“ของแบบนี้มันโดนกันได้!”
ประโยคคุ้นหูของแฟนบอลไทยกลับมาใช้อธิบายค่ำคืนหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษได้อีกครั้ง หลังฟลีตวูด ทาวน์ ทีมอันดับ 18 ของลีกทู สร้างเรื่องเหลือเชื่อด้วยการเขี่ยอาร์เซนอล แชมป์พรีเมียร์ลีก ตกรอบ 4 คาราบาวคัพ หลังเสมอกัน 1-1 ก่อนเอาชนะในการดวลจุดโทษ
ก่อนเกมนี้ ทั้งสองทีมมีอันดับในระบบลีกอังกฤษห่างกันถึง 83 อันดับ อาร์เซนอลอยู่บนจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ขณะที่ฟลีตวูดกำลังดิ้นรนอยู่ในลีกระดับ 4 และชนะเพียงนัดเดียวจาก 8 เกมลีกหลังสุด
หากพิจารณาจากชื่อชั้น ผลงาน และคุณภาพนักเตะ อาร์เซนอลย่อมเป็นต่ออย่างมหาศาล
แต่ฟุตบอลถ้วยอังกฤษมีประวัติศาสตร์ที่บอกเราอยู่เสมอว่า ทีมที่เหนือกว่าไม่ได้เป็นฝ่ายชนะทุกครั้ง
เกมนี้ฟลีตวูดขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 21 จาก อารอน ลูปาโล-บี ก่อนที่ วิคเตอร์ โยเคเรส จะยิงตีเสมอให้อาร์เซนอลในครึ่งหลัง แม้ทีมเยือนจะพยายามบุกเพื่อปิดเกม แต่เจ้าถิ่นยังยืนหยัดจนลากการแข่งขันไปถึงการดวลจุดโทษ
และเมื่อ คอเนอร์ ฮอกีย์ ยิงจุดโทษตัดสินชัยชนะ แฟนบอลฟลีตวูดก็กรูกันลงมาเฉลิมฉลองในสนามไฮบิวรี สนามเหย้าเล็กๆ ของสโมสรที่ตั้งอยู่ในเมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ
ภาพนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำของฟุตบอลถ้วยอังกฤษที่แฟนบอลจะพูดถึงไปอีกนาน
ฟลีตวูด ทาวน์ มีฉายาว่า The Cod Army ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์เมืองประมงของพวกเขา สโมสรแห่งนี้เคยสร้างเส้นทางเลื่อนชั้นถึง 6 ครั้งในเวลา 12 ปี จากฟุตบอลนอกลีกขึ้นสู่ลีกวัน และเคยเข้าใกล้การเลื่อนชั้นสู่แชมเปียนชิป ก่อนตกกลับมาอยู่ลีกทูในปี 2024
แม้จะเป็นทีมเล็ก แต่ฟลีตวูดมีระบบอะคาเดมีและศูนย์ฝึกของตัวเอง ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2016 โดยมี เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาร่วมพิธีเปิด ขณะที่ เจมี วาร์ดี ดาวยิงผู้เคยสร้างเทพนิยายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับเลสเตอร์ ซิตี้ ก็เคยเป็นนักเตะของสโมสรแห่งนี้มาก่อน
ความแตกต่างระหว่างฟลีตวูดกับอาร์เซนอลยังสะท้อนผ่านสนามเหย้าอย่างไฮบิวรี ซึ่งมีความจุเพียง 5,300 คน และมีที่จอดรถภายในสนามเพียง 4 คัน
ก่อนการแข่งขัน The Guardian รายงานว่า ฟลีตวูดขายตั๋วปีเพิ่มได้ราว 200 ใบ หลังทราบว่าจะได้เปิดบ้านต้อนรับแชมป์พรีเมียร์ลีก
สำหรับสโมสรที่มีแฟนบอลหลักเพียงไม่กี่พันคน การได้เปิดบ้านพบแชมป์พรีเมียร์ลีกจึงเป็นโอกาสพิเศษอยู่แล้ว และเมื่อจบลงด้วยชัยชนะ ความหมายของค่ำคืนนี้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
ในฟุตบอลลีก ความสำเร็จมักเป็นผลจากความสม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาล สโมสรที่มีขุมกำลังคุณภาพสูง งบประมาณมากกว่า และตัวเลือกนักเตะมากกว่า ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
แต่ฟุตบอลถ้วยแบบน็อกเอาต์เปิดโอกาสให้ทุกอย่างถูกตัดสินภายในเกมเดียว
ทีมเล็กอาจเป็นรองทั้งการครองบอล โอกาสยิง และคุณภาพนักเตะ แต่หากสามารถรับมือกับแรงกดดัน ใช้โอกาสที่มี และยืนหยัดจนจบการแข่งขัน ก็มีสิทธิ์สร้างผลการแข่งขันที่ไม่มีใครคาดคิด
ในฟุตบอลอังกฤษ เรื่องราวเช่นนี้ถูกเรียกว่า Giant Killing หรือการที่ทีมเล็กสามารถโค่นทีมใหญ่กว่าได้สำเร็จ
ตัวอย่างเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง อย่างเมื่อฤดูกาลก่อน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกกริมสบี ทาวน์ ทีมจากลีกทู เขี่ยตกรอบคาราบาวคัพ หลังเสมอ 2-2 ก่อนแพ้จุดโทษ 11-12
ย้อนกลับไปในปี 2012 แบรดฟอร์ด ซิตี้ ซึ่งอยู่ลีกทูเช่นกัน ก็เคยเอาชนะอาร์เซนอลด้วยการดวลจุดโทษ ก่อนสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศลีกคัพในฤดูกาลนั้น
และในปี 2013 วีแกน แอธเลติก ก็เคยสร้างหนึ่งในผลการแข่งขันที่น่าจดจำที่สุดของเอฟเอคัพ ด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นต่างช่วงเวลา แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือการเปิดพื้นที่ให้สโมสรเล็กๆ ได้สร้างความทรงจำครั้งใหญ่ของตัวเอง
แมตต์ ลอว์เลอร์ ผู้จัดการทีมฟลีตวูด ยกให้ชัยชนะเหนืออาร์เซนอลเป็นค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร และยังทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายลีกคัพเป็นครั้งแรก
สำหรับฟลีตวูด ชัยชนะครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ในลีกทู เพราะสุดสัปดาห์นี้พวกเขายังต้องกลับไปต่อสู้เพื่อคะแนนและอันดับบนตารางเหมือนเดิม
แต่สำหรับแฟนบอลที่เดินทางตามเชียร์ทีมแม้ในวันที่แพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การได้เห็นสโมสรของตัวเองเอาชนะแชมป์พรีเมียร์ลีกต่อหน้าต่อตา อาจเป็นความทรงจำที่คุ้มค่ากับการรอคอยทั้งหมด
และสำหรับฟุตบอลอังกฤษ นี่คืออีกหนึ่งค่ำคืนที่ยืนยันว่า ต่อให้ฟุตบอลยุคใหม่จะมีช่องว่างด้านเงินทุนและคุณภาพนักเตะมากเพียงใด ฟุตบอลถ้วยก็ยังเปิดโอกาสให้ทีมเล็กได้สร้างเรื่องราวของตัวเองเสมอ
เพราะเมื่อเสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น ไม่มีใครการันตีได้ว่าทีมใหญ่จะเป็นฝ่ายชนะ
และนั่นคือเหตุผลที่เสน่ห์แบบ ‘แจ็คผู้ฆ่ายักษ์’ ในฟุตบอลถ้วยอังกฤษยังไม่เคยเลือนหายไป
อ้างอิง:

