×

ทำไม Great Wall Motor ยกให้ไทยเป็นฐานผลิตรถพวงมาลัยขวาแทนจีน และกลยุทธ์ผู้บุกเบิกนโยบาย One Price ยังสำคัญอยู่ไหม?

18.10.2024
Great Wall Motor

แม้ตลาดยานยนต์ของจีนซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของโลก รวมถึงตลาดในไทยที่ปีนี้ชะลอตัวจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งหนี้ครัวเรือน การเปลี่ยนผ่านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหลายๆ ค่ายรถต่างปรับแผนกลยุทธ์ เช่นเดียวกับ ‘เกรท วอลล์ มอเตอร์’ (Great Wall Motor หรือ GWM) ที่วันนี้เริ่มโอนย้ายฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาจากจีนมาสู่ไทย พร้อมประกาศผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา เพื่อส่งออกตลาดโลก 

 

อะไรที่ทำให้เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยกให้ไทยเป็นน่านน้ำสำคัญ และเป็นฐานผลิตรถพวงมาลัยขวาแทนจีน?

 

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธานเกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ (GWM International) กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เนื่องจากไทยมีความพร้อมในหลายด้าน ทั้งในด้านแรงงานที่มีทักษะ ด้านกฎหมาย ภาษี และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาล 

 

โดยเฉพาะหากมองในแง่แนวโน้มตลาดในไทยช่วง 3 ปี 3 เดือนที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ดี โดยมีรถยนต์รุ่น ORA Good Ca ที่ทำได้ดี แม้จะมีบางช่วงที่ยอดขายลดลง มีสิ่งที่ต้องปรับปรุง และมีการแข่งขันแบรนด์รถยนต์ EV จากจีนเข้ามามากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่วันนี้บริษัทจะมุ่งไปสู่การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาไปยังทั่วโลก

 

โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มการผลิต จากกำลังผลิตปัจจุบัน 80,000 คัน ให้ถึง 120,000 คันภายใน 3 ปี ซึ่งในขณะนี้เริ่มผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาไปยังเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยในอนาคตก็มองไปที่มาเลเซีย รวมถึงออสเตรเลียที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งแบรนด์จีนในตลาดออสเตรเลียอยู่แล้วด้วย นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนว่าบริษัทมุ่งทำธุรกิจในไทยในระยะยาว 

 

ปาร์คเกอร์ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาบริษัทลงทุนในประเทศไทยไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท และ 3 ปีจากนี้เตรียมลงทุนเพิ่มอีกกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมไปถึงจะขยายการลงทุนด้านแบตเตอรี่ด้วย

 

ปาร์คเกอร์เปิดใจถึงช่วงระยะเวลา 4 ปีที่เข้ามาทำตลาดในไทย มาถึงวันนี้เป็นอย่างไร 

 

“ผมให้คะแนนทีมงานในไทยแตกต่างกัน” 

 

โดย 2 ปีแรกให้คะแนน 8 เต็ม 10 ขณะที่ใน 2 ปีหลังนั้นขอให้คะแนนเพียง 6 เต็ม 10 รวมๆ แล้วเฉลี่ยที่ 6 ทั้งนี้ ในภาพรวมนั้นมองว่าการเข้ามาทำตลาดในไทยนั้นเห็นภาพชัดขึ้นว่าตั้งแต่ปีแรกๆ ทีมงานทำตลาดได้ดี เพราะต้องบอกว่าก่อนจะเข้ามาทำตลาดในอาเซียนและไทยยอมรับว่าวันนั้นยังเป็นตลาดใหม่ ยังไม่ค่อยเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากนัก แต่เมื่อได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมไทยก็ชื่นชอบคนไทย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีความท้าทาย หลากหลาย แต่สงบ ซึ่งอาจแตกต่างจากสิ่งที่อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญอยู่ เพราะเต็มไปด้วยการแข่งขัน โดยเฉพาะในจีนเองด้วย 

 

“หากบริษัทไม่มีทีมงานที่ดี โปรดักต์ที่ดี หรือ Ecosystem ที่ดี ก็อาจต้องออกจากการแข่งขันไปแล้ว และถ้าเราไม่มีอาวุธเราก็ตาย ถ้าเราไม่ดิ้นรนเราก็ตาย ที่สำคัญถ้าเราไม่มีทีมงานที่ดีและแข็งแกร่งเราก็ตาย” ปาร์คเกอร์ย้ำ

 

กลยุทธ์ One Price Policy ยังสำคัญอยู่หรือไม่? มองสงครามราคา EV วันนี้อย่างไร

 

แม้บริษัทจะเป็นผู้บุกเบิกนโยบายราคาเดียว (One Price Policy) แต่ก็ต้องบอกว่า 2 ปีที่แล้วเราก็มีการปรับลดราคาหลายๆ รุ่น รุ่นละหลายแสนบาท แต่การเล่นสงครามราคาอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะในแง่การทำธุรกิจระยะยาว ‘ราคา’ ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวของการทำตลาด แต่สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับก็อาจต้องแลกมาด้วยเงินที่มากกว่า

 

ดังนั้นมองว่าการทำสงครามราคาไม่ดีต่อทุกฝ่าย และท้ายที่สุดผลเสียจะตกอยู่ที่ผู้บริโภค ได้คุณภาพสินค้าตกต่ำลง แม้จะได้มาร์เก็ตแชร์ในระยะสั้น แต่อาจมีผลต่อชื่อเสียงของแบรนด์ในระยะยาว แน่นอนว่าไม่ใช่ทิศทางที่จะเลือกใช้ในการบุกตลาดนอกประเทศจีน

 

ส่วนคำถามที่ว่า คิดเห็นอย่างไรกับสภาพเศรษฐกิจในไทยวันนี้ที่ไม่สู้ดี ประชาชนมีหนี้สิน แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ทำให้ตลาด EV แผ่วลง 

 

“น่าจะชะลอตัวไปบ้าง ซึ่งไม่ใช่แค่ไทย แต่โดยสรุปตลาดในไทยยังมีศักยภาพ ยังมีแนวโน้มเติบโต ที่สำคัญย้ำว่าการที่บริษัทมีฐานผลิตในไทยก็ล้วนมาจากการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ซัพพลายเชนไทยมีครบวงจร ดังนั้นไทยจึงสำคัญมากในอาเซียน จึงมุ่งมั่นให้เป็นฐานผลิตทั้งพวงมาลัยขวาและพวงมาลัยซ้าย” ปาร์คเกอร์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ GWM International จะปรับกลยุทธ์การทำตลาดและวาง Ecosystem ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ดีขึ้น 4 ด้าน ได้แก่

 

  1. กลยุทธ์ด้านบริการหลังการขาย ซึ่งจะมีทั้งการอบรมพนักงานเพื่อให้สามารถมอบบริการที่ดีกับลูกค้า รวมถึงรับฟังเสียงลูกค้าเพื่อไปพัฒนาและปรับปรุงบริการหลังการขาย และการสร้างศูนย์กระจายอะไหล่ขนาดใหญ่ รวมทั้งเพิ่มจำนวนการเก็บชิ้นส่วนอะไหล่กว่า 1,000 SKUs ในไทย 

 

  1. วางแผนเปิดตัวโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ตลาด เช่น การเปิดตัวรถยนต์ GWM TANK เครื่องยนต์ดีเซล ในปี 2568 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค 

 

  1. กลยุทธ์การขาย ให้ความสำคัญกับพาร์ตเนอร์เพื่อรองรับการแข่งขันของตลาด และจะเดินหน้าขยายธุรกิจฟลีตให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงเข้าร่วมการประมูลของรัฐด้วย

 

  1. สร้างแบรนด์ (Branding) ให้แตกต่าง โดยเฉพาะเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น

 

ตั้งเป้ายอดขายต่างประเทศ 1 ล้านคันภายใน 6 ปี

 

ด้าน เจมส์ หยาง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ (GWM International) กล่าวทิ้งท้ายว่า GWM International ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในต่างประเทศที่ 1 ล้านคันภายในปี 2573 โดยในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2567 เราทำยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ 316,000 คัน เติบโตขึ้น 22.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ปัจจุบันเกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) หรือ GWM เป็นผู้ผลิตรถ SUV และรถกระบะระดับโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ในเมืองเป่าติ้ง ประเทศจีน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ในปี 2546 และ 2565 ตามลำดับ

 

อีกทั้งยังมีพนักงานมากกว่า 70,000 คนทั่วโลก ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศจีนที่มียอดการผลิตและยอดขายมากกว่า 1 ล้านคันในเวลา 8 ปี มีเครือข่าย 1,000 แห่งใน 170 ประเทศในหลายภูมิภาค


READ MORE





Latest Stories