×

เศรษฐกิจเจอโควิด-19 แบบนี้ เด็กจบใหม่จะไปหางานได้อย่างไรคะ

17.06.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 mins. read
  • ถ้าจัดการกับเศรษฐกิจไม่ได้ มาจัดการกับตัวเราเองดีกว่า ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ความต้องการคนที่มีคุณภาพต่อองค์กรอย่างไรก็ต้องมีอยู่ครับ แต่แค่แปลว่าการเลือกเฟ้นยิ่งเข้มข้นกว่าเดิม เขาต้องเลือกแล้วว่าเจ๋งจริงถึงจะรับ งั้นแปลว่าเราต้องไปเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองมากๆ จนบริษัทรู้สึกว่าอยากรับเราเข้าทำงาน 
  • ความเก่งของคนในตอนนี้ควรต้อง ‘รู้ลึก’ และ ‘รู้กว้าง’ คือมันต้องมีเรื่องที่น้องเจ๋งจริง รู้จริง เชี่ยวชาญจริง ขณะเดียวกันน้องต้องรู้เรื่องอื่นๆ เพื่อให้มาเชื่อมโยงกับสิ่งที่น้องเชี่ยวชาญได้ ยิ่งมีความรู้ที่หลากหลายยิ่งมีประโยชน์ เพราะโลกในอนาคต ไม่สิ…โลกตอนนี้ด้วยซ้ำ ต้องการมนุษย์ที่มีความรู้และทักษะหลากหลาย ไม่ใช่เก่งบนเรื่องเดียวแล้วจบเหมือนก่อน
  • ถ้าเป็นไปได้อย่าเก่งแค่ในสาขาที่เราเรียน น้องควรมีทักษะความรู้ที่หลากหลายแบบข้ามสายพันธุ์ ถ้าให้เจ๋งเลยนะ ไปเรียนรู้สิ่งที่คนในสาขาน้องไม่รู้ นั่นแหละจะทำให้น้องไม่เป็นมนุษย์เบสิก น้องจะมีความโดดเด่นขึ้นมา ถ้าน้องรู้สิ่งที่คนในสาขาน้องรู้อยู่แล้ว น้องก็จะเป็นเหมือนคนอื่น

Q: เครียดมากเลยค่ะที่ต้องมาเรียนจบเอาตอนที่มีโควิด-19 แบบนี้ เศรษฐกิจคงแย่ไปอีกนาน แล้วหนูจะไปหางานได้อย่างไรคะ เขาก็คงไม่เปิดรับคนเพิ่ม หรือถึงรับเพิ่มก็คงเอาคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กจบใหม่อยู่ดี

 

A: ยินดีกับน้องด้วยครับที่กำลังจะเรียนจบ น่าชื่นชมนะครับที่เทอมสุดท้ายของน้องซึ่งต้องเจอทั้งการเรียนและการสอบแบบออนไลน์อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ไหนจะต้องเจอความเครียดจากโรคระบาด การออกไปไหนไม่ได้ มีข้อจำกัดในชีวิตมากขึ้น และอีกหลายคนที่เรียนไปด้วยและทำงานหาเงินมาจ่ายค่าเทอมก็คงได้รับผลกระทบไม่น้อย ต้องจัดการทั้งเรื่องรายได้และเรื่องเรียนให้รอด แต่ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเจออะไรกันมา พวกน้องๆ ก็ยังประคับประคองตัวเองให้เรียนจบได้

 

นั่นก็เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า เมื่อน้องเจอโจทย์ชีวิตที่ไม่เคยเจอมาก่อน (ซึ่งบัณฑิตรุ่นก่อนๆ เขาก็ไม่เคยต้องเจอแบบนี้นะ) น้องก็ยังสามารถเอาตัวรอดมาจนได้ พี่คิดว่า จากนี้ไปน้องก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

 

ทีนี้จากที่น้องส่งคำถามมาว่า เศรษฐกิจมันเป็นแบบนี้หนูจะไปหางานได้อย่างไร เขาต้องไม่รับเด็กจบใหม่แน่เลย อันนี้จริงๆ พี่เข้าใจว่าทุกคนก็มีความกังวลหมดแหละ ลำพังแค่ตอนสถานการณ์ปกติ คนที่เรียนจบมาก็ยังกังวลเลยว่าจะหางานได้ไหม แต่บัณฑิตรุ่นโควิด-19 น่าจะกังวลเป็นพิเศษเพราะเห็นอยู่ว่าเศรษฐกิจไม่ดีแน่ๆ 

 

แต่สิ่งที่พี่จะบอกก็คือ ถ้าเราจะเอาเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีมาเป็นข้ออ้างว่าที่เราหางานไม่ได้ก็เพราะเศรษฐกิจไม่ดี มันก็จะไม่พาเราไปไหนต่อได้ เพราะลำพังตัวเราควบคุมเศรษฐกิจไม่ได้ มันเป็นปัญหาที่เราคนเดียวแก้ไม่ได้ ทีนี้พอเราไปโฟกัสที่ปัญหาที่มันแก้ไม่ได้ เราก็จะไม่เจอทางออก เช่น เศรษฐกิจไม่ดีเราเลยหางานไม่ได้ งั้นแปลว่าเราต้องรอให้เศรษฐกิจดีก่อนเราถึงค่อยหางานสิ ซึ่งประเมินแล้วแบบเอาความจริงมาพูด เราก็คงต้องอยู่ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้อีกยาว 

 

ถ้าจะบอกน้องก็คือ ตอนนี้เราโฟกัสที่โควิด-19 อย่างเดียว แต่เอาจริงๆ โควิด-19 มันเป็นแค่หนึ่งในปัญหาที่เราเจอ มันมีอีกหลายปัญหาที่รอเราอยู่ สหรัฐฯ นี่ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้กับพี่ทรัมป์ ขั้วอำนาจโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ไม่รู้ สงครามการค้าอีก แล้วตีๆ กันอยู่นี่อย่าลืมว่าโลกร้อนไม่รอใครนะครับ พอสมดุลของสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน โรคภัยอื่นๆ ก็จะตามมาอีก แล้วฝุ่น PM2.5 ที่เราเห่อๆ กันก่อนหน้านี้ก็ยังอยู่นะครับ ไม่ได้หายไปไหน โอ๊ย! อีกหลายปัญหา

 

เอาจริงๆ ถ้าบอกว่า “เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้แล้วหนูจะหางานได้อย่างไร” มันคงเป็นคำถามที่ถามกันไปอีกนานแหละครับ ไม่ใช่แค่โควิด-19 แน่นอน (ตอนยังไม่มีโควิด-19 มันก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะ ฮ่าๆ) เพราะฉะนั้นคำว่าเศรษฐกิจไม่ดีมันอยู่กับเราอีกนาน และการจะอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดีไง เราเลยหางานไม่ได้ มันก็จะทำให้เราไปไหนต่อไม่ได้ 

 

พอมองเห็นปัญหาแล้วโฟกัสแต่สิ่งที่แก้ไม่ได้ด้วยตัวเอง มันจะท้อครับ มันจะไม่เกิดการหาทางออก มันจะวนอยู่ที่เดิม แบบเดียวกับที่มองเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดีเราเลยหางานไม่ได้ อย่างไรเราก็แก้ให้เศรษฐกิจดีไม่ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่คำถามคือ แล้วปัญหาอะไรล่ะที่เราแก้ได้ด้วยตัวเอง

 

สิ่งที่เราทำได้คือ ‘เปลี่ยนคำถาม’ ครับ

 

เวลาเราเจอปัญหาเราจะมีคำว่า What if? อยู่ในหัว เช่น ก็เศรษฐกิจมันไม่ดีไง เราถึงหางานไม่ได้ ถ้าเศรษฐกิจดีเราก็หางานได้ไปแล้ว ซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้วมันก็ไม่ได้คำตอบสักที คิดแล้วปวดหัวครับ 

 

แต่ถ้าเราเปลี่ยนจาก What if? มาเป็นคำถามว่า What’s next? เป็นแบบนี้แล้วอย่างไรต่อ สถานการณ์มันเป็นแบบนี้ แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่เราทำได้ What’s next? มันทำให้เราไปต่อได้ เพราะมันทำให้เราเข้าใจปัญหา ยอมรับปัญหา ตั้งหลักแล้วกลับมาดูว่าจากเงื่อนไขที่มี เราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร มากไปกว่าการวนอยู่กับปัญหาแล้วไปต่อไม่ได้

 

ถ้าจัดการกับเศรษฐกิจไม่ได้ มาจัดการกับตัวเราเองดีกว่า ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ความต้องการคนที่มีคุณภาพต่อองค์กรอย่างไรก็ต้องมีอยู่ครับ แต่แค่แปลว่าการเลือกเฟ้นยิ่งเข้มข้นกว่าเดิม เขาต้องเลือกแล้วว่าเจ๋งจริงถึงจะรับ งั้นแปลว่าเราต้องไปเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองมากๆ จนบริษัทรู้สึกว่าอยากรับเราเข้าทำงาน เจ๋งจนต้องรีบคว้าไว้ ว่างั้นเถอะ!

 

พอเปลี่ยนโฟกัสจากคำว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาโฟกัสที่การเพิ่มคุณค่าในตัวเอง รู้สึกว่ามีทางออกไหมครับ และที่สำคัญ เห็นไหมครับว่ามันมีสิ่งที่เราทำได้ไม่สิ้นสุด แต่โฟกัสที่เศรษฐกิจไม่ดีนี่ไม่รู้ทำไงต่อเลยนะ ตัน! แน่นิ่ง!

 

ทีนี้พอจะเห็นทางออกไหมครับว่า เราต้องไปเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองมากขึ้น ซึ่งพอบอกแบบนี้แล้ว น้องต้องทำอีกหลายอย่างและทำตลอดชีวิตเลยล่ะครับ มีให้ทำเยอะจนไม่เหลือให้ต้องมาโฟกัสแล้วว่าเศรษฐกิจมันจะดีหรือไม่ดี 

 

พี่อยากแนะนำว่า ถ้าอยากได้งานอย่าเป็นมนุษย์เบสิกที่หาที่ไหนก็ได้ อย่ารู้แค่ในสิ่งที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัย (ซึ่งพอทำงานแล้วอาจจะเอาไปใช้ได้จริงไม่ทั้งหมดหรอก) ต้องรู้มากกว่านั้น ต้องเป็นมากกว่านั้น

 

ความเก่งของคนในตอนนี้ควรต้อง ‘รู้ลึก’ และ ‘รู้กว้าง’ (อย่าตกไม้โทเป็นอันขาด) คือมันต้องมีเรื่องที่น้องเจ๋งจริง รู้จริง เชี่ยวชาญจริง ขณะเดียวกันน้องต้องรู้เรื่องอื่นๆ เพื่อให้มาเชื่อมโยงกับสิ่งที่น้องเชี่ยวชาญได้ ยิ่งมีความรู้ที่หลากหลายยิ่งมีประโยชน์ เพราะโลกในอนาคต ไม่สิ…โลกตอนนี้ด้วยซ้ำ ต้องการมนุษย์ที่มีความรู้และทักษะหลากหลาย ไม่ใช่เก่งบนเรื่องเดียวแล้วจบเหมือนก่อน

 

ถ้าเป็นไปได้อย่าเก่งแค่ในสาขาที่เราเรียน น้องควรมีทักษะความรู้ที่หลากหลายแบบข้ามสายพันธุ์ ถ้าให้เจ๋งเลยนะ ไปเรียนรู้สิ่งที่คนในสาขาน้องไม่รู้ นั่นแหละจะทำให้น้องไม่เป็นมนุษย์เบสิก น้องจะมีความโดดเด่นขึ้นมา ถ้าน้องรู้สิ่งที่คนในสาขาน้องรู้อยู่แล้ว น้องก็จะเป็นเหมือนคนอื่น

 

เพราะฉะนั้นเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็จริง แต่การเรียนรู้ต้องไม่มีวันเรียนจบ ไปติดอาวุธให้ตัวเองเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่การเรียนอย่างเดียวนะครับ รวมไปถึงการหาประสบการณ์ด้วย ไปทำอะไรที่จะทำให้น้องมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากการลงมือทำจริง ตั้งแต่การลองทำธุรกิจของตัวเอง การไปขอทำงานแบบไม่คิดค่าจ้าง มาเพื่อประสบการณ์ล้วนๆ (แต่ถ้าได้เงินด้วยก็เอานะ ฮ่าๆ) การทำงานอาสาสมัคร การช่วยเหลือคนอื่น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะทำให้น้องมีประสบการณ์ที่เอาไว้ใช้ต่อยอดได้ เรซูเมน้องก็น่าสนใจไปด้วย และก็รู้จริงจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่อ่านหรือจำจากคนอื่นมา เผลอๆ มีคนเห็นฝีมือชวนไปทำงานได้ต่อ หรือไม่น้องก็อาจจะเห็นลู่ทางเอง เปลี่ยนจากการเป็นคนหางานเป็นคนสร้างงานซะเลย 

 

โควิด-19 มุมหนึ่งมันก็เป็นอุปสรรคนะครับ อีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสที่ถีบให้เราต้องเก่งกว่าเดิมมาก ประเด็นคือเราได้ใช้โอกาสนี้ทำให้เราเก่งขึ้นไหม ถ้าไม่มีอะไรเก่งขึ้นเลยสักอย่าง อันนี้เสียดายวิกฤตมากนะครับ ใช้วิกฤตไม่คุ้มเลย

 

สุดท้ายสิ่งที่พี่จะบอกก็คือ ชีวิตจริงเป็นแบบนี้แหละครับ น้องจะเจอความผิดหวังอีกหลายครั้ง ไม่ใช่ว่าทุกครั้งจะสมหวังไปหมด แต่ประสบการณ์ชีวิตในเวลานี้จะช่วยสอนเราให้รู้จักความผิดหวังและจัดการกับความผิดหวัง ทุกครั้งที่ผิดหวังมาให้กลับมาตั้งหลักแล้วเติมคุณค่าให้ตัวเองเพิ่มให้เยอะกว่าเดิม ที่สำคัญ ต่อให้ต้องเจอความผิดหวังเราก็ยังต้องมีความหวังเพื่อทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิตต่อ

 

พี่คิดว่านี่เป็นทักษะที่สำคัญที่น้องจำเป็นต้องมีไว้ ไม่ใช่แค่กับการหางาน แต่เอาไว้ใช้ตลอดชีวิตครับ 

 

เอาใจช่วยนะครับ    

 

ส่งคำถามดราม่าในที่ทำงานที่คุณสงสัยมาได้ที่อีเมล [email protected] หรืออินบ็อกซ์มาที่ Facebook: ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ (Facebook.com/Toffybradshawwriter)

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

...
X
...
Close Advertising