×

ผลสำรวจเผย พนักงาน Gen Z กว่า 50% วางแผนลาออกภายใน 1-2 ปี โจทย์ใหญ่องค์กรต้องปรับตัวรักษาคน

26.02.2026
  • LOADING...
ภาพพนักงาน Gen Z กำลังครุ่นคิด พร้อมข้อความ 'Gen Z ไทยกว่า 50% วางแผนลาออกภายใน 1-2 ปี' แสดงถึงความท้าทายในตลาดแรงงาน

ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งสำคัญเมื่อพนักงานกลุ่ม Gen Z ก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ข้อมูลจากบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส กลับชี้ให้เห็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่นายจ้างต้องรับมือ เมื่อพนักงานกลุ่มนี้ถึง 56% ระบุชัดเจนว่าคาดหวังจะทำงานกับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปีเท่านั้น ในขณะที่มีเพียง 27% ที่มองโอกาสจะอยู่ต่อในระยะ 3-5 ปี

 

ข้อมูลเชิงลึกเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีองค์กรถึง 72% ที่เปิดรับการจ้างงานบุคลากร Gen Z โดยมากกว่า 50% มองเห็นศักยภาพด้านดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท แต่ในมุมมองของพนักงานกลับพบว่า มีเพียง 33% ที่มองว่าองค์กรมีความพร้อมตอบโจทย์พวกเขา ขณะที่อีก 46% เชื่อว่าองค์กรยังแค่ค่อนข้างพร้อมที่จะรับมือกับการทำงานร่วมกันเท่านั้น

 

ความแตกต่างของมุมมองนี้ส่งผลให้ผู้บริหารกว่า 44% ยอมรับว่าการบริหารจัดการพนักงาน Gen Z ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและยากลำบาก แม้คนกลุ่มนี้จะมาพร้อมกับจุดแข็งด้านความคล่องตัวทางเทคโนโลยีสูงถึง 52%, และมีความคิดสร้างสรรค์อีก 25% แต่การรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาวกลับกลายเป็นโจทย์ที่หลายบริษัทต้องเร่งแก้ไข

 

ปัจจัยที่ Gen Z ให้ความสำคัญสูงสุดในการเลือกสถานที่ทำงานคือรูปแบบการทำงาน โดยพนักงานถึง 54% ต้องการ ‘ความยืดหยุ่น’ รองลงมาคือการทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจน 25%, และการทำงานแบบร่วมมือเป็นทีม 17% ซึ่งพวกเขามองว่าสิ่งนี้เป็นมาตรฐานพื้นฐานที่องค์กรควรมี มากกว่าจะเป็นเพียงสวัสดิการเพิ่มเติม

 

นอกเหนือจากความยืดหยุ่นแล้ว โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพยังเป็นปัจจัยหลักถึง 52% ที่รั้งให้พนักงาน Gen Z ตัดสินใจอยู่กับองค์กรต่อไป ตามมาด้วยการมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและเปิดกว้าง 24%, และความยืดหยุ่นด้านชั่วโมงหรือสถานที่ทำงาน 20% ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับสมดุลของชีวิตและการทำงานอย่างแท้จริง

 

เมื่อพิจารณาถึงการเลือกสถานที่ทำงาน ความมั่นคงของงานและการได้รับการสนับสนุนด้าน ‘สุขภาวะความเป็นอยู่’ กลายเป็นประเด็นสำคัญในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 37% สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้ความมั่นคงทางการเงินจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดีก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ไม่ยอมประนีประนอมเช่นกัน

 

ในด้านการพัฒนาศักยภาพ Gen Z ไม่ได้ชื่นชอบการนั่งเรียนทฤษฎีในห้องอบรม โดย 50% ให้ความสำคัญสูงสุดกับ ‘การเรียนรู้จากการทำงานจริง’ รองลงมาคือระบบพี่เลี้ยง 25%, และการเข้าร่วมสัมมนา 17% ส่วนการเรียนผ่านคอร์สภายนอกได้รับความสนใจน้อยที่สุดเพียง 1 ใน 10 สะท้อนพฤติกรรมที่ชอบลงมือทำและอยากเห็นผลลัพธ์

 

ความท้าทายหลักที่องค์กรต้องเผชิญคือช่องว่างด้านการสื่อสาร Gen Z เติบโตมากับช่องทางดิจิทัลที่เน้นความรวดเร็ว ซึ่งในบางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือถูกมองว่าขาดทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล องค์กรจึงจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการบริหารใหม่ ผ่านการสื่อสารอย่างเปิดเผยและเป็นกันเองมากขึ้น

 

เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันปัญหาการลาออก องค์กรควรริเริ่มจัดรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและการเงิน พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย การให้คำติชมผลการทำงานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ Gen Z เห็นจุดแข็งและเกิด ‘ความผูกพัน’ ระยะยาวกับองค์กร

 

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้ให้มุมมองไว้ว่า “พนักงาน Gen Z มีความสามารถในการปรับตัวสูง มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีแนวคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในประเทศไทยได้อย่างมาก”

 

ผู้บริหารโรเบิร์ต วอลเทอร์สยังได้เน้นย้ำเพิ่มเติมว่า “หากองค์กรต้องการดึงศักยภาพนี้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นนี้ พร้อมทั้งบริหารจัดการความท้าทายด้านการทำงานร่วมกันและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ โดยการสื่อสารอย่างเปิดเผยและโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ”

 

ในโลกการทำงานยุคปัจจุบันที่มีบุคลากรหลากหลายเจเนอเรชันอยู่ร่วมกัน การสร้างสภาพแวดล้อมที่ ‘เปิดกว้างและครอบคลุม’ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุด เพื่อให้พนักงานทุกวัยสามารถสื่อสารความคาดหวังของตนได้อย่างชัดเจน และช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยเพื่อผลักดันให้องค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

ภาพ: fizkes / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising