Menu
264610

Exclusive: บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ เล่าถึงที่มา The Innkeeper โปรเจกต์ระดับฮอลลีวูดของผู้กำกับ ‘ฉลาดเกมส์โกง’

23.06.2019
  • LOADING...
exclusive-the-innkeeper

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • The Innkeeper คือโปรเจกต์ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศระดับฮอลลีวูดเรื่องแรกของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับหนังไทยเรื่องดังอย่าง ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius) ซึ่งจะเป็นการร่วมงานกับ Starlight Film & Entertainment Industry Strategy Conference ทุนสร้างจากจีน ที่เตะตาและชื่นชอบผลงานของเขาในช่วงที่ ฉลาดเกมส์โกง เข้าฉายในจีน  
  • บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ จะเป็นผู้กำกับหนึ่งเดียวจากฝั่งเอเชียที่รวมอยู่ในโปรเจกต์ภาพยนตร์ครั้งนี้ ร่วมกับผู้กำกับชื่อดังระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดมากมาย อาทิ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน จากผู้กำกับและนักแสดงสายแอ็กชันระดับตำนาน จาก Rambo, The Expendables, เอฟ. แกรี เกรย์ (The Fate of the Furious, Men in Black: International), เจมส์ วาน (Saw, The Conjuring 1-3, Aquaman) หรือ จอน เอ็ม. ชู (Crazy Rich Asians) ฯลฯ  
  • The Innkeeper เป็นพล็อตเรื่องที่ผู้กำกับชาวไทยวัย 38 ปี คิดไว้มานาน 4 ปีแล้ว บาสเล่าให้ฟังว่า หนังจะมีมู้ดแอนด์โทนคล้ายกับหนังสั้น เคาท์ดาวน์ (เวอร์ชันต้นฉบับ ก่อนจะถูกนำมาสร้างใหม่ในเวอร์ชัน GTH เมื่อปี 2555) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดของเรื่องจะเกิดขึ้นภายในโลเคชันเดียว
  • โดยบาส นัฐวุฒิ จะเขียนบท The Innkeeper ร่วมกับ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ นักเขียนการ์ตูน ผู้กำกับ และนักเขียนบทภาพยนตร์ฝีมือดี ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เจ้าของผลงาน อาทิ 13 เกมสยอง (2549), บอดี้..ศพ#19 (2550), Who are you ใคร…ในห้อง (2553), หลุดสี่หลุด (2554), ซีรีส์ เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน ตอน เพื่อนร่วมห้อง (2558), The Collector คนประกอบผี (2561), Homestay (2561) ฯลฯ

รอบปีที่ผ่านมา บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับหนังไทยเรื่องดัง ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius) มีข่าวโปรเจกต์ภาพยนตร์น่าสนใจออกมาเพียบ

 

ล่าสุดเขาเปิดตัว The Innkeeper โปรเจกต์ภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเต็มเรื่องครั้งแรกของตัวเองในงาน DID/Starlight Film & Entertainment Industry Strategy Conference ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ร่วมกับผู้กำกับชั้นแนวหน้าของโลก อาทิ แซม ไรมิ, เจมส์ วาน, โรเบิร์ต เซเมกคิส ฯลฯ  

 

นาทีนี้เชื่อว่า แฟนหนังคงอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The Innkeeper ว่าพล็อตจะออกมาเป็นแบบไหน โปรเจกต์คืบหน้าไปถึงไหน จะเปิดกล้องเมื่อไร เข้าฉายปีไหน นักแสดงฮอลลีวูดคนไหนจะถูกกำกับ ทุกคำตอบ ผู้กำกับชายไทยวัย 38 พร้อมตอบเท่าที่ตอบได้ หลังจากย่อหน้านี้

 

exclusive-the-innkeeper

“The Innkeeper จะมีองค์ประกอบอะไรหลายอย่างของแนวหนังที่ผมชอบดูและชอบทำ มันจะกลับไปมีมู้ดแอนด์โทนคล้ายๆ กับตอนผมทำหนังสั้นเรื่อง เคาท์ดาวน์ คือเหตุการณ์เกิดขึ้นในโลเคชันเดียว เหมือนเป็นทางถนัดของผมประมาณหนึ่ง มันคือความชอบส่วนตัว พวกหนังเกรดบียุค 80 ที่ผมเคยดูมา”

ช่วงนี้มีข่าวโปรเจกต์ใหม่ๆ ของบาส นัฐวุฒิ ออกมาเรื่อยๆ เลย ล่าสุด The Innkeeper โปรเจกต์โกฮอลลีวูดครั้งแรกนี่น่าตื่นเต้นมาก

ภาพมันดูเหมือนโปรเจกต์ทุกอย่างที่ผมต้องทำในช่วงนี้ถาโถมเหมือนกันนะ แต่ต้องบอกว่าจริงๆ แล้ว ทุกอย่างมันเริ่มต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว คือในช่วงที่ Bad Genius เดินทางจบไปใหม่ๆ

 

ตอนนั้นแหละที่เริ่มมีข้อเสนอต่างๆ นานาเข้ามา ทั้งหนังของ ‘หว่องกาไว’ ทั้งของ ‘ถ้ำหลวง’ (โปรเจกต์ซีรีส์ภารกิจช่วยชีวิต 13 หมูป่าอะคาเดมี ที่จะกำกับร่วมกับ จอน เอ็ม. ชู ผู้กำกับภาพยนตร์ Crazy Rich Asians เผยแพร่ทาง Netflix) หรือแม้แต่โปรเจกต์ The Innkeeper เองก็ตาม

 

อย่างโปรเจกต์ถ้ำหลวง ความจริงคือเริ่มต้นคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เหมือนว่ากว่าทุกฝ่ายจะคุยกันเรียบร้อยจนได้ข้อสรุป เห็นภาพรวมของหนังชัดเจน มันก็ดันมาอยู่ในช่วงเวลาใกล้ๆ กันพอดี

 

หลายๆ คนคงพอทราบกันว่า ทุกวันนี้ธุรกิจจีนหลายอย่างเข้ามามีบทบาทในอเมริกา อย่างหนังบล็อกบัสเตอร์ที่เราดูกันอยู่ทุกวันนี้ หลายๆ เรื่องที่ผมเห็นก็ได้เงินทุนส่วนหนึ่งจากจีน พอรู้ผมก็อเมซิ่งมากเหมือนกัน

 

exclusive-the-innkeeper

exclusive-the-innkeeper

บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ เปิดตัว The Innkeeper ที่งาน DID/Starlight Film & Entertainment Industry Strategy Conference ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

 

อย่างบริษัทที่ผมทำงานด้วยที่ชื่อว่า Starlight Film & Entertainment Industry Strategy Conference ก็เป็นบริษัทใหม่ แต่โจทย์ของเขาคืออยากจะทำหนังสตูดิโอที่เป็นระดับฮอลลีวูดเลย ไม่ใช่ว่าทำหนังจีนแล้วส่งไปฉายเก็บสตางค์หรือไปร่วมทำกับบริษัทอื่น ฯลฯ

 

พอเขาคิดจะทำเอง สิ่งที่เขาอยากทำคือ ดีลกับผู้กำกับระดับฮอลลีวูดหลายๆ คน ตั้งแต่ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Rambo, The Expendables), เอฟ. แกรี เกรย์ (The Fate of the Furious, Men in Black: International), อลัน เทย์เลอร์ (Game of Thrones (7 episodes), Terminator Genisys, Thor: The Dark World), เจมส์ วาน (Saw, The Conjuring 1-3, Aquaman), จอน เอ็ม. ชู (Step Up 2: The Streets, Now You See Me 2, Crazy Rich Asians) เขาดีลกับคนเหล่านี้เพื่อให้มาทำหนังให้บริษัท อาจจะพัฒนาโปรเจกต์กับเขาปีละ 1-2 เรื่อง แล้วแต่จะตกลงกัน แล้วถ้าบริษัทโอเคกับพล็อต เขาก็จะสนับสนุนงบประมาณการสร้างให้เต็มที่

 

ส่วนผมก็เลยเป็นผู้กำกับจากฟากเอเชียจริงๆ เพียงคนเดียวที่ได้ดีลนี้ ไม่นับ เจมส์ วาน กับ จอน เอ็ม. ชู เพราะสองคนนี้เขาทำงานที่ฮอลลีวูดอยู่ก่อนแล้ว ที่บริษัทสนใจเพราะเขาดู Bad Genius แล้วชอบ ก็เลยให้ทางเอเจนต์ติดต่อผมมา  

 

*จอน เอ็ม. ชู ผู้กำกับภาพยนตร์ Crazy Rich Asians ยังมีโปรเจกต์ซีรีส์ภารกิจช่วยชีวิต 13 หมูป่าอะคาเดมี ที่จะกำกับร่วมกับบาส นัฐวุฒิ เผยแพร่ทาง Netflix อยู่อีกด้วย

 

exclusive-the-innkeeper

“มันก็ตื่นเต้นนะครับ แล้วนายทุนเขาก็เปิดกว้างมากๆ ยูอยากทำเรื่องอะไร เรื่องแนวไหนได้เลย มันก็เลยเป็นการทำงานแบบมืออาชีพครั้งแรกที่ผมไม่ต้องคำนึงเรื่องการตลาดเยอะเท่าเดิม”

การได้ทำหนังระดับฮอลลีวูดน่าจะเป็นฝันของใครหลายคน ตอนได้ข้อเสนอนี้มา ความรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง

ก็ตื่นเต้นนะครับ แล้วนายทุนเขาก็เปิดกว้างมากๆ ยูอยากทำเรื่องอะไร เรื่องแนวไหน ได้เลย ก็เลยเป็นการทำงานแบบมืออาชีพครั้งแรกที่ผมไม่ต้องคำนึงเรื่องการตลาดเยอะเท่าเดิม

 

เหมือนที่ผ่านมาเราทำงานที่ไทย มันจะมีการคิดว่า หนังแบบนี้มันโอเคกับตลาดไทยไหม มีบิ๊กไอเดียที่น่าสนใจพอไหม แต่เอาจริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนแมสอยู่แล้ว

 

อย่างพล็อตของ The Innkeeper มันเป็นพล็อตที่ผมมีอยู่ในใจ และอยากเล่าเรื่องนี้มาสักระยะแล้ว เพียงแต่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าหน้าตาท่าทีของหนังควรจะเป็นแบบไหน แต่ว่ามันมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ผมชอบและอยากทำ ซึ่งตอนผมขายพล็อตเขาก็โอเคเลย บอกว่าถ้ายูอยากทำ ยูทำได้เลย ไม่ติดขัดอะไร

 

นายทุนเขาเปิดกว้าง ใจดีกับผู้กำกับเอเชียเพียงคนเดียวอย่างเรามาก

ใช่ ผมว่าสิ่งที่ทำให้เขาค่อนข้างเปิดกว้างกับผม อาจเป็นเพราะว่า ถ้าเทียบกับบรรดาผู้กำกับคนอื่นๆ หนังผมแม่งทุนต่ำมากๆ  

 

ผู้กำกับคนอื่นอย่าง โรแลนด์ เอ็มเมอริช (Independence Day, The Day After Tomorrow 2012) ที่ก็อยู่ในดีลนี้เหมือนกัน โปรเจกต์ของเขานี่ใช้เงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นอย่างต่ำ หนังของผมแม่งกลายเป็นตัวแถมไปเลย ใช้เงินต่ำกว่าเขาเป็นสิบเท่า (หัวเราะ)

 

แต่ผมโอเคแบบนี้นะครับ รู้สึกไม่กดดันดี อีกอย่างจริงๆ แล้วหนังผมมันไม่ได้ต้องการเงินมาใช้อะไรขนาดนั้น รู้สึกว่าก็ดีมากแล้วที่เราได้ทำงานที่เราอยากลอง อยากทำจริงๆ เหมือนสุดท้ายแล้วในฐานะคนทำงาน เราต้องสร้างรากฐานอะไรบางอย่างให้แข็งแรงกว่านี้ก่อน ถึงจะไปต่อได้  

 

exclusive-the-innkeeper

“ตอนนี้ทรีตเมนต์ร่างแรกเสร็จแล้วครับ ถ้าทำงานทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าหนังน่าจะเปิดกล้องในช่วงต้นปีหน้า และน่าจะได้ฉายภายในปี 2020”

ตอนนี้คุณพอจะเล่ารายละเอียดอะไรเกี่ยวกับ The Innkeeper ให้ฟังได้บ้าง

เอาจริงๆ พล็อตเล่ายากมากเลย แต่เท่าที่บอกได้คือ The Innkeeper จะมีองค์ประกอบอะไรหลายอย่างของแนวหนังที่ผมชอบดูและชอบทำ มันจะกลับไปมีมู้ดแอนด์โทนคล้ายๆ กับตอนผมทำหนังสั้นเรื่อง เคาท์ดาวน์ คือเหตุการณ์เกิดขึ้นในโลเคชันเดียว เหมือนเป็นทางถนัดของผมประมาณหนึ่ง มันคือความชอบส่วนตัว พวกหนังเกรดบียุค 80 ที่ผมเคยดูมา

 

ไม่รู้สิ ตอนเห็นชื่อ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ ก็รู้สึกเลยทันทีว่าเคมีที่เหมาะกันมากกับคาแรกเตอร์งานของคุณ

(หัวเราะ) เฮ้ย ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้พี่เอก (เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์) มานานแล้ว แล้วพอขายพล็อตนี้ผ่าน ผมก็เลยรู้สึกว่า คนเดียวในไทยที่น่าจะช่วยผมทำให้สิ่งเหล่านี้ไปได้ไกลก็น่าจะเป็นพี่เอกนี่แหละ

 

ตอนนี้โปรเจกต์เริ่มต้นไปถึงไหนแล้ว อย่างแผนเปิดกล้อง, กำหนดถ่ายทำเสร็จ กำหนดเข้าฉาย

ตอนนี้ทรีตเมนต์ร่างแรกเสร็จแล้วครับ ถ้าทำงานทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าหนังน่าจะเปิดกล้องในช่วงต้นปีหน้า และน่าจะได้ฉายภายในปี 2020

 

มีลิสต์นักแสดงระดับฮอลลีวูดจดไว้ในใจแล้วหรือยังครับ  

ถามว่ามีในใจไหม มีคนที่ผมเล็งไว้อยู่แล้ว แต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะต้องดีลกันอย่างไร คือผมมีเอเจนต์อยู่ที่แอลเอ เป็นเอเจนต์ที่มีครบหมดเลย ครอบคลุมตั้งแต่นักแสดง ผู้กำกับ คนเขียนบท ฯลฯ ซึ่งเขาก็มีนักแสดงเอลิสต์หลายคนที่อยู่ในสังกัดที่เขาน่าจะช่วยคุยได้

 

แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องรอให้บทภาพยนตร์เสร็จก่อน เพราะผมเชื่อว่า นักแสดงต่างประเทศมันชี้เป็นชี้ตายกันที่ตัวบท คือบทคุณต้องน่าสนใจมากพอก่อน ซึ่งนี่แหละคือโจทย์ที่ยากที่สุดของผม

 

exclusive-the-innkeeper

 

คุณผ่านหนังระดับสตูดิโอไปเพียง 2 เรื่อง ล่าสุดคุณกำลังจะลงไปในสนามที่ใหญ่ขนาดนี้ ต้องเตรียมตัวอะไรเพิ่มขึ้นบ้างไหม นาทีนี้มองว่าอะไรคือเรื่องท้าทายที่สุด   

สำหรับผมมันคือความท้าทายและกดดันมากๆ ในเวลาเดียวกัน ด้วยสถานะของเราซึ่งเป็นคนทำหนังที่ต้องออกไปเล่นนอกบ้าน หรือทำอะไรบ้างอย่างที่แม่งไม่ใช่เซฟโซน มันก็ยากพออยู่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องรับผิดชอบโอกาสทั้งหมด เพราะสำหรับผมมันเป็น Once in a lifetime. ที่เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ แล้วเราก็มีแพสชันกับมันทั้งหมด

 

ความรู้สึกผมตอนนี้แม่งเลยเหมือนโดนถีบให้ไปเดินบนสลิงที่ขึงไว้ระหว่างตึกสองตึก พร้อมกับโยนบอลสามลูกไว้ในเวลาเดียวกัน ระหว่างเดินข้ามไป เราก็ต้องพยายามทำให้แม่งไม่ตกสักลูก

 

ขณะเดียวกัน ตึกฝั่งที่เราเดินจากมาแม่งก็ได้รับกำลังใจเยอะมาก ทุกคนรู้สึกชื่นชมยินดี ผมแฮปปี้โคตรๆ ที่ได้รับกำลังใจ แต่พอเรามองไปข้างหน้า เราไม่รู้เลยว่าที่ยอดตึกอีกฝั่งแม่งมีอะไรรอเราอยู่บ้าง ต้องเดินทางไกลขนาดไหน กูจะทำบอลลูกไหนตก หรือตัวกูจะต้องลงไปทั้งหมดเลย

 

แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นสิ่งที่ถึงอย่างไรคนทำงานก็ต้องเจอแหละ เราก็ต้องพยายามประคับประคองและทำโอกาสที่ได้รับมาให้โอเคที่สุด

 

exclusive-the-innkeeper

“สำหรับผม พี่เก้งกับพี่วรรณฤดี เขาเป็นเหมือนพ่อ-แม่ของผมในสายงานนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะทำโปรเจกต์อะไร หรือเซย์เยส เซ็นสัญญากับโปรเจกต์ไหนก็ตาม ผมจะถามและปรึกษาพวกเขาก่อน ทั้งสองคนอวยพรเต็มที่ เมื่อได้โอกาสมาแล้วก็ทำมันให้ดี”

ชอบที่บอกว่า “มันเป็นโอกาสที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ”

ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ อย่างตอนผมทำหนัง 2 เรื่องที่ผ่านมา ผมจะไม่รับทำงานอย่างอื่นเลยนะ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ผมรู้ตัวคือ ผมไม่ใช่คนเก่ง ผมไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ แต่ผมเป็นคนประเภทที่ถ้าทำอะไรก็จะทำให้ดี คือทุ่มชีวิตให้กับมันในระดับหนึ่งเลย และนั่นหมายความว่า ผมเลือกจะตัดขาดตัวเองจากงานอื่นๆ ที่จะมาทำให้เสียสมาธิ

 

แต่คราวนี้พอโอกาสต่างๆ มาพร้อมกัน ผมรู้แหละว่าความเหมาะสมคือผมควรจะทำทีละงาน ขณะเดียวกัน ผมรู้เลยว่า ถ้าผมเซย์โนกับโปรเจกต์ไหนไปสักโปรเจกต์ มันจะเป็นสิ่งที่ค้างคาใจผมไปตลอด เพราะทุกโปรเจกต์น่าทำหมด สุดท้ายผมก็เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการต้องทำงานให้หนักมากกว่าคนอื่น เพราะก็ไม่อยากทำให้นายทุนผิดหวัง ไม่อยากทำให้ตัวเองผิดหวัง

 

เก้ง-จิระ มะลิกุล กับ วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ โปรดิวเซอร์ของ GDH ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ฉลาดเกมส์โกง มาตั้งแต่เริ่มต้น ให้คำแนะนำ คำปรึกษาอะไรกับคุณบ้างไหม   

สำหรับผม พี่เก้งกับพี่วรรณฤดี เขาเป็นเหมือนพ่อ-แม่ของผมในสายงานนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะทำโปรเจกต์อะไร หรือเซย์เยส เซ็นสัญญากับโปรเจกต์ไหนก็ตาม ผมจะถามและปรึกษาพวกเขาก่อน แล้วเขาก็โอเคเลย เขารู้สึกว่า ผมเหมาะที่จะทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เพราะวิธีการคิดหนังของผมมันไม่ได้แมสสำหรับคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ทั้งสองคนอวยพรเต็มที่ เมื่อได้โอกาสมาแล้วก็ทำมันให้ดี

 

exclusive-the-innkeeper

 

คำถามสุดท้าย ถ้าข้ามไปนั่งคุยกับตัวเองในวันที่หนังเสร็จ คุณอยากจะบอกอะไรกับ บาส นัฐวุฒิ ในวันนั้น  

ผมอาจจะบอกว่า “อะ มามึง มานั่ง เดี๋ยวกูรินไวน์ให้ชิลๆ” แค่นั้นเลย (หัวเราะ)

 

ถ้าอย่างนั้น หากย้อนอดีตกลับไปคุยกับตัวเองช่วงก่อนถ่ายทำหนังเรื่อง เคาท์ดาวน์ คุณอยากจะบอกอะไรกับผู้กำกับหน้าใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักในวันนั้น

มันคือการแบบ “อะมึง Doing good job. แหละมึง” ตัดสินใจจะทำแล้ว ก็พยายามกันต่อไป แดกไวน์ไป อย่าคิดมาก

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

MOST POPULAR