วันนี้ (1 เมษายน) ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ทาง อย. ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ปริมาณสำรองยา ตลอดจนวัตถุเสพติดทางการแพทย์ในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทางสาธารณสุข
เพื่อเป็นการประเมินความเสี่ยงและรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการจัดหาวัตถุเสพติดทางการแพทย์ อย. ได้ดำเนินการเร่งรัดการส่งมอบยาที่มีสัญญาจัดซื้อจากต่างประเทศให้ดำเนินการรวดเร็วขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้ประสานงานไปยังกลุ่มผู้ผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการสำรองวัตถุดิบให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยมุ่งเน้นความสำคัญไปที่กลุ่มวัตถุเสพติดทางการแพทย์ที่เป็น ยาช่วยชีวิต เป็นหลัก อาทิ ยานำสลบ ยาแก้ปวด ตลอดจนยารักษาโรคสมาธิสั้น
จากการประเมินปริมาณสำรองล่าสุด พบว่าวัตถุเสพติดทางการแพทย์ในกลุ่มยาจำเป็นเพื่อช่วยชีวิต รวมถึงยารักษาโรคสมาธิสั้น มีปริมาณสำรองคงคลังเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน
ในขณะที่ยาบางรายการที่อาจเกิดภาวะขาดแคลนชั่วคราวจากปัจจัยด้านการผลิต หรือเป็นกลุ่มยาที่ไม่อยู่ในบัญชียาจำเป็นเร่งด่วนนั้น ทาง อย. ได้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดส่งได้ภายในระยะเวลา 1-2 เดือน พร้อมทั้งเตรียมมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบด้านอื่น ๆ ที่อาจลุกลามกระทบต่อความมั่นคงทางยาในภาพรวม
ย้ำจุดยืนบริหารจัดการระบบยาอย่างเป็นระบบ
ในช่วงท้าย เลขาธิการฯ อย. ได้กล่าวย้ำว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการวัตถุเสพติดทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งกระบวนการจัดหา การสำรอง และการกระจายยา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสถานพยาบาลและผู้ป่วยทั่วประเทศจะสามารถเข้าถึงยาจำเป็นสำหรับการรักษาโรคได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นการตอกย้ำความมั่นคงด้านยาของประเทศให้พร้อมรับมือในทุกสถานการณ์วิกฤต


