×
394006

จีนเปิดเส้นทางบินตรง 8 ประเทศที่คุมโควิด-19 ดี, สศช. จับมือ ศบศ. เพิ่มโปร ‘เราเที่ยวด้วยกัน’: 5 ปัจจัยที่นักลงทุนต้องรู้ (3 ก.ย. 2563)

โดย FINNOMENA
03.09.2020
  • LOADING...
  • จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ โดยวันนี้สหรัฐฯ มีกำหนดประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการจากสถาบัน ISM (ISM Non-Manufacturing PMI)  ประจำเดือนสิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะประกาศออกมาที่ 57.0 จุด อยู่เหนือระดับ 50.0 จุด สะท้อนถึงภาวะขยายตัว แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 58.1 จุด สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐฯ ที่ยังส่งผลให้ภาคบริการไม่สามารถกลับมาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นแล้วสหรัฐฯ ยังมีกำหนดประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกประจำสัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจะประกาศออกมาที่ 950,000 ราย ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1,006,000 ราย ขณะที่อังกฤษมีกำหนดประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Services PMI) ประจำเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าจะประกาศออกมาที่ 60.1 จุด ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 56.5 จุด ส่งผลให้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวม (Composite PMI) ที่มีกำหนดประกาศไล่เลี่ยกัน อาจอยู่ที่ 60.3 จุด ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 57.0 จุด

 

  • วานนี้ ดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) มีมติเห็นชอบให้อนุมัติมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศภายใต้โครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางคือ 1. เพิ่มเติมสิทธิ์แก่ผู้ลงทะเบียน ประกอบไปด้วย การเพิ่มส่วนลดค่าที่พัก 40% เป็น 10 คืนต่อคน เพิ่มคูปองอาหารต่อการท่องเที่ยว สูงสุดมูลค่า 900 บาทต่อวัน หากท่องเที่ยวในวันจันทร์-พฤหัสบดีจะอุดหนุน 900 บาท ขณะที่วันศุกร์-อาทิตย์จะอุดหนุน 600 บาท และให้เงินคืนค่าตั๋วเครื่องบิน 2,000 บาทต่อที่นั่ง เริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไป 2.ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ในแพ็กเกจเราเที่ยวด้วยกัน สามารถลาพักผ่อนวันธรรมดาเพิ่มได้ 2 วันโดยไม่ถือเป็นวันลา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในวันธรรมดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความถี่การพักค้าง และกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมกันนี้ยังเตรียมพิจารณาไปถึงกลุ่มคนสูงวัย หรือผู้มีกำลังซื้อสูง ให้สะดวกในการเข้าถึงโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ได้ง่ายมากขึ้นในอนาคตด้วย

 

  • วานนี้ สำนักงานการบินพลเรือนของจีน (CAAC) แถลงว่าได้อนุมัติให้สายการบินจาก 8 ประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี ประกอบด้วยไทย, กัมพูชา, กรีซ, เดนมาร์ก, สวีเดน และแคนาดา ให้สามารถบินตรงไปยังกรุงปักกิ่งได้ หลังจากที่ประกาศงดการเดินทางตรงเข้ากรุงปักกิ่งมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม CAAC ระบุเพิ่มเติมว่าหากตรวจพบว่ามีผู้โดยสารติดเชื้อมากกว่า 3 รายบนสายการบินที่ได้รับอนุญาต จะนำมาตรการล็อกดาวน์กลับมาใช้อีกครั้ง

 

  • แนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า ได้มีการสนทนากับสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ในประเด็นมาตรการทางการคลังเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แล้ว อย่างไรก็ดีการเจรจาดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อทั้ง 2 พรรคยังมีจุดยืนที่แตกต่างกัน โดยพรรคเดโมแครตเสนอวงเงินมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงแรก ก่อนที่จะลดลงมาเหลือ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันวงเงินราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์

 

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในบันทึกข้อความที่ระบุว่าจะตัดลดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลางที่อุดหนุนรัฐต่างๆ ในรัฐที่ปล่อยให้ความไม่สงบเกิดขึ้น มีการทำลายทรัพย์สิน และทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเป็นความพยายามสร้างแรงกดดันให้มีการควบคุมการชุมนุมในรัฐต่างๆ ให้เป็นระเบียบมากขึ้น หลังจากที่กระแสการชุมนุม Black Lives Matter กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิวยอร์ก, วอชิงตัน ดี.ซี. และซีแอตเทิล

 

ภาวะตลาดวานนี้

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทำ New High อย่างต่อเนื่องจากตัวเลขคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานที่ออกมาแข็งแกร่งที่ระดับ 6.4% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 6.0% ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกันกับตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 0.6% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.5% บ่งชี้ถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นหรืออีกนัยคือผู้บริโภคเริ่มกลับมาซื้อสินค้ามากขึ้น แสดงถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

 

  • สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรงแม้สต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ จะลดลงก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามกำลังการผลิตในอ่าวเม็กซิโกกลับมาฟื้นตัวแล้ว ส่งผลต่ออุปทานที่กลับมาเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันปรับตัวตามกลไกตลาด ด้านสัญญาทองคำปรับตัวลงจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

สหรัฐฯ

  • Dow Jones อยู่ที่ 29100.5 เพิ่มขึ้น 454.84 (1.59%)
  • S&P 500 อยู่ที่ 3580.84 เพิ่มขึ้น 54.19 (1.54%)
  • Nasdaq อยู่ที่ 12056.44 เพิ่มขึ้น 116.78 (0.98%)

 

ยุโรป

  • DAX อยู่ที่ 13243.43 เพิ่มขึ้น 269.18 (2.07%)
  • FTSE 100 อยู่ที่ 5940.95 เพิ่มขึ้น 78.9 (1.35%)
  • Euro Stoxx 50 อยู่ที่ 3337.77 เพิ่มขึ้น 60.19 (1.84%)
  • FTSE MIB อยู่ที่ 19858.21 เพิ่มขึ้น 263.19 (1.34%)

 

เอเชีย

  • Nikkei 225 อยู่ที่ 23247.15 เพิ่มขึ้น 109.08 (0.47%)
  • S&P/ASX 200 อยู่ที่ 6063.2 เพิ่มขึ้น 109.8 (1.84%)
  • Shanghai อยู่ที่ 3404.8 ลดลง -5.81 (-0.17%)
  • SZSE Component อยู่ที่ 13887.43 เพิ่มขึ้น 37.77 (0.27%)
  • China A50 อยู่ที่ 15741.56 ลดลง -25.23 (-0.16%)
  • Hang Seng อยู่ที่ 25120.09 ลดลง -64.76 (-0.26%)
  • Taiwan Weighted อยู่ที่ 12699.5 ลดลง -3.78 (-0.03%)
  • SET อยู่ที่ 1315.88 เพิ่มขึ้น 10.31 (0.79%)
  • KOSPI อยู่ที่ 2364.37 เพิ่มขึ้น 14.82 (0.63%)
  • IDX Composite อยู่ที่ 5311.97 เพิ่มขึ้น 1.29 (0.02%)
  • BSE Sensex อยู่ที่ 39086.03 เพิ่มขึ้น 185.23 (0.48%)
  • PSEi Composite อยู่ที่ 5738.39 ลดลง -60.85 (-1.05%)

 

Commodity

  • ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 41.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง -1.29 (-3%)
  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อยู่ที่ 44.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง -1.37 (-2.99%)
  • ราคาทองคำ อยู่ที่ 1944.78 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง -27.9 (-1.42%)

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง: 

  • InfoQuest
  • Bloomberg
  • Investing
  • CNBC
  • Reuters
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories