แลนโด นอร์ริส นักขับสหราชอาณาจักรของ แมคลาเรน คว้าชัยชนะในการแข่งขันสปรินต์เรซ ที่ ไมอามี ได้อย่างเหนือชั้น โดยมีเพื่อนร่วมทีมอย่าง ออสการ์ ปิอัสทรี ตามมาในอันดับที่ 2 ทำให้ทีมมะละกอ คว้าอันดับ 1-2 ได้สำเร็จ
ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2026 ที่ทีมซึ่งคว้าอันดับ 1 ไม่ใช่ทีมเมอร์ซีเดส และ ยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ ในเดือนสิงหาคมปีก่อน ที่แฟนๆ ได้เห็น 2 นักขับของทีมแมคลาเรน คว้าอันดับ 1 และ 2 พร้อมกันอีกครั้ง
สำหรับอันดับอื่น ๆ ชาร์ล เลอแคลร์ นักขับโมนาโก จากเฟอร์รารี คว้าอันดับ 3 พร้อมเขี่ยนักขับจากซิลเวอร์แอร์โรว์ อย่าง จอร์จ รัสเซลล์ หลุดออกจากท็อป 3
ขณะที่ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน จากเรดบูลล์ จบในอันดับ 5 หลังได้อานิสงส์จากการที่ อันโตนิโอ ‘คิมี’ อันโตเนลลี โดนปรับโทษ 5 วินาที จากการผิดกฎแทร็กลิมิต จนหล่นไปรั้งอันดับ 6 และ ลูอิส แฮมิลตัน จบอันดับ 7
อย่างที่ THE STANDARD Sport เขียนถึงไปแล้วหลังจบวันแรกในการแข่งขันที่ไมอามี ว่าทั้ง แมคลาเรน, เฟอร์รารี และ เรดบูลล์ ได้นำชุดอัปเกรดครั้งใหญ่มาใช้หลังจากหยุดพักไป 5 สัปดาห์ ซึ่งดูเหมือนจะได้ผลดีมาก
แลนโด รักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ตั้งแต่เริ่ม ส่วนคิมีออกตัวช้าทำให้ตกลงไปอยู่อันดับ 4 เปิดโอกาสให้ปิอัสทรีขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ตามหลังเพื่อนร่วมทีม
อีกหนึ่งไฮไลต์ในสปรินต์เรซครั้งนี้ และ อาจจะเป็นส่วนที่หลายคนยกย่องให้สนุกที่สุดด้วย คือการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่าง แฮมิลตัน และ เวอร์สแตพเพน เพื่อชิงอันดับ 6 ซึ่งเป็นเวอร์สแตพเพนที่รักษาตำแหน่งไว้ได้
สุดท้ายเป็นทางแลนโดซึ่งเป็นแชมป์โลกคนปัจจุบัน สามารถควบคุมการแข่งขัน 19 รอบสนามได้อย่างเบ็ดเสร็จ และนี่คือชัยชนะในสปรินต์เรซครั้งที่ 4 ในอาชีพของเขา
หากจะถอดบทเรียนหลังสปรินท์เรซ ก็คงพูดได้เต็มปากว่า แมคลาเรน คือเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการปรับปรุงกฎและอัปเกรดรถ
ไม่ใช่แค่แลนโดขับนำแบบม้วนเดียวจบโดยไม่มีแรงกดดัน เพราะทาง ปิอัสทรี เองก็สามารถต้านทานแรงกดดันจาก เลอแคลร์ และคว้าอันดับ 2 ช่วยให้ทีมแมคลาเรนได้ครองอันดับ 1-2 เป็นครั้งแรกในปี 2026
ส่วนแม็กซ์ แม้จะได้อันดับ 5 แต่ถือเป็นผลลัพธ์เชิงบวกสำหรับเรดบูลล์ เนื่องจากความเร็วของรถเริ่มดีขึ้น การจัดการยางทำได้ยอดเยี่ยม และสามารถกดดันรถของเมอร์ซีเดสได้ในช่วงท้ายด้วย
ในทางกลับกันทีมดาวเงินสิ้นสุดสถิติการชนะรวดในปี 2026 เนื่องจากขาดความเร็วในระดับที่จะขึ้นโพเดียมได้ และหากสังเกตดีๆ จะพบว่า ทางจอร์จ รัสเซลล์ เอง ก็ยังประสบปัญหาความเร็วตกในช่วงท้ายด้วย
แถม คิมี อันโตเนลลี ออกตัวได้ไม่ดีนัก ขับผิดพลาดหลายครั้ง และโดนโทษปรับเวลาจากการทำผิดกฎแทรกลิมิต จนอันดับร่วงจาก 4 ลงมาอยู่ที่ 6
แต่ถึงอย่างนั้น นักขับดาวรุ่งชาวอิตาเลียน ก็ยังมาแก้ตัวได้สำเร็จ หลังคว้าตำแหน่ง โพล ในรอบควอลิฟาย เพราะเขาสามารถทำเวลามาเป็นอันดับ 1 ได้ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1 นาที 27.798 วินาที
การออกสตาร์ทในตำแหน่งหัวแถวของ คิมี ยังทำให้ในเรซที่ไมอามี ทีมเมอร์ซีเดส ยังมีโอกาสคว้าชัยเป็นเรซที่ 4 ติดต่อกันอยู่ เพียงแต่มันอาจจะไม่ง่ายเหมือน 3 เรซที่ผ่านมา
แต่ที่น่าประทับใจ คือ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน ที่เร่งเครื่องในช่วงท้าย ขึ้นมาครองอันดับ 2 และได้สตาร์ทเป็นแถวแรกในรอบเมนเรซ และทำให้ เลอแคลร์ ต้องหล่นไปสตาร์ทในแถวที่ 2 อันดับ 3 แทน
แมคลาเรน ก็ยังมีลุ้นขึ้นโพเดียมในสนามนี้ หลัง แลนโด ทำเวลาเข้ามาเป็นอันดับที่ 4 เหนือกว่า จอร์จ รัสเซลล์ ที่สตาร์ตกริดที่ 5 โดยกริดที่ 6 เป็น ลูอิส แฮมิลตัน และกริดที่ 7 เป็นออสการ์ ปิอัสทรี
จะเห็นว่า 7 อันดับแรก เป็น 7 นักขับตัวท็อปจากทีมชั้นนำ แบบที่ F1 ควรจะเป็น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การปรับจูนของแต่ละทีม รวมไปถึงกฎของ F1 ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นในไมอามี
อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งประเด็นที่อาจจะต้องพูดถึงก่อนการแข่งขันในรอบเมนเรซ นั่นคือ การประกาศสถานะ ‘Rain Hazard’ โดย FIA ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่นำมาใช้ในปีนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะอากาศที่ไม่แน่นอน
ตามกฎระเบียบของ FIA ข้อ B1.5 11 สถานะนี้จะถูกประกาศเมื่อบริการพยากรณ์อากาศอย่างเป็นทางการระบุว่ามีโอกาสเกิดฝนตกมากกว่า 40% ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการแข่งขัน
สำหรับในศึก ไมอามี กรังด์ปรีซ์ ในช่วงเช้ามืดคืนนี้ มีการคาดการณ์ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดฝนตกในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันแข่งขันจริง
โดยปกติแล้ว ทีมแข่งจะไม่สามารถปรับแต่งเซตอัพรถได้ระหว่างรอบควอลิฟายด์และการแข่งขันจริง แต่เมื่อมีการประกาศ ‘Rain Hazard’ ทีมจะได้รับอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนบางอย่างได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
โดยเงื่อนไขการปรับแต่งที่อนุญาต ได้แก่ ทีมสามารถปรับความสูงของรถได้เพื่อป้องกันการสึกหรอที่มากเกินไปของแผ่นรองใต้ท้องรถ นอกจากนี้ แต่ละทีมยังได้รับอนุญาตให้ปรับมุมของปีกหน้าได้ด้วย
นอกเหนือจากเรื่องฝนแล้ว รัฐฟลอริดายังมีระเบียบที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับพายุฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่า หากมีการตรวจพบฟ้าผ่าในระยะประมาณ 13 กิโลเมตรจากสนาม การแข่งขันหรือกิจกรรมกลางแจ้งจะต้องถูกระงับทันทีเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ พายุในฟลอริดายังสามารถก่อตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็วเหนือพื้นที่สนามโดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทำให้ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งสัปดาห์
ดังนั้นแล้ว สำหรับแฟนๆ ที่จะตื่นขึ้นมาดูในเวลาตี 3 อาจจะต้องเผื่อใจและเผื่อเวลาที่การแข่งขันอาจจะถูกระงับระหว่างแข่งขันเอาไว้ด้วย
แต่ในทางกลับกัน ฝนตกและถนนเปียก ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การแข่งขันที่ไมอามี คาดเดาไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม ถ้าหากมีฝนตกลงมาจริงๆ
อ้างอิง:
- https://www.the-race.com/formula-1/winners-and-losers-from-f1s-2026-miami-sprint/
- https://www.the-race.com/formula-1/f1s-new-rain-hazard-rule-explained/
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/cx217qz4rpzo
- https://www.theguardian.com/sport/2026/may/02/lando-norris-wins-sprint-race-at-f1-miami-grand-prix-as-mclaren-roar-back
- https://www.formula1.com/en/latest/article/norris-reflects-on-miami-sprint-pole-for-mclaren-after-bouncing-back-from-woeful-sq2.2nlJY0EkzTbdiQIpwmRrsd
- https://www.gpblog.com/en/news/fia-declares-rain-hazard-as-miami-gp-weather-concerns-grow


