เผลอไม่เท่าไหร่การปฏิบัติการพิเศษทางทหารหรือสงครามในยูเครนก็กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 หากนับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 จนถึงวันที่ 9 มกราคม 2026 ก็จะนับได้ 1417 วัน
หากเปรียบเทียบกับระยะเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 1941 วันเริ่มต้นปฏิบัติการบาบาร์รอสซ่าของนาซีเยอรมันบุกสหภาพโซเวียต จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 วันที่กองทัพนาซีลงนามยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขกับกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ก็นับระยะเวลาได้ 1417 วันพอดีเช่นกัน
ถ้าหากการสู้รบในยูเครนนั้นไม่ได้ยุติลงในวันนี้ (9 มกราคม) นั่นหมายความว่า สงครามในยูเครนครั้งนี้จะถือว่า ‘ยืดเยื้อและยาวนานกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2’ ที่คร่าชีวิตประชากรชาวโซเวียตโดยรวมไปกว่า 20 ล้านชีวิตเสียอีก
ย้อนรอยปฐมบท
หากผู้อ่านยังจำได้ ในช่วงเวลาที่เริ่มการปฏิบัติการทหารใหม่ๆ มีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนต่างออกมาทำนายทายทักว่า รัสเซียจะไม่สามารถเอาชนะยูเครนที่มีมหามิตรอย่างกลุ่มประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนได้ ประกอบกับมาตรการคว่ำบาตรที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์กว่าห้าพันรายการ มีการตัดรัสเซียออกจากระบบเศรษฐกิจโลก ตัดระบบ SWIFT ระบบชำระทั้ง Visa / Mastercard รวมถึงธุรกิจต่างๆ ต่างถอนตัวออกจากรัสเซีย ฯลฯ นักวิชาการหลายท่านต่างออกมาฟันธงอย่างพร้อมเพรียงว่าไม่เกินปี สองปี เศรษฐกิจรัสเซียต้องพังทลาย รัสเซียจะไม่มีทุนในการทำสงครามต่อไปและต้องล้มเลิกการปฏิบัติการทางทหารนี้ไปในที่สุด
มิพักถึงการปรามาสด้อยค่ากองทัพรัสเซีย ว่าไม่มีน้ำยา ไม่สามารถปิดเกมได้ในระยะเวลาไม่กี่วันอย่าง (คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัสเซีย) คาดคะเนไว้
ในขณะที่ตอนนั้น ยูเครนยังมี ‘ไพ่ต่อรอง’ ที่เหนือชั้น มีพันธมิตรตะวันตกให้การสนับสนุน โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านดินแดน พลังการต่อรองยังครอบคลุมทุกพื้นที่ ตั้งแต่ดอนบาสไปจนถึงไครเมีย ว่ายูเครนไม่มีวันยกดินแดนที่ไหนให้กับรัสเซีย หัวเด็ดตีนขาดรัสเซียจะไม่มีวันได้ไป เพราะยูเครนยังมีมหามิตรนาโต (NATO)
หากยังจำกันได้ ผู้เขียนได้เคยแสดงความเห็นไปหลายครั้งแล้วว่า ‘อย่าประมาทรัสเซีย’ ทั้งในเรื่องของศักยภาพทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่ว่าๆ กันว่า เศรษฐกิจรัสเซียจะพัง มันไม่ได้พังง่ายๆ ขนาดนั้น รัสเซียยังมีทรัพยากรอย่างน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ทั้งโลกต้องซื้อไปใช้ ยังมีทองคำและทุนสำรองเตรียมรับการโจมตีทางเศรษฐกิจ ส่วนยุทธศาสตร์ทางทหารก็ใช้วิธีการตีหลอก ตีอ้อม บางพื้นที่ถึงที่สุดคือการเลี้ยงไข้ ตีตอดไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลายาวนาน ให้บั่นทอนศักยภาพการรบของฝั่งยูเครนไปเรื่อยๆ
จนมาบัดนี้ก็เห็นกันแล้วว่า รัสเซียยังคงหยัดยืนอยู่ได้ เพราะทุกอย่างผ่านการคิดและเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี
‘เวลาจะอยู่ข้างเรา’ คือหลักยุทธศาสตร์อย่างไม่เป็นทางการของรัสเซีย
ปัจจุบันเป็นผลลัพธ์ของอดีต คือข้อเท็จจริงที่ไม่ว่าใครก็คงมิอาจหักล้างได้ รัสเซียรู้ดีแต่แรกว่า การหักตีเอาให้ได้เบ็ดเสร็จในคราวเดียวคงไม่ใช่หนทางที่เหมาะ เพราะถึงยึดได้ในสมัยนั้นก็ยังคงต้องเผชิญกับกระแสการต่อต้านจากพันธมิตรตะวันตกของยูเครนอย่างหนัก สิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดคือการรบแบบการตอด การรบแบบยื้อไปเรื่อยๆ ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ให้ทรัพยากรของยูเครน รวมไปถึงทรัพยากรจากพันธมิตรตะวันตกที่ทุ่มมาสนับสนุนยูเครนลดลงไปเรื่อยๆ
ยิ่งเวลาผ่านไป ผู้คนในยุโรปเริ่มได้รับผลกระทบในระยะยาว ไม่ว่าจะเรื่องการขาดแคลนพลังงานจากรัสเซีย ประกอบกับมติมหาชนที่เริ่มกลับมาทบทวนว่า เงินภาษีของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลาย เหตุใดจึงนำไปลงทุนกับ ‘สิ่งที่เริ่มไม่แน่ใจว่าจะชนะได้หรือไม่ในยูเครน’ ในระยะเวลาที่ผ่านมาเราจึงเห็นปรากฏการณ์ ‘เลี้ยวขวา’ พรรคการเมืองฝ่ายขวาที่ไม่ได้ตั้งแง่กับการคุยติดต่อกับรัสเซียเริ่มขึ้นมามีอำนาจในยุโรป ทั้งฮังการี สโลวาเกีย และเชเคีย (สาธารณรัฐเช็ก)
และรัสเซียทราบดีว่าทุกๆ 4 ปีจะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจและผู้นำในสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนั้นผู้นำสหรัฐฯ อย่าง ‘โจ ไบเดน’ ผู้สนับสนุนให้ยูเครนต่อสู้กับรัสเซียนั้น ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะมีอำนาจตลอดไป จนกว่ารัสเซียจะยุติการสู้รบ การเมืองสหรัฐฯ เกิดการผลัดใบ ได้ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้ที่เน้นกลับมาให้ความสำคัญกับประเทศสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกและผู้ที่คาดเดาแนวทางไม่ได้ (Unpredictable) ขึ้นมาเป็นผู้นำ
สหรัฐ ฯ ผู้เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ NATO และยูเครนได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ เริ่มมองไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะเปลืองทรัพยากรให้ยูเครนต่อไปและเริ่มตัดความช่วยเหลือและบีบให้ยูเครนยอมรับข้อเสนอที่ ‘เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย’ จากจุดยืนเดิมที่ยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับการสูญเสียดินแดนใดๆ ตอนนี้หวังตามความเป็นจริงแค่ว่าอย่าเสียมากไปกว่าไครเมียและดอนบาสแล้วก็พอ จากการสู้รบที่ผ่านมาที่รัสเซียรบแบบซื้อเวลาให้ยืดเยื้อ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ พูดง่ายๆ คือรัสเซียถามไป ทุบไป ยอมไหม ไม่ยอมฉันทุบ ทุบไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะยอม และผลลัพธ์ทุกวันนี้คือ ดินแดนเหล่านั้นในที่สุดก็ตกอยู่ภายในการควบคุมของรัสเซียแล้วในทางพฤตินัย
เมื่ออ้อยเข้าปากช้างไปแล้ว ช้างที่ไหนจะยอมคายคืนออกมาง่ายๆ ?
ปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลกใหม่ในยุคปัจจุบัน: สิ่งกำหนดแนวโน้มและผลของสงครามในยูเครน
เวลาที่ผ่านพ้นไป นอกจากทรัพยากรที่ทั้งยูเครนและพันธมิตรยุโรปทุ่มลงไปในการต่อสู้กับรัสเซียร่อยหรอลงไป ประกอบกับนโยบายใหม่ ‘Make America Great Again’ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เป็น ‘New Order with No Order’ และให้ความสำคัญต่อเฉพาะผลประโยชน์สหรัฐฯ และจะถอนตัวจากความร่วมมือทุกรูปแบบที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสหรัฐฯ
เช่น ถอนตัวจากการสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย เพราะมองว่าสู้ไปก็ไร้ประโยชน์ไม่มีทางเอาชนะได้ (แม้ว่าจะเคยกลับลำสั้นๆ ว่าจะให้ยูเครนสู้ต่อ เพราะน่าจะสู้ได้และสัญญาจะส่งขีปนาวุธ Tomahawk ให้ เพราะตอนนั้นโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน หอบแผนที่เมือง Pokhrov ไปรายงานทรัมป์ว่า ทหารยูเครนกำลังยึดได้จากรัสเซีย แต่พอมีรายงานตอนหลังว่า ผลสุดท้ายรัสเซียเป็นผู้ยึดได้ ทรัมป์ก็เปลี่ยนใจกลับมาแบบเดิม) และพยายามบีบยูเครนให้รับเงื่อนไขที่รัสเซียเป็นต่อ เพื่อที่จะได้ ‘ตัดจบ’ ความคาราคาซังและไปสู่ขั้นตอนเจรจาแบ่งผลประโยชน์ในยูเครนกับฝ่ายรัสเซีย โดยเฉพาะกรณีแร่แรร์เอิร์ธในดอนบาส
หรือกรณีการพยายามครอบครอง ‘กรีนแลนด์’ ตั้งแต่การพยายามเจรจาจะขอซื้อ ไปจนถึงการไม่ปิดกั้นวิธีการใช้กำลังทหารเพื่อเข้าครอบครอง ซึ่งนโยบายนี้ก็บั่นทอนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มประเทศ NATO ด้วยกัน ใครจะคาดคิดว่ากลุ่มประเทศ NATO ยุโรปตะวันตกจะรวมตัวกัน เพื่อต่อต้านสหรัฐฯ ผู้ก่อตั้งและเป็นพันธมิตรหลัก NATO เสียเอง ซึ่งเหตุที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์ เพื่อสกัดกั้นการขยายอำนาจทางทะเลอาร์กติกที่มีรัสเซียเป็นโต้โผใหญ่และมีจีนเป็นผู้ผสมโรง
รัสเซียถือเป็นประเทศที่มีชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกทอดยาวที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นผู้นำในด้านการผลิตเรือตัดน้ำแข็งและมีจำนวนเรือตัดน้ำแข็งมากกว่าที่ยุโรปและสหรัฐฯ มีรวมกัน และในช่วงปี 2014-2022 อัตราการเติบโตของปริมาณตู้สินค้าผ่านเส้นทางเดินเรืออาร์กติก (NSR Boom) สูงถึง 755% ด้วยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ ที่ทำให้ฤดูร้อนในช่วงเวลาดังกล่าวยาวนานขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นการที่สหรัฐฯ ได้ครอบครองกรีนแลนด์ นั่นหมายถึง สหรัฐฯ จะสามารถเข้ามาสกัดกั้นการแผ่ขยายอำนาจของรัสเซียผ่านพื้นที่อาร์กติกได้โดยตรง อีกทั้งยังจะสามารถอ้างสิทธิชายฝั่งอาร์กติกได้มากขึ้นตามไปด้วย จะทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองแบ่งผลประโยชน์ในมหาสมุทรอาร์กติก ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางเดินเรือทัดเทียมกับรัสเซียได้
และการที่สหรัฐฯ พยายามแบ่งเขตอิทธิพล (Zoning) ของตนเองอย่างเข้มข้นนั้น เทียบได้กับสมัยที่สหรัฐฯ ประกาศใช้ ‘หลักการมอนโร’ (Monroe’s Doctrine) กล่าวคือ ทั้งทวีปอเมริกาจะอยู่ภายใต้อิทธิพลสหรัฐฯ เช่น กรณีบุกเวเนซูเอลา เพื่อจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ด้วยข้อกล่าวหาเป็นอาชญากรค้ายาเสพติด แต่ผลลัพธ์คือ สหรัฐฯ ได้รับน้ำมันจำนวนมหาศาล
เหตุการณ์ทั้งหลายที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น อาจส่งผลต่อสถานการณ์การสู้รบในยูเครนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อสหรัฐฯ มหาอำนาจหลักผู้เคยมีบทบาทนำในกลุ่มพันธมิตรทางทหาร NATO ที่เคยสนับสนุนยูเครนมาโดยตลอด หันความสนใจกลับมาในภูมิภาคของตนเอง จัดการเก็บกวาด เพื่อไม่ให้มหาอำนาจอื่นนอกภูมิภาค เช่น รัสเซีย และจีน เข้ามาหาผลประโยชน์ในดินแดนหลังบ้านของตนเอง และมีผู้นำที่คอยผลิตซ้ำวาทกรรม (Rhetoric) เรื่องการครอบครองกรีนแลนด์ เป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ยอมแม้กระทั่งขัดแย้งกับพันธมิตร NATO กันเอง แน่นอนว่า การสู้รบในยูเครนนั้น รัสเซียกับพันธมิตรยุโรปก็ต้องแบกรับภาระและผลกระทบไปเต็มๆ และถ้ายูเครนกับยุโรปสู้กับรัสเซียโดยลำพัง จะอยู่ได้ไปอีกนานสักแค่ไหน?
ที่ผ่านมามักจะมีข่าวว่ารัสเซียสูญเสียหนัก เสียทหารเป็นแสนๆ คน มาโดยตลอด แต่จนถึงบัดนี้ก็ ‘ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์’ และรัสเซียก็ยังสามารถมีกำลังพลดำเนินการสู้รบต่อมาและต่อไปได้เรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะว่าความเป็นจริงอาจจะกลับกัน หากพิจารณารายงานการแลกศพทหารระหว่างฝ่ายรัสเซียและยูเครน เราจะพบว่าพักหลังๆ มานี้ ในแต่ละรอบฝั่งรัสเซียสามารถส่งศพทหารยูเครนคืนให้ฝ่ายยูเครนได้รอบละ 1,000 นาย ในขณะที่ยูเครนสามารถส่งศพทหารรัสเซียคืนให้ฝ่ายรัสเซียในจำนวนหลักหน่วย อย่างล่าสุดอยู่ที่ 26 ศพจากรายงานของสื่อที่น่าเชื่อถือแห่งหนึ่ง
หากพิจารณาจากตัวเลขดังกล่าวแล้วก็อนุมานได้ว่า ศพทหารยูเครนที่รัสเซียดูแลน่าจะมีจำนวนมากกว่าศพทหารรัสเซียที่ยูเครนดูแล และถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าทรัพยากรกำลังคนของยูเครนกำลังร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ยิ่งกว่ารัสเซีย
พูดง่ายๆ คือ ถ้าสัดส่วนยูเครนเสียหนักกว่ารัสเซีย ในขณะที่รัสเซียยังเติมของเข้ามารบได้เรื่อยๆ ไปแบบนี้ อีกทั้งยังไม่ได้รับความช่วยเหลือหลักจากสหรัฐฯ (แถมโดนกดดันให้รับเงื่อนไขที่ต้องเสียเปรียบ) ต่อให้พึ่งพาความช่วยเหลือจากเฉพาะยุโรป จะอยู่ข้ามปีหน้าได้หรือไม่ก็น่าตั้งคำถาม หากพิจารณาจากสิ่งที่แลกเปลี่ยนกับมิตรสหายชาวรัสเซีย แทบทุกคนก็ประเมินกันว่า ‘ภายในปีนี้ สถานการณ์อาจจะคลี่คลายลง’
หรือไม่อย่างนั้นอาจจะต้องหวังพึ่งปาฏิหาริย์ ให้ยังอยู่รอดตลอดไปอีก 2-3 ปี รอจนถึงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในครั้งหน้าและภาวนาให้ประธานาธิบดีและรัฐบาลชุดใหม่ที่มีนโยบายที่ตรงกันข้ามกับทรัมป์ได้เข้ามามีอำนาจและแสดงบทบาทเก่าก่อนหน้านี้อย่างสมัยโจ ไบเดน ที่อัดฉีดการสู้รบของยูเครน
ในที่สุดบทสรุปการขับเคี่ยวของมหาอำนาจ อาจมีการขัดแย้งในบางสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาค เช่น อเมริกาจัดการเวเนซุเอลา ผู้เป็นพันธมิตรรัสเซียและจีน กรณียอมขัดแย้งกับเพื่อน NATO เพื่อครอบครองกรีนแลนด์ หรือการที่ยังขายอาวุธและให้ท้ายรัฐบาลไต้หวัน แต่ถึงที่สุดแล้วก็เพื่อสร้างอำนาจต่อรองผลประโยชน์ที่ทัดเทียมกับมหาอำนาจอื่นๆ ในภูมิภาคต่างๆ ตาม Criteria Core Five (C5) ที่สหรัฐฯ จัดลำดับมหาอำนาจที่ทัดเทียมเอาไว้ 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น
แฟ้มภาพ: Miss.cabul / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.bbc.com/news/articles/crrnw08qvg7o
- https://www.theatlantic.com/national-security/2025/11/ukraine-peace-push-russia-trump-zelensky/685045/
- https://apnews.com/article/greenland-denmark-security-trump-arctic-north-6066195d0c6b9e1bbe6da27d55b26ece
- https://www.reuters.com/world/europe/russia-ukraine-carry-out-new-exchange-bodies-2025-12-19/
- https://elib.bsu.by/bitstream/123456789/331238/1/674-677.pdf
- https://polarresearch.net/index.php/polar/article/view/10978/19900


