EXIM BANK เปิดเผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2569 อนุมัติสินเชื่อใหม่ 40,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แต่ NPL พุ่งขึ้นแตะ 4.29% เพิ่มขึ้นจาก 3.66% เมื่อสิ้นปีก่อน
วันนี้ (26 ตุลาคม) ชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เผยผลการดำเนินงานของธนาคารในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อใหม่ 40,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 36,405 ล้านบาท ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อรวมภาระผูกพัน อยู่ที่ 179,572 ล้านบาท
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ EXIM BANK มีอัตราสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) อยู่ที่ 4.29% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.66% เมื่อสิ้นปี 2568 อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมี Coverage Ratio อยู่ที่ 237.87% และคอยดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้และสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ภาระหนี้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละธุรกิจ
ขณะเดียวกัน EXIM BANK มีสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืน หรือ ESG Financing จำนวน 87,330 ล้านบาท คิดเป็น 48.63% ของยอดคงค้างรวม โดยเงินทุนส่วนนี้ใช้สนับสนุนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของธุรกิจต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น
นอกจากนี้ EXIM BANK ยังร่วมกับธนาคารโลกและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project) โดย EXIM BANK ได้รับเงินกู้จากธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำไปสนับสนุนเงินทุนแก่บริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ที่ผ่านเกณฑ์ สำหรับลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ
ด้านการขยายตลาดและการบริหารความเสี่ยง EXIM BANK มียอดคงค้างสินเชื่อรวมภาระผูกพันที่สนับสนุนการรุกตลาดใหม่ (New Frontiers) รวมถึงกลุ่มประเทศ CLMV จำนวน 28,157 ล้านบาท ลดลง 22.6% จากยอด 36,399 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีการอนุมัติสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 7,684 ล้านบาท
นอกจากสินเชื่อแล้ว EXIM BANK ยังใช้บริการประกันการส่งออกและการลงทุนเพื่อช่วยผู้ประกอบการรับมือความเสี่ยงจากการค้าระหว่างประเทศ โดยมีปริมาณธุรกิจสะสมของบริการประกัน 140,985 ล้านบาท ครอบคลุมความเสี่ยงด้านการชำระเงิน ความผันผวนของตลาด และความเสี่ยงจากประเทศคู่ค้า
ในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเกิดอุทกภัยในกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ EXIM BANK ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ โดยมีทั้งการขยายเวลาตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินกู้ระยะสั้นสูงสุด 210 วัน การเปลี่ยนหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาวและผ่อนชำระได้สูงสุด 3 ปี การขยายเวลาผ่อนชำระเงินกู้ระยะยาวสูงสุด 7 ปี และการพักชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี
นอกจากนี้ ธนาคารเปิดทางให้เพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราวได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินเดิม และสูงสุด 2 ล้านบาท รวมถึงออกมาตรการ ‘เติมเงินฉุกเฉิน’ เพิ่มเติม เพื่อช่วยลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องสำหรับฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจต่อเปิดแผนงานไตรมาสสุดท้ายของปี
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2569 และระยะต่อไป ชลัชกล่าวว่า EXIM BANK จะเน้น 3 เรื่อง ได้แก่ 1) การเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกรายใหม่ โดยเฉพาะ SMEs 2) การช่วยผู้ประกอบการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภัยพิบัติ และความเสี่ยงด้านการค้า และ 3) การสนับสนุนธุรกิจให้ปรับตัวตามมาตรฐานด้าน ESG และกติกาการค้าโลก
ในด้านการสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ ธนาคารจะเน้นผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจที่มีศักยภาพในการขยายตลาดต่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนธุรกิจแฟรนไชส์ให้ขยายไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้จากต่างประเทศ
ส่วนการช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ธนาคารจะใช้มาตรการทางการเงินที่สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การเสริมสภาพคล่อง และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อได้
ขณะที่ด้าน ESG EXIM BANK จะสนับสนุนเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น
ทั้งนี้ EXIM BANK จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน รวมถึงโครงการ EXIM2X เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะให้ผู้ประกอบการ พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรในและต่างประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกรายใหม่และช่วยให้ผู้ส่งออกเดิมขยายตลาดได้มากขึ้น

