×

กูรูแนะจับตาภาวะ Inverted Yield Curve สัญญาณเตือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงถดถอย

22.03.2022
Inverted Yield Curve

นักเศรษฐศาสตร์เตือนโอกาสเกิดภาวะ Inverted Yield Curve มีสูง หลัง Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยกดเงินเฟ้อแรง สะท้อนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยมากขึ้น 

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ประเมินว่า การออกมาส่งสัญญาณของเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเวลานี้อยู่ในระดับที่สูงเกินไป และ Fed จะทำทุกอย่างรวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากกว่า 0.25% เพื่อให้เกิดเสถียรภาพของระดับราคา (Price Stability) อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น หรือ Inverted Yield Curve 

 

“ตลาดตอบรับการส่งสัญญาณของประธาน Fed ค่อนข้างแรง เห็นได้จากบอนด์ยีลด์ตัว 2 ปี และ 5 ปี ที่ปรับสูงขึ้น ทำให้โอกาสที่เราจะได้เห็น Inverted Yield Curve มีความเป็นไปได้สูง โดย Inverted Yield Curve นี้มักจะเกิดก่อนที่เศรษฐกิจจะถดถอย แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป คงต้องจับตาดูท่าทีของ Fed ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ก่อนว่าจะถอนคันเร่งแรงแค่ไหน ถ้าคุมเงินเฟ้อมากเกินไปโอกาสเกิด Recession กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็มี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอได้” นริศกล่าว

 

อย่างไรก็ดี นริศระบุว่า โอกาสที่บอนด์ยีลด์ไทยจะวิ่งตามสหรัฐฯ จนเข้าสู่ภาวะ Inverted Yield Curve ในขณะนี้ยังไม่มี เนื่องจากบอนด์ยีลด์ไทยที่วิ่งตามสหรัฐฯ จะเป็นตัวยาว 10 ปี ขณะที่ตัว 2 ปี และ 5 ปี จะวิ่งใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นถึงแม้ว่าบอนด์ยีลด์ตัวสั้นของสหรัฐฯ จะวิ่งขึ้น ก็จะไม่ทำให้บอนด์ยีลด์ตัวสั้นของไทยวิ่งตาม เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยส่งสัญญาณชัดว่าจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว

 

“บอนด์ยีลด์ไทยจะชันขึ้น แต่ผลกระทบในแง่ต้นทุนการกู้ยืมที่ส่งผ่านมาคงมีไม่มาก เพราะภาคเอกชนไทยกู้ยืมผ่านธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งดอกเบี้ย MLR ก็อ้างอิงกับดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในระยะเวลา 3-5 ปี ต้นทุนอาจมีขึ้นตามไปบ้างแต่คงไม่มาก” นริศกล่าว

 

ด้านอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ระยะสั้นของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นเร็วกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ทำให้โอกาสที่ Yield Curve ของสหรัฐฯ จะมีความชันลดลง (Flattening) และเข้าสู่ภาวะ Flat Yield Curve ซึ่งจะเกิดก่อน Inverted Yield Curve มีสูงขึ้น 

 

อย่างไรก็ดียังมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่ใช่สัญญาณของ Recession แต่เป็นสัญญาณของสภาพคล่องในระบบที่มีสูง ประกอบกับความตกใจของเงินเฟ้อและความกังวลจากภาวะสงคราม โดยเชื่อว่าเมื่อ Fed มีการประกาศมาตรการ QT ที่ชัดเจนออกมา จะไปช่วยเร่งบอนด์ยีลด์ตัวยาวให้ขยับขึ้น เนื่องจาก Fed ต้องลดการถือครองลง

 

อมรเทพระบุว่า แม้ว่าผลกระทบในแง่การส่งผ่านต้นทุนการกู้ยืมจากภาวะดังกล่าวมายังภาคเอกชนไทยที่มีการระดมทุนจากหุ้นกู้อาจมีไม่มาก แต่ผลกระทบที่น่ากังวลและแรงกว่าจะเกิดผ่านอัตราแลกเปลี่ยน ที่เมื่อความต้องการดอลลาร์ในตลาดมีสูง เงินบาทจะอ่อนค่า โดยคาดว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าจาก 33.5 บาทต่อดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 34.5 บาทต่อดอลลาร์

 

“การอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้จะต่างจากปีที่ผ่านมา ที่เรามองว่าบาทอ่อนจะช่วยให้ส่งออกโต ช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตในยามที่ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น เพราะตอนนี้เรามีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ บาทอ่อนหมายถึงต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นด้วย เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ของแบงก์ชาติว่าจะดูแลเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอย่างไร” อมรเทพกล่าว


READ MORE




Latest Stories