ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล้ว จำนวนไม่น้อยได้หายไปจากวงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอายุ หลายคนตายไปแล้ว หลายคนผลงานตกลงไปจน ‘หมดสภาพ’ อย่างไรก็ตาม ความเป็น ‘ตำนาน’ ก็ยังคงอยู่
เหตุผลเพราะ ‘ความรุ่งโรจน์’ ที่พวกเขาได้ทำไว้นั้น ฝังอยู่ในใจของสังคมนักลงทุน อย่างน่าประทับใจ หรือไม่ก็เพราะกลยุทธ์หรือหลักการที่พวกเขาใช้นั้น มีความเป็น ‘ต้นแบบใหม่’ ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและเป็นหลักการที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ทำให้บางคนกลายเป็น ‘บิดา’ ของการลงทุนบางอย่างสำหรับบางคน ที่สนใจการลงทุนแบบนั้น
วันนี้เรามารวบรวม ‘ตำนานนักลงทุน’ ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ ‘บทเรียน’ ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ ‘ชาญฉลาด’ เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่ง เกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี
คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ
เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น ‘ตำนานของนักเก็งกำไร’ สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ ‘โมเมนตัม’ ของหุ้นสิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ ‘จับกระแส’ ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ ที่สร้างชื่อเสียงมาก ก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี
คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ ‘เจ๊ง’ จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่ง ทั้ง 2 เล่มกลายเป็น ‘ไบเบิล’ ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้
หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว
คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น ‘ศิษย์เอก’ ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก ในช่วงเวลาหลายปี
กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้ายๆ กับเป็น ‘เจ้าของ’ และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลง มาจนอยู่ในระดับปกติพอๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้
นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง
คนที่ 4 คือ ฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้ายๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโต ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน ‘ภาคสนาม’ เรียกว่า ‘Scuttlebutt’ ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่างๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ ‘หุ้นโมโตโรร่า’ ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก
กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้ หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ ‘บิดา’ แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต
คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ ‘เซียน’ ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้งๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี
แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ตำนาน’ ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนีหรือ ‘Index Fund’ กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป
ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง ‘เซียน’ ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดังๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่า สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่น แทบทั้งหมด
คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น ‘ตำนาน’ นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า ‘Quant’ ซึ่งเป็น ‘ตัวเลขเชิงปริมาณ’ ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร
กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมา โดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น ‘การปฏิวัติการลงทุน’ อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้
คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมาก ตอนที่ ‘ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ’ ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า ‘ปล้นแบ้งค์ชาติไทย’ ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลายๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ ‘Macro Investing’ หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงินการเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ ‘เข้าโจมตี’ ทำกำไรมากมาย
กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี ‘Reflexibility’ ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ ‘Family Office’ และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป
คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุน ที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น ‘คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน’ ที่ ‘เหนือกว่ามืออาชีพ’ ชื่อ ‘One Up on Wall Street’ และ ‘Beating the Street’
กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า ‘GARP’ หรือ ‘Growth at a Reasonable Price’ โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่ หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น
ปีเตอร์ ลินช์ น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา ‘Burnout’ หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่
คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัว ต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม ‘Principles’ พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไป เป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่
ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง ‘Bridgewater’ ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์ การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยง โดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลังๆ นี้
คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรกๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ ‘VI’ และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุน ที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้ จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก
ภาพ: Khakimullin Aleksandr / Shutterstock

