×

โลกใกล้ถังแตก IMF เตือน ‘สามสูง’ วิกฤตการคลัง หนี้พุ่ง ดอกเบี้ยแพง ความไม่แน่นอนสูง

16.04.2026
ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก IMF เรื่อง ‘สามสูง’ ประกอบด้วยหนี้สูง ดอกเบี้ยสูง และความเสี่ยงสูง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกใกล้ถังแตก

วันที่ 15 เมษายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ “ช่วงเปราะบาง” (Fragile Phase) อีกครั้ง ภายใต้แรงกดดันสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ ระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพพลังงานและการเงินโลก

 

‘สามสูง’ โลกใหม่: หนี้สูง ดอกเบี้ยสูง ความเสี่ยงสูง

 

รายงาน Fiscal Monitor เดือนเมษายน 2026 ระบุว่า หนี้ภาครัฐทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับเกือบ 94% ของ GDP ในปี 2025 และมีแนวโน้มจะทะลุ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นเพียงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ “ช่องว่างทางการคลัง” (Fiscal Gap) ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าหลายประเทศยังไม่สามารถปรับสมดุลรายรับรายจ่ายเพื่อหยุดการเพิ่มขึ้นของหนี้ได้

 

IMF ชี้ว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่เพียง “ระดับหนี้” แต่คือ “ทิศทางของนโยบายการคลัง” ที่ยังคงขยายตัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน ส่งผลให้ดุลการคลังขั้นต้นยังอยู่ในภาวะขาดดุลต่อเนื่อง

 

ในขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยกำลังกลายเป็นแรงกดดันใหม่ โดยในหลายประเทศพัฒนาแล้ว ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับเกือบ 3% ของ GDP สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ธนาคารกลางทั่วโลกจะเริ่มเข้าใกล้ช่วงปลายของวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ย

 

แรงกระแทกพลังงาน: เมื่อสงครามส่งผ่านถึงเงินเฟ้อ

 

ภาพรวมดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่ง IMF ระบุว่าเป็น “แรงกระแทกใหม่” ที่ส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ภาวะการเงินที่ตึงตัว และความเชื่อมั่นที่ลดลง โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงาน ซึ่งรวมถึงหลายประเทศในเอเชียมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด

 

IMF ยังเตือนว่า “พื้นที่เชิงนโยบาย” (Policy Space) ของหลายประเทศกำลังจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนักในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ส่งผลให้ความสามารถในการรับมือกับ Shock ใหม่ ๆ ลดลง ขณะที่ความเสี่ยงในระบบการเงินยังคงอยู่ ทั้งจากการเติบโตของ Non-Bank Financial Institutions และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดพันธบัตรที่ทำให้ความผันผวนเพิ่มขึ้น

 

รายงานยังระบุถึงความเสี่ยงใหม่จากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งหากเกิดการปรับฐานรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงินโลกเพิ่มเติม

 

ไทยบนทางแพร่ง: กับดักนโยบายในโลกที่เปลี่ยนไป

 

แม้ IMF จะไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยโดยตรง แต่ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อ Shock ดังกล่าวมากที่สุด ทั้งในฐานะตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงาน และมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ซึ่งหมายความว่าแรงกระแทกจากราคาพลังงานมีแนวโน้มส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจไทยอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในรูปของเงินเฟ้อ ค่าไฟ และภาระทางการคลัง

 

ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดและตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด โดย วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในรอบนี้มีต้นตอมาจากฝั่งอุปทาน (supply-side inflation) ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเสี่ยงกดดันอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงจับตาเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Persistent Inflation) จนส่งผลต่อความคาดหวังเงินเฟ้อ (Inflation expectations) ซึ่งอาจทำให้ต้องพิจารณานโยบายเพิ่มเติมในระยะถัดไป

 

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยังประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับ “ผ่อนคลายเต็มที่แล้ว” และส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการปรับลดเพิ่มเติม โดยระบุว่าแนวโน้มของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในทิศทาง “คง” หรือ “ขึ้น” มากกว่า

 

ในฝั่งนโยบายการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างเข้าร่วมการประชุม IMF–World Bank Spring Meeting ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลอาจต้องพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ไปสู่ระดับ 80% ของ GDP เพื่อรองรับความจำเป็นด้านการลงทุนและมาตรการดูแลเศรษฐกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP ยังไม่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่ม IMF และเชื่อว่าไทยยังคงมี “พื้นที่ทางการคลัง” (Fiscal Space) เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการคลังจำเป็นต้องดำเนินอย่างระมัดระวัง ไม่ฟุ่มเฟือย และสามารถพิจารณาขยายเพดานหนี้ได้ หากมีความจำเป็นในอนาคต

 

ดร.เอกนิติยังอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยมีความแตกต่างจากความกังวลที่ IMF ระบุไว้ เนื่องจากเป็นหนี้ภายในประเทศเป็นหลัก ไม่ได้พึ่งพาการกู้ยืมจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนจากภายนอก และทำให้รัฐบาลยังมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการภาระหนี้ได้ภายใต้กรอบที่มีอยู่

 

สำหรับมาตรการในปัจจุบัน เอกนิติระบุว่า การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ออกมาในลักษณะ “เฉพาะเจาะจง” (Targeted Measures) ยังอยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยการดำเนินนโยบายในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์เศรษฐกิจและความไม่แน่นอนจากภายนอก

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติเน้นว่า นอกจากการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินควบคู่กันคือ “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” (Economic Transition) ไปสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างฐานการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานเดิม ทำให้การขยายเพดานกลายเป็นประเด็นที่ต้องหารือกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างใกล้ชิด แม้ฝ่ายนโยบายจะยืนยันว่าไทยยังคงมีสถานะอยู่ในระดับ Investment Grade และมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำและต้นทุนการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูง

 

การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงการประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


READ MORE




Latest Stories