×

ฟลอยด์ VS คอเนอร์ วิเคราะห์จุดแข็ง ความได้เปรียบ และโอกาสที่นักชกไร้พ่ายจะพ่ายแพ้

26.08.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 Mins. Read
  • ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ ยอดนักชกไร้พ่าย เตรียมขึ้นเวทีมวยสากลเป็นครั้งที่ 50 กับ คอเนอร์ แม็กเกรเกอร์ ยอดนักสู้ชาวไอริช ที่ข้ามค่ายจาก UFC มาชกมวยสากล เพื่อพิสูจน์ความเป็นยอดนักสู้ และเพื่อเงินค่าตอบแทนอีกคนละอย่างน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • อดีตนักมวยและนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าฟลอยด์เป็นฝ่ายได้เปรียบ เนื่องจากการต่อสู้ครั้งนี้เป็นรูปแบบของมวยสากล ซึ่งถือศาสตร์ที่ฟลอยด์ไม่ใช่แค่คุ้นเคย แต่ทำสถิติชกไป 49 ครั้ง ชนะทั้งหมด 49 ครั้ง
  • ฝั่งคอเนอร์ หลายคนเชื่อว่าด้วยสไตล์การชกที่แตกต่างจากมวยสากล เขาจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับฟลอยด์ได้ และเชื่อว่าโอกาสชนะของคอเนอร์มีช่วงเวลาเพียง 4 ยกแรกที่จะน็อกฟลอยด์ได้เท่านั้น เพราะหากการต่อสู้ยืดเยื้อไปนานกว่านั้น ฟลอยด์ที่คุ้นเคยกับการชก 12 ยกจะได้เปรียบทันที

     หลังจากรอคอยมาอย่างยาวนาน และโปรโมตการแข่งขันมาถึง 4 เมืองใน 3 ประเทศ ไฟต์ประวัติศาสตร์ของวงการศิลปะการต่อสู้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยครั้งนี้เป็นการโคจรมาพบกันของ ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ (Floyd Mayweather Jr.) ยอดนักชกจอมโว วัย 40 ปี ที่ชกมา 49 ครั้ง ชนะทั้ง 49 ครั้ง แชมป์ 5 รุ่น และอยู่บนจุดสูงสุดของวงการมวยสากลตลอดหลายปีที่ผ่านมา

     ขณะที่ผู้ท้าชิงเป็นยอดนนักชกที่มีสไตล์จอมโวไม่แพ้กันคือ คอเนอร์ แม็กเกรเกอร์ (Conor McGregor) ยอดนักสู้ชาวไอริช ที่สามารถคว้าแชมป์ UFC หรือศิลปะการต่อสู้แบบผสมได้ 2 รุ่นเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ และถือเป็นมวยแม่เหล็กของวงการ UFC ไปแล้ว

 

 

     โดยการต่อสู้ของทั้งสองคนจะชกภายใต้กติกาของมวยสากล ชกทั้งหมด 12 ยก ยกละ 3 นาที โดยล่าสุดทั้งคู่ได้ตกลงกันว่าจะใช้นวมขนาด 8 ออนซ์ เป็นการช่วยให้คอเนอร์มีความคุ้นเคยในการชก และช่วยให้ฟลอยด์มีสปีดหมัดที่เร็วขึ้น ซึ่งก่อนทั้งคู่จะเดินขึ้นเวที T-Mobile Arena ที่ลาส เวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ความได้เปรียบเสียเปรียบของทั้งคู่มีอะไรบ้าง ไปติดตามกัน

 

 

ฟลอยด์ = การป้องกันตัวที่ดี และการวางแผนการชกที่หลักแหลม

     ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ เกิดและเติบโตขึ้นในครอบครัวของนักสู้ ด้วยความพ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศโอลิมปิก ปี 1996 ที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ทำให้เขาตัดสินใจขึ้นชกมวยสากลอาชีพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยตลอดการเดินทาง 49 ไฟต์ของเขา ฟลอยด์เริ่มต้นจากนักมวยสากลทั่วไปที่มีความเร็ว และมีพลังหมัดในการน็อกคู่ต่อสู้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์ของเขาได้สอนปรัชญาที่แท้จริงของมวยสากล คือการชกให้โดนและหลบให้ทัน หรือ ‘Hit and don’t get hit’

     จุดเด่นของเขาคือการป้องกันตัวในระหว่างการชก ซึ่งเขาสามารถทำสถิติที่ยอดเยี่ยม โดยครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่เขาถูกน็อกดาวน์คือไฟต์ที่พบกับ คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ ในปี 2001

     “พระเจ้าไม่เคยผิดพลาด พระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่เพอร์เฟกต์ที่สุด และนั่นก็คือสถิติการชกของผม”

     ฟลอยด์ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจในสถิติการชกที่ไม่เคยมีนักมวยคนไหนสามารถเอาชนะเขาได้มาก่อน

     แต่สิ่งที่หลายคนไม่มั่นใจคืออายุที่มากขึ้นของฟลอยด์ โดยวันที่เขาขึ้นชก ฟลอยด์จะมีอายุ 40 ปี ห่างกับคอเนอร์ คู่ชกที่มีอายุ 29 ปี และคอเนอร์มีสไตล์การชกที่ไม่เหมือนนักมวยสากลหลายๆ คนที่ฟลอยด์เคยผ่านมา รวมถึงความไวและความแข็งแกร่งของวัยหนุ่มที่ทำให้หลายคนกังวลว่าฟลอยด์อาจจะโดนน็อกได้

 

 

     แต่ที่ผ่านมา นักมวยอย่าง คาเนโล อัลวาเรซ ซึ่งวันที่ขึ้นชกกับฟลอยด์มีอายุเพียง 24 ปี หรือ แมนนี ปาเกียว นักมวยที่หลายคนเชื่อว่าจะเป็นคนที่ทำลายเกราะป้องกันของฟลอยด์ได้ แต่สุดท้ายนักมวยที่ผ่านมาทั้ง 49 คนที่ได้พยายาม และทั้ง 49 คนก็ล้มเหลว ทำให้ฟลอยด์ยังถือว่าได้เปรียบคอเนอร์ทั้งสถิติการชก ประสบการณ์ และการป้องกันตัวที่ยอดเยี่ยม

 

 

คอเนอร์ = โอกาสทำลายสถิติฟลอยด์ภายใน 4 ยก

     คอเนอร์ แม็กเกรเกอร์ ยอดนักชกชาวไอริช ที่ทิ้งอาชีพนักประปาในบ้านเกิด มาตามล่าฝันการเป็นยอดนักสู้ในอเมริกาให้ได้ จนสุดท้ายกลายเป็นยอดนักชกได้สำเร็จ

     ด้วยสไตล์การชกที่รวดเร็วและดุดัน คอเนอร์สร้างชื่อเสียงใหักับตนเองได้อย่างรวดเร็ว หลังจากการขึ้นชกศิลปะการต่อสู้แบบผสมครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 จนมาถึงวันนี้ เขาขึ้นชกทั้งหมด 24 ครั้ง ชนะ 21 แพ้ 3 โดยตลอดการเดินทางในฐานะนักสู้ เขาโชว์ฝีมือการทำลายล้างคู่ชก โดยสามารถน็อกคู่ชกไปทั้งหมด 18 ครั้ง ซึ่งสถิติการน็อกคู่ชกของเขาเกิดขึ้นในยกแรกทั้งหมด 13 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงพละกำลังและความเร็วที่คอเนอร์มีในการต่อสู้รูปแบบนี้

     ด้วยการต่อสู้ของ UFC ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่ต้องใช้วิชาหลายศาสตร์มาผสมผสานกันก่อนการขึ้นชก ทำให้คอเนอร์ต้องเคยพบเจอกับการเตะ ต่อย เข่า ศอก และการจับล็อก ซึ่งจุดนี้หลายคน รวมถึงตัวเขาเองมองว่าเป็นข้อได้เปรียบ เพราะการชกมวยสากลเป็นสิ่งที่จำกัดความรุนแรง และคอเนอร์ก็เชื่อว่าหมัดของฟลอยด์ไม่สามารถทำอะไรเขาได้

     “ผมเคยโดนหน้าแข้งกระแทกคางมาแล้ว คุณเคยโดนหน้าแข้งกระแทกคางหรือยังล่ะ นั่นคือสิ่งที่ผมเคยเจอ เขาจะพูดอะไรกันก็ได้ แต่ผมผ่านสถานการณ์ที่หนักกว่าพวกเขามาก่อน” คอเนอร์ แสดงความมั่นใจในงานแถลงข่าวครั้งสุดท้ายก่อนขึ้นชก

 

คาดการณ์รูปแบบของไฟต์ประวัติศาสตร์

     คอเนอร์ แม็กเกรเกอร์ ถือเป็นนักสู้ที่มีหมัดที่รวดเร็วและหนักหน่วง แต่ก็เป็นนักชกที่อาศัยจังหวะดักชก หรือสวนกลับได้เป็นอย่างดี ขณะที่ฟลอยด์มีการป้องกันตัวที่ดี และหมัดสวนกลับที่แม่นยำและรวดเร็ว ทำให้ไฟต์นี้หลายคนเชื่อว่าอาจจะออกมาน่าเบื่อ เพราะทั้งคู่อาจรอจะสวนกลับและดูเชิงคู่ชกจนไม่มีใครเข้าทำ หรือแลกหมัดแบบที่พวกเขาได้ปะทะฝีปากกันอย่างเมามันตลอดการโปรโมตการชกหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอ

     คอเนอร์ที่เคยขึ้นชก UFC ทั้งหมด 3 ยก ยกละ 5 นาที เปรียบเสมือนนักวิ่ง 100-200 เมตร ขณะที่กฎกติกาการชกครั้งนี้คือการชก 12 ยก ยกละ 3 นาที ภายใต้นวม 8 ออนซ์ ซึ่งเปรียบแล้วเหมือนเอานักวิ่งสปรินต์มาวิ่งมาราธอนนั่นเอง

     หลายฝ่ายจึงวิเคราะห์ว่า คอเนอร์มีเวลาที่จะพยายามน็อกเอาต์ฟลอยด์ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดในวงการมวยสากลขณะนี้ทั้งหมด 4 ยก ซึ่งหลังจากยกที่ 5 เป็นต้นไป ฟลอยด์ที่คุ้นเคยกับเวลาการชกแบบนี้อาจจะใช้ความได้เปรียบนี้เล่นงานคอเนอร์ จนสุดท้ายอาจนำไปสู่การน็อกเอาต์ครั้งที่ 27 ในชีวิตของฟลอยด์ก็เป็นได้

 

 

ศึกแห่งศักดิ์ศรี

     ประวัติศาสตร์ของมวยสากล ถือว่าเป็นกีฬาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานจนไม่มีใครสามารถบอกได้ชัดเจนว่ากีฬานี้เริ่มต้นขึ้นที่ไหน อย่างไร แต่กีฬาชนิดนี้ก็สามารถอยู่รอดมาได้ด้วยวิวัฒนาการของกฎกติกาการแข่งขันที่พัฒนาตามศักยภาพ และความนิยมของมนุษย์ แต่ท่ามกลางการพัฒนาการนั้น ได้มีกีฬาอีกหนึ่งชนิดที่เกิดขึ้นจากศิลปะการต่อสู้หลายชนิดมารวมตัวกันเป็น UFC หรือศิลปะการต่อสู้แบบผสม ก้าวขึ้นมาท้าทายความเป็นยอดศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

     ซึ่งการขึ้นชกวันที่ 27 สิงหาคมนี้ตามเวลาประเทศไทย นอกจากทั้ง ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียนร์ และ คอเนอร์ แม็กเกรเกอร์ จะนำเอาชื่อเสียงของพวกเขาเป็นเดิมพันแล้ว ผลของการชกครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อศักดิ์ศรีของกีฬามวยสากลและศิลปะการตู้แบบผสม จนทำให้นักมวยสากลหลายคน เช่น ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ได้ ออกมาคัดค้านการชกครั้งนี้ เนื่องจากกังวลว่าฟลอยด์จะนำเอาศักดิ์ศรีของวงการมวยสากลมาทิ้งในไฟต์นี้ ขณะที่ฝั่งคอเนอร์ หากได้ชัยชนะก็จะเป็นการลบล้างคำสบประมาทที่คนในวงการมวยสากลดูถูกไว้ตลอดว่า นักชก UFC ไม่มีฝีมือในการต่อสู้เท่ากับนักมวยอาชีพ

     การเตรียมฝีปากดูถูกคู่แข่ง สถิติการชกที่เพอร์เฟกต์ ความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรืออายุ จะถูกตัดสินหลังจากวินาทีที่ระฆังดังขึ้น และนักมวยทั้งสองจะเหลือเพียงแค่ 2 หมัด กับเวลา 12 ยก ไว้ใช้ตัดสินไฟต์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้

     เพื่อพิสูจน์ว่า สุดท้ายใครกันแน่ที่ ‘เก่ง’ กว่ากัน

 

Photo: John Gurzinski, Gene Blevins/AFP

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising