×

ผลประกอบการไตรมาส 2/63 หุ้นโรงแรมมีแนวโน้ม ‘ซบเซา’ ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา

04.08.2020
  • LOADING...

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้พรีวิวผลประกอบการ 2Q63 ของหุ้นกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW), บมจ. โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และ บมจ. แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) โดยหุ้นดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับผลขาดทุนใน 2Q63 เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19

 

กระทบอย่างไร:

นับตั้งแต่ 2Q63 ราคาหุ้นกลุ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากความคาดหวังด้านผลประกอบการที่ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง รวมถึงการกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมอีกครั้ง 

 

ราคาหุ้น MINT เพิ่มขึ้น 12.40% สู่ระดับ 18.60 บาท จาก 16.55 บาท

ราคาหุ้น ERW เพิ่มขึ้น 35.48% สู่ระดับ 3.36 บาท จาก 2.48 บาท

ราคาหุ้น CENTEL เพิ่มขึ้น 51.95% สู่ระดับ 23.40 บาท จาก 15.40 บาท

ราคาหุ้น AWC เพิ่มขึ้น 22.70% สู่ระดับ 4.00 บาท จาก 3.26 บาท

(ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2563)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มองว่า 2Q63 จะเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วยผลขาดทุนจำนวนมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากการสั่งห้ามเที่ยวบินพาณิชย์ทุกเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยปัจจัยลบนี้ทำให้ SCBS คาดว่าอัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมจะอยู่ในระดับต่ำที่ 5-6% ใน 2Q63 และจะกดดันต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) ให้ปรับตัวลง 91-94%YoY 

 

ทั้งนี้ SCBS ได้ประมาณการผลประกอบการ 2Q63 ของหุ้นกลุ่มโรงแรม ดังนี้

 

MINT จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 6.6 พันล้านบาท จากกำไรปกติที่ 2.1 พันล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนสุทธิ 3.2 พันล้านบาท ใน 1Q63 โดยถูกกดดันจาก RevPar ที่ลดลง 91%YoY ของโรงแรมของบริษัทเองและโรงแรมภายใต้สัญญาเช่า (85% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) โดยมีสาเหตุจากอัตราการเข้าพักต่ำที่ระดับ 6% จาก 65% ใน 2Q62 และ 46% ใน 1Q63 

 

สำหรับ NH Hotel (MINT ถือหุ้น 94%) รายงานขาดทุนสุทธิจำนวน 143.7 ล้านยูโร คิดเป็น 4.7 พันล้านบาท นอกจากนี้ผลประกอบการของธุรกิจอาหารยังคงอ่อนแอลง เพราะยอดขายสาขาเดิมในประเทศไทยลดลง 24%YoY

 

ERW จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 615 ล้านบาท จากกำไรปกติที่ 11 ล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนปกติ 103 ล้านบาท ใน 1Q63 โดย RevPar ของโรมแรมที่ไม่รวม HOP INN ลดลง 94%YoY ขณะที่ RevPar ของกลุ่ม HOP INN (คิดเป็น 10% ของรายได้) ลดลง 40%YoY

 

CENTEL จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 757 ล้านบาท จากกำไรปกติที่ 232 ล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนปกติ 9 ล้านบาท ใน 1Q63 เพราะ RevPar จะลดลง 94%YoY และยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจอาหารลดลง 35%YoY ใน 2Q63

 

AWC จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 554 ล้านบาท จากกำไรปกติที่ 145 ล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนปกติ 108 ล้านบาท ใน 1Q63 โดยถูกกดดันจาก RevPar ที่ลดลง 94%YoY ซึ่งธุรกิจโรงแรมคิดเป็นสัดส่วน 60% ของรายได้รวม 

 

ขณะที่ค่าเช่าลดลง เนื่องจากมีการให้ส่วนลดค่าเช่าเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงล็อกดาวน์

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการหุ้นกลุ่มโรงแรมจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2563 หลังผู้ประกอบการโรงแรมเริ่มกลับมาเปิดให้บริการ

รวมถึงการลดต้นทุนอย่างจริงจัง เพื่อลดจุดคุ้มทุนลงและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร จะช่วยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวท่ามกลางทิศทางอุปสงค์ที่เปราะบาง

 

นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐที่มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2563 จะช่วยกระตุ้นให้การท่องเที่ยวภายในประเทศฟื้นตัวดีขึ้น 

 

จากการสำรวจของ SCBS พบว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมเริ่มแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ และสามารถขับรถไปได้เอง เช่น พัทยาและหัวหิน ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวที่มีระยะทางไกลกว่า เช่น ภูเก็ตและเชียงใหม่ค่อนข้างเงียบ

 

ในระยะถัดไปต้องติดตามมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มเติมจากทางภาครัฐ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการคิดค้นวัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งจะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดทั่วโลก และช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับปกติ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories