×

25 ปี ‘พรีเมียร์ลีก’ เกมลูกหนังเปลี่ยนโลก

15.08.2017

HIGHLIGHTS

8 Mins. Read
  • จุดกำเนิดของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เกิดจากวิกฤตของวงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งเข้าสู่ยุคเสื่อมจากปัจจัย ‘3 H’s’ นั่นคือ โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซล (1985), โศกนาฏกรรมที่ฮิลส์โบโรห์ (1989) และปัญหาฮูลิแกนส์ หรืออันธพาลลูกหนังที่เป็นมะเร็งกัดกินวงการฟุตบอลอังกฤษมายาวนาน
  • แนวคิดของการแยกลีกเกิดจากความต้องการ ‘ลดตัวหาร’ จาก 92 ให้เหลือ 22 เนื่องจากสโมสรในระดับสูงสุดนั้นได้รับเงินส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดน้อยมากจาก ITV และ BBC โดยทั้ง 22 สโมสรในระดับสูงสุดลงทะเบียนกับองค์กรใหม่ที่ชื่อ เอฟเอ พรีเมียร์ลีก (FA Premier League) และลงแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งกลายเป็นลีกสูงสุดใหม่ของอังกฤษ
  • ด้วยการทำการตลาดอย่างชาญฉลาด ทำให้ความนิยมของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเติบโตอย่างรวดเร็ว ความนิยมนั้นไม่ได้ถูกจำกัดแค่เฉพาะในอังกฤษ แต่เป็นทั่วโลกที่น้อมรับพรีเมียร์ลีกเข้ามาอยู่ในอ้อมใจ โดย BSkyB เจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดคำโฆษณาในเวลานั้นว่า ‘A whole new ball game’

     25 ปีที่แล้วคุณทำอะไรกันอยู่ครับ?

     บิดเข็มนาฬิกากลับไป 25 ปีที่แล้ว ผมยังเป็นเด็กอายุ 10 ขวบอยู่เลย (อ้าว บอกอายุเสียอย่างนั้น) อยู่ประมาณ ป.5 ตกเย็นต้องไปเรียนพิเศษทุกเย็น เคยพยายามสมัครเป็นหัวหน้าห้อง

     และ เอ่อ…ยังไม่รู้จักคำว่ารักเลยครับ (แต่เริ่มแอบมองสาวบ้างแล้ว)

     ที่ถามแบบนี้เพราะระหว่างที่เขียนในวันนี้​ (15 ส.ค.) เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 25 ปีของ ‘พรีเมียร์ลีก’ (Premier League) ลีกฟุตบอลอังกฤษที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเจเนอเรชันไหน จะตั้งใจหรือไม่ อย่างน้อยเราต้องเคยผ่านตากับการแข่งขันฟุตบอลจากเมืองผู้ดีกันบ้าง

     เราคุ้นกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจนเหมือนเป็นญาติสนิท บางครั้งรู้เรื่องของนักฟุตบอลดีกว่าเรื่องของเพื่อนสนิทหรือญาติตัวเองด้วยซ้ำไป

     แต่ระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมามันนานนะครับ เป็นระยะเวลาที่นานพอที่อะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงได้มากมาย

     พรีเมียร์ลีกก็เช่นกัน ลีกฟุตบอลแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเยอะมาก ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘โฉมหน้า’ หากแต่ยังเป็นเรื่องของ ‘ตัวตน’

     มากกว่านั้นคือพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่ตัวเอง

     แต่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโลก (ฟุตบอล) ทั้งใบด้วย

 

Photo: Gerry Penny/AFP

 

หมดยุคลูกหนังเปื้อนโคลน

     สำหรับน้องๆ ที่อายุน้อยกว่า 25-30 ปี และได้เห็นการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในปัจจุบันที่ทั้งหรูหรา อู้ฟู่ เต็มไปด้วยทีมที่ร่ำรวยเงินทอง และเหล่าซูเปอร์สตาร์ที่มีรายได้ในระดับอภิมหาเศรษฐี อาจจะนึกไม่ออกครับว่าเมื่อ 25 ปีก่อนฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษอยู่ในสภาพที่ลำบากมาก

     จุดกำเนิดของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เกิดจากวิกฤตของวงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งเข้าสู่ยุคเสื่อมจากปัจจัย ‘3 H’s’ นั่นคือ โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซล (1985), โศกนาฏกรรมที่ฮิลส์โบโรห์ (1989) และปัญหาฮูลิแกนส์ หรืออันธพาลลูกหนังที่เป็นมะเร็งกัดกินวงการฟุตบอลอังกฤษมายาวนาน

     โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซลในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ระหว่างยูเวนตุสและลิเวอร์พูล ทำให้สโมสรฟุตบอลจากอังกฤษถูกแบนจากการเล่นสโมสรฟุตบอลยุโรปเป็นระยะเวลา 5 ปี ทำให้ทีมในเมืองผู้ดีซึ่งเดิมเป็นหนึ่งในเจ้าแห่งฟุตบอลยุโรป กลายเป็นฝ่ายตามหลังสโมสรจากชาติอื่นที่พัฒนาขึ้นมาและแซงหน้าไป

     นักฟุตบอลระดับชั้นนำของประเทศหลั่งไหลออกนอกประเทศ บวกกับปัญหาฮูลิแกนส์อาละวาด ทำให้ผู้คนไม่อยากเสี่ยงเข้าไปชมเกมในสนาม ส่งผลให้ยอดผู้ชมในสนามลดจำนวนลง ผลสืบเนื่องตามมาคือรายได้ของสโมสรลดลง

     จากนั้นเมื่อเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่ฮิลส์โบโรห์ ซึ่งเป็นเหมือนจุดต่ำสุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ

     มันเป็นเหมือนสัญญาณที่เตือนให้พวกเขาตระหนักว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เกมฟุตบอล และสนามฟุตบอล ซึ่งเป็น ‘รากเหง้า’ ทางวัฒนธรรมคงอยู่สืบไป

     ฟุตบอลอังกฤษต้องดีกว่าเดิม!

     ด้วยจังหวะของโชคชะตาที่พลิกผัน การเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 1990 ของทีมชาติอังกฤษ บวกกับการคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพ (ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปนานแล้ว) และรายงานของลอร์ด เทย์เลอร์ (Taylor Report) ที่นอกจากจะมีการสรุปสาเหตุของเหตุโศกนาฏกรรม (ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเจ้าหน้าที่รัฐบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ใช่แฟนบอลที่เป็นต้นตอทั้งหมด) ยังมีการเสนอให้มีการปรับปรุงอัฒจันทร์ให้เป็นแบบที่นั่งทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย

     เหล่า ‘บิ๊ก’ ในวงการฟุตบอลอังกฤษ จึงมีการหารือร่วมกัน และนำไอเดียที่มีการพูดคุยกันตั้งแต่ช่วงยุค 80 ในการจัดตั้ง ‘ซูเปอร์ลีก’ ลีกใหม่ที่จะทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้น

     สาเหตุของความไม่พอใจเกิดขึ้นจากการที่ตลอดมาสโมสรในระดับสูงสุดนั้นได้รับเงินส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอด (ในอังกฤษไม่มีการถ่ายทอดสด แต่จะมีการถ่ายทอดสดไฮไลต์ ขณะที่นอกอังกฤษมีการถ่ายทอดสด แต่จำนวนไม่มาก) น้อยมากจาก ITV และ BBC สองทีวีของรัฐที่แย่งกันเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเวลานั้น เพราะต้องแบ่งส่วนแบ่งกับทีมอีก 3 ดิวิชัน รวมแล้ว 92 ทีมจาก 4 ดิวิชัน

     แนวคิดของการแยกลีกจึงเกิดจากความต้องการ ‘ลดตัวหาร’ จาก 92 ให้เหลือ 22

     จาก ‘สารตั้งต้น’ ดังกล่าว สโมสรยักษ์ใหญ่ทั้ง 5 ในนาม ‘Big Five’ อันประกอบไปด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,​ ลิเวอร์พูล, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์, เอฟเวอร์ตัน และอาร์เซนอล ที่ต่อสู้จนได้รับชัยชนะเมื่อศาลสูงตัดสินว่าพวกเขาสามารถที่จะเจรจาส่วนแบ่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดได้ด้วยตัวเอง สู่การเห็นชอบร่วมกันของทุกสโมสรในระดับสูงสุด และการสนับสนุนของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA)

     ผลคือการตัดสินใจแยกตัวออกจากฟุตบอลลีก (Football League) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดการแข่งขันลีกดั้งเดิมมายาวนานกว่า 104 ปี เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 1992 หลังจบการแข่งขันฟุตบอลดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 1991/1992

     โดยทั้ง 22 สโมสรในระดับสูงสุดลงทะเบียนกับองค์กรใหม่ที่ชื่อ เอฟเอ พรีเมียร์ลีก (FA Premier League) และลงแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งกลายเป็นลีกสูงสุดใหม่ของอังกฤษ ขณะที่รายการของฟุตบอลลีกตั้งแต่ระดับดิวิชัน 1-4 ลงมาก็ถูดลดชั้นเป็นฟุตบอลระดับที่ 2 ลงไปเรื่อยๆ

     ก่อนจะเริ่มเปิดฉากการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในวันที่ 15 ส.ค. 1992 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

 

Photo: PAUL BARKER/AFP

 

BSkyB ผู้ปลุกมนต์ขลังลูกหนังผู้ดี

     ไม่มีการก่อการใหญ่ครั้งไหนที่ไร้เบื้องหลัง

     การกำเนิดของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเองก็มีเบื้องหลังครับ และคนที่อยู่เบื้องหลังก็คือ BSkyB Television สถานีโทรทัศน์ของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อวงการสื่อของอังกฤษ

     BSkyB ซึ่งเป็นโทรทัศน์ในระบบสมาชิก (Pay TV) ที่จับตามองสถานการณ์ของวงการฟุตบอลอังกฤษมานาน ได้เห็นความตกต่ำ รอยร้าวที่เกิดขึ้น และได้เห็นความต้องการที่แท้จริงของเหล่าสโมสรต่างๆ ในระดับลีกสูงสุด ที่เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียง ความสำเร็จ และประวัติศาสตร์นั้นมันกินไม่ได้

     พวกเขาอยากได้เงิน และ BSkyB ก็รู้วิธีที่จะหาเงินมาให้

     สิ่งที่พวกเขาทำคือการรอจังหวะที่เหมาะสม โดยหลังจากเฝ้ามองอยู่ร่วม 2 ปี (1990-1992) เมื่อมีสัญญาณว่าทีมในลีกสูงสุดพร้อมแยกตัวออกมาตั้งลีกใหม่ BSkyB ประกาศทันทีว่าพวกเขาพร้อมที่จะซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ‘ลีกใหม่’

     เมอร์ด็อก กดปุ่มไฟเขียวให้ BSkyB ทุ่มข้อเสนอมากเป็นประวัติการณ์ถึง 304 ล้านปอนด์สำหรับสัญญาการถ่ายทอดสดเป็นระยะเวลา 5 ปี

     BBC รู้ตัวว่าพวกเขาสู้ไม่ได้จึงขอถอยและสนับสนุนอยู่ข้างหลัง โดยขอรักษาไว้แค่ไฮไลต์การแข่งขันและรายการยอดนิยม Match of the Day

     ส่วน ITV ก็ถูกลอยแพ…

     อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นการรับชมในโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก ซึ่งหมายถึงคนอยากดูต้องเสียเงิน BSkyB หรือที่เรารู้จักกันมากกว่าในชื่อของ Sky ต้องทำเพื่อให้คนที่เสียเงินรู้สึกคุ้มค่าที่จะได้ดู

     ทุกอย่างต้องใหม่และดูดี

     และด้วยการทำการตลาดอย่างชาญฉลาด ทำให้ความนิยมของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเติบโตอย่างรวดเร็ว ความนิยมนั้นไม่ได้ถูกจำกัดแค่เฉพาะในอังกฤษ (ที่ถึงคนจะบ่นเรื่องของค่าสมาชิกที่แพงระยับ) แต่เป็นทั่วโลกที่น้อมรับพรีเมียร์ลีกเข้ามาอยู่ในอ้อมใจ

     Sky ใช้คำโฆษณาในเวลานั้นว่า ‘A whole new ball game’ ซึ่งไม่ผิดไปจากนั้นเลยครับ

     เราได้เห็นเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดแบบใหม่ๆ การนำเสนอเรื่องราว การนำเสนอข่าวสาร และนักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์ที่มาค้าแข้งในอังกฤษมากขึ้น เพราะสโมสรมีรายได้มากขึ้น และมีทุนที่จะจ้างนักเตะระดับนั้นได้

 

 

     นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงตารางแข่งขันเพื่อไม่ให้แย่งคนดูด้วยกันเอง จากเดิมที่เคยแข่งในเวลาบ่าย 3 โมงวันเสาร์ที่อังกฤษ (จนเป็นวลีว่า When Saturday Comes) ก็กลายเป็นหลายช่วงเวลา มีเตะตอนเที่ยง เตะตอนค่ำ เตะวันอาทิตย์ เตะวันจันทร์ และล่าสุดตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วก็เริ่มมีเกม Friday Night ในคืนวันศุกร์

     สโมสรฟุตบอลเองก็ต้องปรับตัวเข้าหาตลาดโลกด้วยเช่นกัน จากที่เคยชินกับการทำตัวสูงส่งไม่แยแสแบบสไตล์คนผู้ดี สโมสรฟุตบอลค่อยๆ รู้ตัวว่าความนิยมในตลาดโลกสำคัญกับพวกเขาแค่ไหน เพราะยิ่งความนิยมสูงมากขึ้นเท่าไร ก็หมายถึงเงินรายได้ที่จะกลับเข้ามาสู่สโมสรมากขึ้นเท่านั้น

     มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันหวนกลับสำหรับเกมฟุตบอลเมืองผู้ดี

     ความเปลี่ยนแปลงนี้สำหรับคนสมัยเก่าอาจทำใจได้ยาก โดยเฉพาะเหล่าแฟนบอลเลือดข้นที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรรู้สึกถูกกีดกันเพราะพวกเขาไม่มีกำลังทรัพย์พอจะสนับสนุนสโมสรที่ขูดเลือดขูดเนื้อจากแฟนๆ

     แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือพรีเมียร์ลีกกลายเป็น ‘ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า’ ไปแล้ว สังเกตได้จากการที่นักลงทุนจากทั่วโลกต้องการครอบครองสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกจนแทบไม่เหลือสโมสรที่มีเจ้าของเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ

     ปัจจุบัน พรีเมียร์ลีกกลายเป็นลีกฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก นับเฉพาะค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในรอบปัจจุบันเมื่อปี 2015 (สำหรับปี 2016-2019) สามารถทำรายได้มากกว่า 8.3 พันล้านปอนด์ทั่วโลก มากเป็นประวัติการณ์

     โดยที่ Sky เองก็ยังต้องจ่ายเงินมหาศาลถึง 4,176 ล้านปอนด์เพื่อรักษาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกในอังกฤษเอาไว้ให้ได้ โดยได้ถ่ายทอดสด 126 นัดต่อฤดูกาล ร่วมกับอีกเจ้าคือ BT Sport ที่จ่าย 960 ล้านปอนด์ สำหรับ 42 นัดต่อฤดูกาล

 

Photo: ODD ANDERSEN/AFP

 

     ลีกฟุตบอลของชาติอื่นต้องปรับตัวกันขนานใหญ่เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งห่างมากไปกว่านี้ ไม่เว้นแม้แต่ลีกในประเทศที่ว่ากันว่าประชาชนแสนขี้เกียจและมีธรรมเนียมเฉพาะอย่างสเปน ก็ต้องหันมาเตะกันเร็วขึ้นเพื่อชิงฐานคนดูจากพรีเมียร์ลีกให้ได้

     ขณะที่ในชาติที่หวังจะพัฒนาในเกมลูกหนังก็ใช้พรีเมียร์ลีกเป็นโมเดลต้นแบบ

     แต่ไม่มีชาติใดที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนฟุตบอลอังกฤษ

     เพราะสิ่งที่ทำให้ทุกคนหลงรักพรีเมียร์ลีกไม่ได้เกิดจากการทำการตลาด

     สิ่งที่แฟนบอลหลงรักพรีเมียร์ลีกคือ DNA ของเกมฟุตบอลเมืองผู้ดีที่เข้มข้น การต่อสู้อย่างถึงพริกถึงขิงจากเสียงนกหวีดแรกจนถึงเสียงนกหวีดสุดท้าย

     ของแบบนี้มันเลียนแบบกันไม่ได้

 

 

อนาคตของพรีเมียร์ลีกหลัง Brexit

     มีวันรุ่งโรจน์ก็ย่อมมีวันตกต่ำ ตามสัจธรรมของชีวิต

     และในวันฟ้าสีทองของพรีเมียร์ลีก คนระดับ ‘บิ๊ก’ ในวงการลูกหนังอังกฤษหลายคน เริ่มกังวลว่าวันตกต่ำของพรีเมียร์ลีกนั้นมันอาจมาถึงเร็วกว่าที่คาดแบบที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักด้วย

     สาเหตุไม่ใช่เพราะเกมฟุตบอลไม่สนุกหรือความนิยมตกต่ำ แต่เป็นเพราะการตัดสินใจของชาวอังกฤษที่จะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ที่เราเรียกกันว่า Brexit กลายเป็นสิ่งที่พรีเมียร์ลีก รวมถึงเหล่าสโมสรต่างๆ กังวล เพราะนั่นหมายถึงนักฟุตบอลที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษ (non-UK) ทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการการขอ Work Visa เพื่อทำงานในอังกฤษ

     และตามกฎใหม่ของสมาคมฟุตบอลแล้ว การขอวีซ่าทำงานไม่ใช่เรื่องง่ายครับ

     เช่น นักฟุตบอลจากชาติที่มีอันดับ 1-10 ใน FIFA World Ranking จะต้องลงเล่นในเกมทีมชาติอย่างน้อย 30% ในรอบ 24 เดือน (หรือ 12 เดือนสำหรับนักเตะที่มีอายุน้อยกว่า 21 ปี)

     ส่วนนักฟุตบอลที่อยู่ในชาติที่มีอันดับรองลงไปก็ต้องผ่านเกมทีมชาติมากขึ้น เช่น 45% สำหรับชาติอันดับ 11-20, 60% สำหรับชาติอันดับ 21-30 และเรื่อยไปถึงชาติอันดับ 31-50 ที่ต้องผ่านเกมทีมชาติ 75%

     สำหรับนักฟุตบอลจากชาติที่อันดับต่ำกว่า 50 เช่น สมมตินักเตะจากประเทศไทย หากอยากจะไปเล่นในอังกฤษต้องยื่นคำขอต่างหาก โดยมีมูลค่า 5,000 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยตามค่าเงินวันนี้ประมาณ 215,000 บาท

 

Photo: PAUL BARKER/AFP

 

     หลังจากนั้นคณะกรรมการจึงจะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ค่าตัวในการย้ายทีม, ค่าเหนื่อย และจำนวนที่เล่นในลีกระดับท็อป 6 ของยุโรป (ลาลีกา, เซเรียอา, บุนเดสลีกา ฯลฯ) และรายการระดับทวีป เช่น แชมเปี้ยนส์ ลีก

     ตามเกณฑ์นี้อย่าว่าแต่นักฟุตบอลไทยเลย นักเตะระดับท็อปอย่าง เอ็นโกโล ก็องเต, ฆวน มาตา, ซาเมียร์ นาสรี หรือดาบิด เดเคอา ก็มีปัญหา

     และในการสำรวจนักฟุตบอลของแต่ละสโมสรพบว่า ทุกสโมสรมีปัญหาเหมือนกันหมด เพราะจะมีนักเตะต่างชาติจำนวนมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์

     ด้าน เอฟเอยืนยันว่า กฎนี้มีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของวงการฟุตบอล เพื่อ ‘กรอง’ ให้มีเฉพาะนักฟุตบอลระดับสุดยอดเท่านั้นที่จะมาค้าแข้งในอังกฤษได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่แค่อยากจะมาหาเงิน

     ตรงนี้ก็น่าคิดครับ

     อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นทันทีครับ มันเป็นเรื่องที่จะต้องผ่านการต่อสู้กันอีกพอสมควร เพราะสโมสรหรือแม้แต่พรีเมียร์ลีกเองก็ไม่อยากจะสูญเสียความนิยม หรือความสามารถในการแข่งขันกับลีกอื่นแน่นอน

     เราคงต้องจับตาดูอนาคตของพรีเมียร์ลีกกันต่อไปว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร

     บางทีอีก 25 ปีข้างหน้า ถ้าผมได้มีโอกาสกลับมาเขียนเรื่องนี้ใหม่ ทุกอย่างมันอาจจะยังไม่เหมือนที่พูดในตอนนี้เลยก็ได้ครับ

     แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อคือ พวกเราก็น่าจะยังชื่นชอบฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเหมือนเดิม

     ยกเว้นเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมั่นใจ

     ลิเวอร์พูลจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกหรือยังนะในเวลานั้น… (เล่นตัวเองเจ็บน้อยกว่า!)

FYI
  • นับจากจุดเริ่มต้น พรีเมียร์ลีก มีการเปลี่ยนชื่อรายการอย่างเป็นทางการมาแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่ เอฟเอ พรีเมียร์ลีก (ไม่มีสปอนเซอร์), เอฟเอ คาร์ลิง พรีเมียร์ชิป (Carling เป็นสปอนเซอร์), เอฟเอ บาร์เคลย์การ์ด พรีเมียร์ชิป (Barclaycard เป็นสปอนเซอร์), เอฟเอ บาร์เคลย์ส พรีเมียร์ชิป, บาร์เคลย์ส พรีเมียร์ลีก (Barclays เป็นสปอนเซอร์) ส่วนในปัจจุบันคือตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา พรีเมียร์ลีกมีการรีแบรนด์ใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น พรีเมียร์ลีก เฉยๆ
  • พรีเมียร์ลีก เดิมเป็นชื่อที่แฟนบอลนอกเกาะอังกฤษเรียก เพราะคนอังกฤษจะเรียกลีกสูงสุดของพวกเขาว่าพรีเมียร์ชิป
  • ปัจจุบัน พรีเมียร์ลีก ลงแข่งไปแล้ว 9,756 นัด
  • ในตอนเริ่มต้น พรีเมียร์ลีก มีนักฟุตบอลนอกสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ แค่ 13 คน
  • ปัจจุบันนับจนถึงจบฤดูกาลที่แล้ว 2016-2017 พรีเมียร์ลีกมีนักฟุตบอลต่างชาติมาเล่นรวมกันถึง 3,835 คน จาก 113 ประเทศ
  • ประตูแรกของพรีเมียร์ลีกเป็นของ ไบรอัน ดีน ที่ทำประตูให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในเกมที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1
  • ส่วนประตูที่สวยที่สุดของพรีเมียร์ลีกตลอดกาลคือ ลูกยิงเต้นระบำของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ในนัดที่อาร์เซนอล พบกับ นิวคาสเซิล
  • หนึ่งในเรื่องที่จี้ที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกคือ เรื่องของ อาลี ดิอา (Ali Dia) นักฟุตบอลของทีมเซาแธมป์ตัน ที่อ้างตัวว่าเป็นญาติของจอร์จ เวอาห์ (George Weah) เนียนมาทดสอบฝีเท้า ซึ่งผลออกมาว่า ‘ห่วยสุดๆ’ แต่เพราะปัญหากองหน้าเจ็บล้นทีม ทำให้ แกรม ซูเนสส์ ผู้จัดการทีมในเวลานั้นต้องส่งลงสนามในเกมกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด และถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามภายในเวลา 53 นาที ก่อนจะหายตัวไปตลอดกาล…

READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories