วันนี้ (18 มิถุนายน) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับที่ 309/2569 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและเสียงของกรรมการ กกต. ท่านหนึ่ง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานในวันเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา
โดยทางสำนักงาน กกต. ได้จำแนกข้อเท็จจริงออกเป็น 3 ประเด็นหลักเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการควบคุมความเรียบร้อย
ในประเด็นแรกเกี่ยวกับการนำเอกสารหรือโพยรายชื่อเข้าไปในสถานที่เลือก สำนักงาน กกต. ชี้แจงว่าการกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท 125/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง
มีบทบัญญัติห้ามเพียงการนำเข้าหรือใช้เครื่องมือสื่อสาร เครื่องบันทึกภาพและเสียง หรืออุปกรณ์อื่นใดตามที่คณะกรรมการกำหนดเท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดห้ามการนำเข้าเอกสารหรือเอกสารที่จดหมายเลขของผู้สมัครรายอื่นแต่ประเด็นสำคัญคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ห้ามมิให้ผู้ได้รับเลือกขั้นต้นนำเอกสารใดๆ เข้าไปในบริเวณพื้นที่ลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน
การปฏิบัติหน้าที่ของ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ในการเก็บรวบรวมเอกสารหรือโพยที่ผู้สมัครพกติดตัวมา จึงเป็นการปฏิบัติตามมติของ กกต. เพื่อให้เกิดความระมัดระวังและเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเลือก ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาเป็นที่ยุติแล้วว่า การกระทำของ กกต. ในการเก็บโพยดังกล่าวไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
สำหรับประเด็นที่สอง กรณีข้อกล่าวอ้างเรื่องการแจ้งเบาะแสขบวนการทำโพยฮั้วเลือก สว. โดย พ.ต.อ. มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้แถลงข่าวว่าตนได้เข้าพบและแจ้งเหตุการณ์จัดตั้งกลุ่มทำโพยต่อเลขาธิการ กกต. เมื่อเวลา 08.29 น. ของวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และอ้างว่าเลขาธิการ กกต. ตอบกลับในทำนองให้ปล่อยไปเนื่องจากมีการวางแผนมาดีแล้วนั้น
สำนักงาน กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล เอกสาร บันทึกการปฏิบัติงาน เอกสารรับแจ้งเหตุ และระบบกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างละเอียดแล้ว พบว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่ามีการแจ้งเหตุดังกล่าวต่อเลขาธิการ กกต. แต่อย่างใด อีกทั้งยังพบข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนจากรายงานราชการ โดย พ.ต.อ. มนัส ได้ยื่นรายงานต่อ กกต. (ตามแบบ ผตล.จว. 2/1) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นการรายงานภายหลังสิ้นสุดกระบวนการเลือก สว. ระดับประเทศไปแล้วถึง 2 วัน เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องยึดถือพยานหลักฐานทางราชการที่ตรวจสอบได้ตามกระบวนการกฎหมายเป็นสำคัญ
ประเด็นสุดท้าย มาตรการระงับและยับยั้งการกระทำผิดกฎหมายเลือก สว. ระดับประเทศ สำนักงาน กกต. ระบุว่า พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 59 บัญญัติให้อำนาจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งในการสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่หรือนับคะแนนใหม่ได้ทันที หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกนั้นไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ทั้งนี้ ในส่วนของการพิจารณากรณีข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดของผู้สมัคร สว. รายอื่นๆ ในปัจจุบันยังคงอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งหากกระบวนการสืบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำนักงาน กกต. จะนำข้อมูลและข้อสรุปทั้งหมดมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป


