องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เตือนนานาชาติว่า ตลาดน้ำมันโลกอาจเข้าสู่จุดวิกฤตในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม หลังปริมาณน้ำมันสำรองอาจขาดแคลนในช่วงฤดูร้อน ขณะที่การส่งออกน้ำมันล็อตใหม่จากตะวันออกกลางยังไม่เพิ่มขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อวานนี้ (21 พฤษภาคม) ฟาติห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการ IEA กล่าวในระหว่างการบรรยายที่ Chatham House สถาบันวิจัยในกรุงลอนดอนถึงสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบันว่า IEA ยังสามารถระบายปริมาณน้ำมันออกมาได้เหมือนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
แต่ก็เตือนว่า ขณะนี้ ปริมาณคลังน้ำมันสำรองกำลังลดน้อยถอยลง เพราะไม่มีน้ำมันล็อตใหม่มาจากตะวันออกกลาง สวนทางกับความต้องการน้ำมันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนหรือช่วงฤดูท่องเที่ยว
“สถานการณ์นี้อาจจะยากลำบาก และเราอาจเข้าสู่จุดวิกฤตในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม หากเราไม่เห็นการปรับตัวที่ดีขึ้น”
บิโรลไม่ได้อธิบายลงรายละเอียดว่า ‘จุดวิกฤต’ คืออะไร แต่อธิบายสั้นๆ ว่า ปริมาณ 3 ส่วนในปัจจุบัน ได้แก่ ปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดก่อนเกิดสงคราม, การระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล และการดึงคลังน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์ออกมาใช้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้ได้
เขาย้ำว่า ไม่เคยเห็นวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งไหนที่ครอบงำภาคพลังงานขนาดนี้ ขณะที่แสดงความกังวลว่า พรรคการเมืองหัวรุนแรงในยุโรปอาจฉวยโอกาสครองอำนาจ เพราะสภาวะเงินเฟ้อที่กำลังเกิดขึ้น โดยอ้างว่า เป็นความล้มเหลวของระบอบการเมืองในปัจจุบัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ราคาน้ำมันถูกกำหนดจากกลไกระดับโลก
ผู้อำนวยการ IEA กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางออกที่สำคัญในการแก้ไขวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน คือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ โดยไร้เงื่อนไขใดๆ ในการเดินเรือผ่าน
ก่อนหน้านี้ บิโรลเคยเตือนว่า วิกฤตพลังงานโลกในครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันโลก 2 ครั้งในทศวรรษ 1970 คือ ปี 1973 และ 1979 รวมถึงวิกฤตขาดแคลนก๊าซในปี 2022 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในสงครามตะวันออกกลาง ทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไป 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ภาพ: Dronebase Dronebase / Reuters
อ้างอิง:


