×
Menu
236058

ความพ่ายแพ้บนชัยชนะ และบทเรียนสำคัญของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้

18.04.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 Mins. Read
  • ความฝันทุกอย่างของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และความฝันของเป๊ป ที่จะเป็นชายคนแรกที่นำทีมพิชิต 4 แชมป์ หรือ Quadruple ได้ล่มสลายลงทันที เมื่อทีมผู้ตัดสิน VAR ชี้ชัดว่า ประตูของสเตอร์ลิงเป็นจังหวะล้ำหน้า
  • สิ่งที่แฟนบอลทั้งในสนามเอติฮัด สเตเดียม และแฟนบอลทั่วโลกที่ได้รับชมเกมนี้คือ เกมฟุตบอลที่สามารถแทนนิยามของคำว่า The Beautiful Game ได้อย่างแท้จริง
  • สิ่งเดียวที่จะทำให้เจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้พึงพอใจ ผู้คนยอมรับ และเพื่อตัวเป๊ปจะได้ปลดล็อกทางจิตใจคือ การนำทีมเป็นจ้าวยุโรปให้ได้สถานเดียว ต่ำกว่านั้นถือว่าล้มเหลว

วินาทีนั้นหัวใจนับหมื่นดวงในสนามและอีกหลายล้านดวงทั่วโลก คล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเข้าอย่างจัง ก่อนทุกความรู้สึกจะถูกระเบิดออกมาเมื่อ ราฮีม สเตอร์ลิง ส่งบอลเข้าไปตุงก้นตาข่ายได้สำเร็จ

 

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทำได้! พวกเขาสร้างปาฏิหาริย์ได้ด้วยความพยายามของตัวเอง และพวกเขากำลังจะได้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมม้ามืดที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขามีภาษีดีกว่า และสามารถคาดหวังได้ถึงการผ่านเข้าชิงชนะเลิศที่สนามเมโตรโปลิตาโน ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน

 

 

การระเบิดอารมณ์ยินดีออกมาแบบไม่ยั้งของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา บ่งบอกถึงความอัดอั้นในใจของเขาที่เก็บงำมานานหลายปี 3 ปีที่แมนเชสเตอร์ และอีก 3 ปีที่มิวนิก รวม 6 ปีที่เขาต้องแบกรับความกดดันจากความคาดหวังที่หนักอึ้ง อันเป็นผลจากความสำเร็จของตัวเขาเอง

 

แต่แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบงัน เมื่อมีสัญญาณว่า จำเป็นต้องมีการทบทวนการตัดสินใหม่จากห้อง VAR

 

และอย่างที่หลายคนน่าจะได้เห็น ความฝันทุกอย่างของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และความฝันของเป๊ป ที่จะเป็นชายคนแรกที่นำทีมพิชิต 4 แชมป์ หรือ Quadruple ได้ล่มสลายลงทันที เมื่อทีมผู้ตัดสิน VAR ชี้ชัดว่า ประตูของสเตอร์ลิงเป็นจังหวะล้ำหน้า

 

แน่นอนว่า มันเป็นบทสรุปที่โหดร้ายอย่างหาที่เปรียบมิได้สำหรับเหล่าเป๊ป ลูกทีมของเขา และเหล่าซิตี้เซนส์

 

 

หากบอกว่า จังหวะนี้เป็นการตัดสินที่ยุติธรรม แล้วจังหวะที่บอลกระดอนโดนมือของ เฟร์นานโด ยอเรนเต ก่อนจะกระเด้งสะโพกข้ามเส้นประตู เป็นลูกไล่มา 4-3 และเป็นประตูสำคัญที่ทำให้สเปอร์ฯ กลายเป็นทีมที่จะผ่านเข้ารอบต่อไปเล่า?

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงเรียงเล่ากันได้ไม่รู้จักจบครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีอย่าง VAR นั้น อาจจะไม่ได้ทำลายอรรถรสของเกมฟุตบอลอย่างที่ใครหลายคนกังวล เพราะการตัดสินสุดท้ายนั้นถูกตัดสินโดยมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่า ถูกหรือผิดของเราไม่เคยเท่ากัน

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่แฟนบอลทั้งในสนามเอติฮัด สเตเดียม และแฟนบอลทั่วโลกที่ได้รับชมเกมนี้ (แม้กระทั่งแฟนลิเวอร์พูลจำนวนไม่น้อยเอง ก็เปลี่ยนสลับไปชมคู่นี้แทน หลังวางใจในสถานการณ์ที่ทีมจะผ่านปอร์โต้ เข้ารอบต่อไปได้อย่างแน่นอน) คือเกมฟุตบอลที่สามารถแทนนิยามของคำว่า The Beautiful Game ได้อย่างแท้จริง

 

การเปิดเกมรุกบุกถล่มแหลก ประตูที่เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ต้นจนจบเกม ความพยายามของนักฟุตบอลในสนามที่ร้อนแรงจนสัมผัสได้ ปลุกเสียงเชียร์ให้ดังกระหึ่ม โดยที่ไม่จำเป็นต้องร้องขออ้อนวอน (เหมือนที่เป๊ปพยายามขอให้แฟนซิตี้ช่วยสร้างบรรยากาศในสนามก่อนเกม)

 

 

ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะทุกคนถูกปลุกด้วยการเริ่มต้นเกมที่บ้าคลั่งที่สุดด้วยการมีถึง 5 ประตู ในช่วงระยะเวลาแค่ 21 นาที

 

ดังนั้น ทุกครั้งที่ เควิน เดอ บรอยน์, ราฮีม สเตอร์ลิง หรือ แบร์นาโด ซิลวา ขับเคลื่อนเกมขึ้นมา เสียงเฮในสนามจึงดังขึ้น เช่นเดียวกับเสียงครางฮือเมื่อ ซอนฮึงมิน และ คริสเตียน อีริกเซน และขุนพลทีมเยือนตอบโต้กลับมา

 

จุดพลิกผันมากมายเกิดขึ้นจนชวนให้หัวใจอยากหยุดเต้นเอาเสียดื้อๆ และท้ายที่สุด กับความดราม่าที่นำไปสู่เครื่องหมายคำถามที่ยากจะหาคำตอบที่เป็นกลาง

 

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้ 90 นาทีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมที่น่าจดจำ แต่ยังเป็นเกมที่จะติดตาตรึงใจผู้คนไปอีกยาวนาน

 

แต่สำหรับเป๊ปแล้ว เกมนัดนี้คงไม่ใช่วันที่เขาอยากจดจำสักเท่าไร

 

เพราะนี่เป็นอีกครั้งแล้วที่เขา ‘ล้มเหลว’ อย่างไม่น่าให้อภัย

 

 

จริงอยู่ที่หากมองไปยังผลงานโดยรวมของเขา จากฤดูกาลที่แล้วมาจนถึงฤดูกาลนี้ เป๊ปทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดทีมของโลก ทีมของเขาเล่นฟุตบอลได้อย่างทรงประสิทธิภาพ เกมรุกที่เปี่ยมด้วยพลานุภาพ เกมรับที่เคยเป็นจุดอ่อนก็ถูกแก้ไข ไม่นับสไตล์การเล่นที่สวยงามเหนือชั้น ทำทุกเรื่องให้เหมือนเป็นเรื่องง่ายไปเสียหมด

 

อาจจะฟังดูใจร้ายอยู่บ้างครับ แต่สิ่งเหล่านั้นที่เป๊ปทำมา กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมายเลย

 

สิ่งเดียวที่จะทำให้เจ้าของสโมสรพึงพอใจ ผู้คนยอมรับ และเพื่อตัวเขาจะได้ปลดล็อกทางจิตใจคือ การนำทีมเป็นจ้าวยุโรปให้ได้สถานเดียว

 

ต่ำกว่านั้นถือว่าล้มเหลว

 

ดังนั้น ต่อให้ซิตี้จะเล่นได้แย่กว่านี้ เล่นไม่สวยงามเท่านี้ ได้แชมป์น้อยกว่านี้ ได้คะแนนน้อยกว่านี้ในลีก แต่ถ้าพวกเขาไปได้สุดทางในรายการแชมเปี้ยนส์ลีก หรืออย่างน้อยให้ไปได้ไกลกว่าเดิม นั่นคือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของเขา

 

 

เป๊ปถูกดึงตัวมาสู่ซิตี้ ด้วยความตั้งใจของกลุ่มทุนอาบูดาบีที่อยากให้ช่วยนำแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์ใบใหญ่ของยุโรปให้ได้ เพราะนั่นคือแชมป์รายการสุดท้ายที่พวกเขาขาดแคลนไป และเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่สามารถทำให้สโมสรได้ยกระดับสู่การเป็นทีมระดับสุดยอดที่แท้จริงเสียที

 

ที่ผ่านมา ซิตี้ล้มเหลวกับ โรแบร์โต มันชินี และ มานูเอล เปเยกรีนี ที่ไม่สามารถนำซิตี้ก้าวไปถึงจุดนั้นได้ และทำให้นายทุนจากตะวันออกกลางตัดสินใจที่จะฝากความหวังไว้ในมือของโค้ชที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุดในโลก

 

หากไม่ใช่เป๊ป ก็ไม่รู้จะเป็นใครแล้ว

 

อย่างไรก็ดี ในเกมฟุตบอลไม่มีอะไรง่ายแบบนั้นครับ โดยเฉพาะในเกมระดับที่สูงที่สุดอย่างแชมเปี้ยนส์ลีก

 

จริงอยู่ที่โดยพื้นฐานแล้วทีมที่จะประสบความสำเร็จในเกมระดับนี้ได้ จำเป็นจะต้องเป็นทีมที่ดีพอ เก่งพอ ทั้งทีมและมันสมองของทีมอย่างโค้ช

 

แต่บางครั้งมันมีปัจจัยอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแข็งแกร่งทางจิตใจ (Mentality) เรื่องการตัดสินของผู้ตัดสิน และสิ่งที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลยคือ ‘โชค’

 

สิ่งเหล่านี้อำนาจทางการเงินไม่สามารถช่วยเหลือได้ ดังที่เราได้เห็นชะตากรรมของทีมอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ตกรอบด้วยจุดโทษปริศนาต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เช่นกันกับยูเวนตุส ที่หมดสภาพเมื่อโดนอาแจ็กซ์บุกมาพิชิตถึงถิ่น ทั้งที่พวกเขามี ‘มิสเตอร์แชมเปี้ยนส์ลีก’ อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด ที่อุตส่าห์ทุ่มซื้อมาด้วยเงินกว่า 100 ล้านปอนด์

 

เป๊ปทำทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้อย่างน่าประทับใจจริง โดยเฉพาะรายการในประเทศ แต่เมื่อถึงคราวเล่นในเกมยุโรปแล้ว พวกเขายังไม่สามารถก้าวผ่านกำแพงทางจิตใจบางอย่างที่มองไม่เห็นได้

 

ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของผู้เล่น แต่อีกส่วนที่สำคัญกว่า เพราะเป็นส่วนที่ส่งอิทธิพลต่อผู้เล่นโดยตรงคือ ตัวของโค้ชอย่างเป๊ปเอง ที่แสดงอาการลังเลใจบางอย่างออกมา

 

อาการนั้นเราได้เห็นจากเกมแรกที่ไปเยือนท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม เมื่อเป๊ปจัดทีมแบบชวนสงสัย เมื่อมีชื่อของ ฟาเบียง เดลฟ์ และ ริยาด มาห์เรซ ในชุดตัวจริง แต่ไม่มี เลรอย ซาเน และ เควิน เดอ บรอยน์

 

จริงอยู่ ด้วยคุณภาพของขุมกำลังในทีมซิตี้ดีกว่าใครทั้งนั้น พวกเขามีโปรแกรมหนักรออีกมาก และควรจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนผู้เล่นบ้าง

 

แต่มันไม่ควรเกิดขึ้นในเกมอย่างแชมเปี้ยนส์ลีก สังเวียนที่ไม่มีที่ว่างให้สำหรับหัวใจของใครที่ไม่แน่วแน่พอ

 

ผลลัพธ์ของการตัดสินใจวันนั้นคือ การแพ้กลับมา และแม้ว่าจะชนะคืนในเกมต่อมา แต่พวกเขาก็ทำได้ไม่ดีพอที่จะผ่านเข้ารอบได้

 

สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดสำหรับเป๊ปคือ การที่เขาไม่ได้ทำเต็มที่เท่าที่ควรจะทำ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม และมันคือบทเรียนครั้งใหญ่ เป็นสิ่งที่จะติดในใจเขาไปอีกนาน

 

และมันยังเป็นบทเรียนให้กับเราทุกคนได้ด้วยเช่นกันครับว่า ต่อให้เก่งกาจระดับ สตีฟ จ็อบส์ หรือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่งวงการฟุตบอลอย่างเป๊ป เขาก็ล้มเหลวได้เหมือนกัน โดยที่บางครั้งมันอาจมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่สามารถทำให้เราล้มลง โดยที่เราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ก็มี

 

สำคัญคือ ล้มแล้วต้องเรียนรู้และรีบลุกขึ้นสู้ใหม่

 

การตกรอบครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า กุนซือชาวคาตาลันจะถูกปลดออกจากตำแหน่งครับ ในทางตรงกันข้าม เก้าอี้ของเขายังแข็งแรงมั่นคง และงานของเขาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังอยู่แค่กลางทางเท่านั้น

 

ผมเชื่อว่า ความเจ็บปวดในวันนี้จะทำให้เขาค้นพบคำตอบอะไรบางอย่าง

 

โดยที่ปีหน้าคือปีที่เราจะได้ตัดสินร่วมกันจริงๆ ว่า เป๊ปจะล้มเหลวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้หรือไม่

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

FYI
  • ครั้งสุดท้ายที่เป๊ปพาทีมคว้าถ้วยใบใหญ่ของยุโรปอย่างแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ต้องย้อนกลับไปในสมัยคุมบาร์เซโลนาที่ได้ 2 สมัยในฤดูกาล 2008-09 และ 2010-11 (ชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทั้ง 2 ครั้ง) ที่มีนักฟุตบอลอย่าง ลิโอเนล เมสซี, ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสตา ในทีม
  • กับบาเยิร์น มิวนิก เป๊ปพาไปได้ไกลที่สุดเพียงแค่รอบรองชนะเลิศเท่านั้น โดย 3 ครั้งที่ผ่านเข้ารอบตัดเชือก ทุกครั้งจบลงด้วยความพ่ายแพ้
  • ฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังมีโอกาสคว้า 3 แชมป์ (Treble Champ) อยู่ โดยได้ลีกคัพแล้ว 1 รายการ, เหลือชิงเอฟเอคัพกับวัตฟอร์ดในเดือนหน้า และเบียดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกกับลิเวอร์พูล โดยหากชนะทั้ง 5 นัดที่เหลือ พวกเขาจะเป็นแชมป์ทันที
  • สเปอร์ฯ ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (แต่ถ้านับยูโรเปี้ยนคัพ ก็จะเป็นครั้งที่ 2 หลังเคยเข้าถึงรอบนี้ในฤดูกาล 1961-62)
  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR