EVEANDBOY ยื่นไฟลิ่งเสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 170.35 ล้านหุ้น เข้าจดทะเบียนใน SET นำเงินระดมทุนขยายสาขาเป็น 320 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2574 จากปัจจุบัน 71 สาขา รองรับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกสินค้าความงามและสุขภาพมัลติแบรนด์
ประเด็นสำคัญ
บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EB ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพมัลติแบรนด์ระดับแนวหน้าของไทย ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 170.35 ล้านหุ้น เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีบล.กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
อีฟ แอนด์ บอย ระบุว่า การระดมทุนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำไปใช้ลงทุนขยายสาขา ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และซื้อสินค้าเพื่อรองรับการเติบโต จากปัจจุบันที่มีสาขา 71 สาขา (ณ 30 มิ.ย. 2569) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 320 สาขา ภายในปี 2574 ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
กำไรขั้นต้นแตะ 40% หลังเน้นขายสินค้ามาร์จินสูง
ในไฟลิ่งระบุว่า ผลการดำเนินงานของ EVEANDBOY เติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่องทั้งในฝั่งรายได้และกำไรสุทธิ ดังนี้
- ปี 2567: รายได้รวม 4,425.71 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,101.51 ล้านบาท
- ปี 2568: รายได้รวม 5,339.27 ล้านบาท (เติบโต 20.64% YoY), กำไรสุทธิ 1,218.75 ล้านบาท (เติบโต 10.64% YoY)
- งวด 6 เดือนแรกปี 2569: รายได้รวม 2,762.52 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16.54% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 2,370.39 ล้านบาท), กำไรสุทธิ 597.98 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.26% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 568.09 ล้านบาท)
ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นปรับปรุง (Adjusted Gross Margin) เร่งตัวขึ้นต่อเนื่องจาก 37.17% ในปี 2566 เป็น 38.71% ในปี 2568 และแตะ 40.38% ในงวดครึ่งแรกปี 2569 จากการปรับสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin Products) และการเติบโตของช่องทาง Omni Channel
สำรวจ ‘หุ้นความงาม’ ที่ธุรกิจใกล้เคียงกัน
จากข้อมูลธุรกิจคู่แข่งโดยตรง จากในไฟลิ่งพบว่าในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยังไม่มีบริษัทค้าปลีกสินค้าความงามแบบ Multi-brand Beauty Retailer ในโมเดลเดียวกับ EVEANDBOY โดยตรง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบกับกลุ่มธุรกิจสินค้าความงาม และกลุ่มค้าปลีกเฉพาะทาง (Specialty Retail) ที่มีลักษณะการดำเนินงานหรือกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกัน ดังนี้
- คาร์มาร์ท (KAMART) ดำเนินธุรกิจ ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายเครื่องสำอาง/บำรุงผิว โดยจะเน้นแบรนด์ของตัวเอง เช่น Cathy Doll ผ่านช่องทางค้าปลีก คอนวีเนียนสโตร์ และส่งออก
- บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ทำธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและบำรุงผิว โดยมีร้านค้าปลีกเฉพาะแบรนด์ในเครือ เช่น Beauty Buffet และ Beauty Cottage และขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด/ออนไลน์
- โมชิ โมชิ รีเทล (MOSHI) ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยมีร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ราคาย่อมเยาในศูนย์การค้า ซึ่งมีการขยายสาขาอย่างรวดเร็วคล้ายคลึงกันกับ EVEANDBOY
ผู้ถือหุ้นเดิม ยังเหนียวแน่น
สำหรับโครงสร้างการเปลี่ยนผ่านของผู้ถือหุ้นหลัก ก่อนและหลังการเสนอขายหุ้น IPO พบว่าผู้ถือหุ้นเดิมยังถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยผู้ถือหุ้นหลัก 5 อันดับแรกมีดังนี้
- บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด ก่อน IPO ถือหุ้น 33.36% ภายหลัง IPO ถือหุ้น 25.00%
- หิรัญ ตันมิตร ก่อน IPO ถือหุ้นโดยตรง 28.11% หลัง IPO ถือหุ้น 21.07%
- ปริญญา วะนะศุข ก่อน IPO ถือหุ้นโดยตรง 25.94% หลัง IPO ถือหุ้น 19.44%
- Ultimate Bliss Holdings Limited ก่อน IPO ถือหุ้น 11.77% หลัง IPO ถือ หั้น 8.82%
- ประชาชนทั่วไป ภายหลังการ IPO ถือหุ้นรวมกัน 25.05%
ทั้งนี้ บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด และ Ultimate Bliss Holdings Limited เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ หิรัญ ตันมิตร และ ปริญญา วะนะศุข ถือหุ้นคนละ 50% ทำให้หลัง IPO ทั้ง 2 ยังคงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถือหุ้นรวมกันทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 38.0% และ 36.4% ตามลำดับ
สำหรับการจ่ายเงินปันผล อีฟ แอนด์ บอย กำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่างๆ ตามกฎหมาย ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนตามผลประกอบการ แผนการขยายธุรกิจ และสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทในอนาคต

