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ในทางกลับกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง ได้ออกมาขู่ว่าอิหร่านจะโจมตีต่อไปอย่างหนักหน่วง หากประเทศในภูมิภาคยังปล่อยให้สหรัฐฯ หรืออิสราเอลใช้ดินแดน น่านฟ้า หรือฐานทัพของตนในการโจมตีอิหร่าน
โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงในอิหร่าน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความสับสนในการสื่อสารนี้ เป็นเพราะฝ่ายการเมือง เช่น ประธานาธิบดี มีหน้าที่บริหารงานทั่วไป แต่ในเรื่องยุทธศาสตร์ นโยบายต่างประเทศ และความมั่นคง อำนาจชี้ขาดที่แท้จริงอยู่ที่สำนักงานผู้นำสูงสุดและกองกำลัง IRGC โดยเฉพาะในยามสงคราม
แม้ประธานาธิบดีอิหร่านจะกล่าวขอโทษแล้ว แต่การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ‘ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง’ ในหลายประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ยูเออี บาห์เรน ซึ่งโรงผลิตน้ำจืดถูกโจมตี และคูเวต ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 คน
ท่าทีของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และสหรัฐฯ
ปัจจุบันประเทศเหล่านี้สามารถสกัดกั้นการโจมตีของอิหร่านได้เป็นส่วนใหญ่ และแม้จะประณามว่าการกระทำของอิหร่านเป็น ‘ภัยคุกคามที่อันตราย’ แต่ก็ยังไม่ได้ใช้กำลังทหารตอบโต้อิหร่านโดยตรง เนื่องจากหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรงและผลกระทบทางการเมือง จากการถูกมองว่าร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีชาติมุสลิมด้วยกัน
ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความโจมตีอิหร่านโดยตีความคำขอโทษของประธานาธิบดีอิหร่านว่าเป็น ‘การยอมแพ้’ แต่นักวิเคราะห์ฝั่งอิหร่านโต้แย้งว่า ข้อสรุปของทรัมป์นั้นไม่เป็นความจริง เพราะอิหร่านเพียงแค่เรียกร้องไม่ให้เพื่อนบ้านให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน
การแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่
อิหร่านได้แต่งตั้ง ‘โมจตาบา คาเมเนอี’ (Mojtaba Khamenei) ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด เพื่อนำพาสาธารณรัฐอิสลามผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 47 ปี โดยบรรดาผู้นำระดับสูง กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองทัพ ต่างรีบออกมาประกาศสนับสนุนผู้นำสูงสุดคนใหม่ทันที
นักวิเคราะห์เชื่อว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่น่าจะมีบทบาทสำคัญให้การลดทอนความสับสนในแนวทางการดำเนินนโยบาย รวมถึงกระชับแน่นโครงสร้างอำนาจต่างๆ ของอิหร่านอีกครั้ง ทั้งยังมองว่า การเลือกโมจตาบาขึ้นสู่อำนาจสะท้อนว่า ขั้วอำนาจฝ่ายสายแข็ง (Hardline) ยังคงคุมอำนาจเบ็ดเสร็จในโครงสร้างการปกครองของอิหร่าน และสัญญาณนี้บ่งชี้ว่า รัฐบาลอิหร่านอาจไม่มีความปรารถนาที่จะทำข้อตกลงหรือเจรจาใดๆ ในระยะสั้น ในขณะที่สงครามกำลังก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง
แฟ้มภาพ: Iran’s Presidential website / WANA (West Asia News Agency) / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/8/why-are-iranian-leaders-sending-mixed-messages-on-gulf-attacks
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/8/iran-names-khameneis-son-as-new-supreme-leader-after-fathers-killing-2
- https://edition.cnn.com/2026/03/08/politics/iran-war-week-two-military-momentum-economic-pressure-mcgurk


