ท่ามกลางแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางที่กำลังกดดันราคาพลังงานโลกและฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจหลายประเทศ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณชัดว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น หากแต่อยู่ที่ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% โดยประเมินว่าแรงกดดันจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกระทบทั้งต้นทุนภาคธุรกิจและกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก -0.1% ในปี 2025 มาอยู่ที่ 0.9% ในปีนี้ แม้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO ของ THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษกับ Peter Breuer Mission Chief for Thailand ของ IMF ในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ปีเตอร์อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประมาณการล่าสุดตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งจะไม่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและยาวนานกว่าคาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงในฉากทัศน์ที่เลวร้ายกว่า ซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดประมาณการอีกครั้ง
ความแตกต่างของตัวเลขเงินเฟ้อระหว่าง IMF ที่ประเมินไว้ 0.9% กับธนาคารแห่งประเทศไทยที่มองใกล้ 3% สะท้อน “สมมติฐานที่ต่างกัน” โดย IMF ใช้ข้อมูลที่ล็อกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง ขณะที่หน่วยงานในประเทศใช้ข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนราคาพลังงานที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น
ในด้านนโยบาย IMF แนะนำว่า ไทยควรเดินหน้าปรับราคาพลังงานในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดภาระการอุดหนุนและรักษา ‘พื้นที่ทางการคลัง’ (Fiscal space) พร้อมเน้นย้ำว่าการช่วยเหลือควรเป็นแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบางมากกว่าการอุดหนุนแบบครอบคลุมทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและยากต่อการดำเนินต่อเนื่อง
ด้านนโยบายการเงิน IMF มองว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ธนาคารกลางสามารถคงท่าทีผ่อนคลายได้ในระยะนี้ แต่ควรระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม (ดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยปัจจุบันคือ 1%) เพื่อเก็บเครื่องมือไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดช็อกใหม่จากภายนอก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัจจัยระยะสั้น IMF ชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และคุณภาพสินทรัพย์ที่เริ่มอ่อนแอลง กำลังบั่นทอนศักยภาพการเติบโต และลดประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ
ในระยะยาว IMF มองว่า ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว ภาคการท่องเที่ยวระดับโลก และทรัพยากรมนุษย์ แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับผลิตภาพของแรงงาน ขยับไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพิ่มความซับซ้อนของการส่งออก และใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขัน นอกจากนี้ การกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเปราะบางจากช็อกภายนอกในอนาคต
ท่ามกลางคำถามที่ว่าไทยกำลังกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ หรือไม่ IMF มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและต่อเนื่อง
“สิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงๆ คือเจตจำนงทางการเมือง” เจ้าหน้าที่ IMF ระบุ พร้อมชี้ว่า การปฏิรูปที่ยากในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเศรษฐกิจ การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและสังคม
บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลสามารถ “พาประชาชนไปด้วยกัน” และสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ระยะยาว แม้ต้องแลกกับความยากลำบากในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ในมุมนี้ วิกฤตพลังงานครั้งใหม่จึงไม่ใช่เพียงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทดสอบว่าประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดในการตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งสำคัญ ระหว่างการประคองสถานการณ์ระยะสั้น กับการปฏิรูปเพื่ออนาคตในระยะยาว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

