×

Fed มติไม่เอกฉันท์ คงดอกเบี้ยที่ 3.75%-4% ไม่ส่งสัญญาณชัดเจน กดดันตลาดปรับมุมมองดอกเบี้ย

29.10.2026
เควิน วอร์ช ประธาน Fed แถลงข่าวนโยบายการเงินหลังการประชุม FOMC

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75%-4% พร้อมส่งสัญญาณว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่จะทยอยเปิดเผยในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า จะมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจครั้งต่อไป โดยยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมหรือไม่

 

 

28 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ คณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ลงมติ 10 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ย โดย Lisa Cook และ Beth Hammack เป็นสองเสียงที่ไม่เห็นด้วย และต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%

 

หลังการประชุมเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed ยืนยันว่า คณะกรรมการพร้อมดำเนินการตามความเหมาะสมของสถานการณ์ และที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพร้อมลงมือเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด

 

Warsh ปฏิเสธข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังร้อนแรงเกินไป แต่ยอมรับว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายด้านแข็งแกร่งกว่าที่คาด ทั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และการลงทุนภาคธุรกิจที่มั่นคง ทำให้การหารือของคณะกรรมการในรอบนี้มุ่งเน้นไปที่การควบคุมเงินเฟ้อเป็นสำคัญ

 

ในแถลงการณ์หลังการประชุม Fed ระบุว่า การได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจะช่วยให้คณะกรรมการประเมินได้ว่าควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร เพื่อให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 2% ได้อย่างทันท่วงที

 

ข้อมูลเศรษฐกิจนับตั้งแต่การประชุมเดือนกันยายนยังสนับสนุนความกังวลว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่คลี่คลาย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนปรับตัวขึ้นในอัตราสูงที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน อย่างไรก็ตาม รายงานยังสะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกระจายตัวอยู่ในสินค้าและบริการหลายประเภท ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงาน

 

Warsh กล่าวว่า “เงินเฟ้อยังสูงเกินไป” พร้อมเตือนว่าราคาพลังงานและสินค้าที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Fed ต้องป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงราคาของบางภาคส่วนลุกลามไปเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

 

ตลาดจึงจับตาข้อมูลเงินเฟ้อชุดใหม่อย่างใกล้ชิด โดยในวันพฤหัสบดี สำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) มีกำหนดเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนกันยายน ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

 

อีกประเด็นที่ Warsh กล่าวถึงคือภาวะการเงิน (Financial Conditions) ซึ่งสะท้อนความง่ายหรือยากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจและครัวเรือน ก่อนหน้านี้ Warsh เคยมองว่าภาวะการเงินยังเอื้อต่อการกู้ยืม

 

แต่ล่าสุด Warsh ระบุว่าภาวะดังกล่าวเริ่มตึงตัวขึ้น เนื่องจากผู้ร่วมตลาดมีความระมัดระวังในการจัดสรรเงินทุนมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ต้องการสรุปว่าภาวะการเงินอยู่ในระดับตึงตัวอย่างแท้จริง

 

มติไม่เอกฉันท์คงดอกเบี้ย ไร้สัญญาณทิศทางชัด กดดันตลาดปรับมุมมองดอกเบี้ย

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (29 ตุลาคม) ที่ระดับ 33.74 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลัง Fed มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ‘คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.75-4.00% ตามคาด

 

ทว่า ประธาน Fed Kevin Warsh กลับไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในระยะข้างหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลงบ้าง โดยให้โอกาสราว 87% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ลดลงจาก 94% ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC

 

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทได้ถูกจำกัด โดยจังหวะปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ทั้งนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลาง ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น จากรายงานข่าว รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ JD Vance ได้ติดต่อกับทางการอิหร่าน เพื่อเสนอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ ทยอยปรับตัวลงบ้าง

 

แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงหนุนให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวในระดับสูงต่อ และจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงนี้

 

ทำให้ Krungthai Global Markets มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงที่ 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์

 

ในระยะกลาง-ยาว Krungthai Global Markets คงมุมมองเดิมว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า

 

ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

 

ในเชิงเทคนิค เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์

 

นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม ‘อ่อนค่าลง’ ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ

 

ภาพ: REUTERS/Kylie Cooper


READ MORE





Latest Stories