×

It’s Coming Home แชมป์โลกครั้งแรกและครั้งเดียวของสิงโตคำราม

07.06.2026
  • LOADING...
บ็อบบี มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 1966

อัล์ฟ แรมซีย์ เป็นคนจริงจัง

 

เมื่อครั้งยังเป็นผู้เล่นในตำแหน่งฟูลแบ็ก เขาก็เป็นนักเตะที่จริงจัง ไม่มีคำว่าล้อเล่น ไม่มีคำว่าหย่อนยาน และผ่านการเล่นในระดับสูงถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษมาแล้ว ทั้งในฟุตบอลโลกปี 1950 ซึ่งเป็นหนแรกที่สมาคมฟุตบอลยอมเข้าร่วม และเขาอยู่ในสนามวันที่อังกฤษพ่ายหมดสภาพต่อ ‘The Mighty Magyars’ ฮังการี 6-3 เมื่อปี 1953 ที่เวมบลีย์ โดยเป็นคนทำประตูกู้ชื่อลูกสุดท้าย

 

สิ้นสุดเส้นทางการเล่น แรมซีย์รับงานคุมทีมอิปสวิชในปี 1955 ด้วยวัย 35 ปี โดยทีมอยู่ระดับดิวิชั่น 3 ในขณะนั้น ก่อนที่จะพาทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 2 ได้ในเวลาปีเดียว และใช้เวลานานหน่อยอีก 4 ปีในการเลื่อนสู่ดิวิชั่น 1

 

ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นในฤดูกาลต่อมา เมื่อ ‘เดอะแทร็คเตอร์บอย’ ผงาดคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ของประเทศได้แบบไม่มีใครอยากเชื่อ

 

ผลงานดังกล่าวทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษตัดสินใจที่จะเลือกเขาเข้ารับตำแหน่ง ‘ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ’ ในปี 1962 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฟุตบอลโลก 1966 ที่ฟุตบอลจะได้กลับสู่ถิ่นกำเนิดเป็นครั้งแรก

 

และคำประกาศแรกของกุนซือผู้นี้คือ “ผมจะพาอังกฤษเป็นแชมป์โลกให้ได้”

 

บ็อบบี มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 1

 

ความจริงงานของผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นไม่เหมือนสิ่งที่เราเห็นและเข้าใจกันเหมือนวันนี้

 

แต่เดิมมาอังกฤษไม่เคยมีตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติมาก่อน และไม่มีตำแหน่งหัวหน้าโค้ชด้วย

 

ในช่วงก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หากทีมชาติอังกฤษภายใต้สมาคมฟุตบอลถึงคราวต้องลงแข่งขัน คนที่จะทำหน้าที่ในการเลือกผู้เล่นว่าใครจะติดทีมและใครจะลงสนามบ้างเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการในการคัดเลือก

 

เหตุผลนั้นเป็นเพราะในอดีตเกมฟุตบอลจะลงสนามพร้อมกันในเวลา ‘บ่าย 3 โมงวันเสาร์’ (When Saturday Comes) ซึ่งไม่ได้มีการถ่ายทอดสด ไม่ได้มีเทปการแข่งขันให้ดู ไม่ได้มีไฮไลต์แบบ Compilations ให้เลือกดูง่ายๆ การที่ใครจะไปตามดูฟอร์มนักเตะทุกสนามโดยลำพังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

จนหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงนั่นแหละที่อังกฤษมีการตั้งคนที่ทำงานตรงนี้โดยเฉพาะ คนแรกที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชทีมชาติอังกฤษคือวอลเทอร์ วินเทอร์บอตทอม ซึ่งนอกจากจะได้เป็นหัวหน้าโค้ชยังเป็นผู้อำนวยการด้านการฝึกสอนของสมาคมฟุตบอลด้วย

 

ถึงอย่างนั้นการเลือกนักเตะก็ยังเป็นงานของคณะกรรมการ 8 คนอยู่ดี

 

จนกระทั่งมาถึงเวลาของแรมซีย์ ที่ทางด้านสมาคมฟุตบอลตัดสินใจว่าจะให้การเลือกผู้เล่น การจัดการทีม และการฝึกสอนเป็นหน้าที่และสิทธิขาดของผู้จัดการทีมชาติอังกฤษแต่เพียงผู้เดียว

 

“มันเป็นตำแหน่งที่ใหม่”​ แรมซีย์กล่าวตอนรับตำแหน่งเวลานั้น “ของแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ผมคิดว่าเราต้องมารอดูกันว่าเราจะทำได้ไหม แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสร้างขึ้น และเป็นสิ่งที่เราต้องค้นหาคำตอบว่าจะสำเร็จไหม”

 

และนั่นทำให้อัล์ฟ แรมซีย์ จึงกลายเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ (England manager) แบบถูกต้องคนแรก

 

บ็อบบี มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 2

 

เรื่องนี้สำคัญเพราะมันทำให้ฟุตบอลของอังกฤษเป็นไปตามแนวทางอย่างที่ผู้จัดการทีมอยากให้เป็น และผู้เล่นที่เลือกมาก็คือผู้เล่นที่จะสามารถเล่นตามโจทย์และความต้องการของผู้จัดการทีมได้

 

ความจริงอังกฤษมีผู้เล่นที่เก่งกาจในแต่ละยุคสมัยอยู่แล้ว แม้กระทั่งในยุคหลังสงครามโลกพวกเขาก็มีปีกมหัศจรรย์อย่าง สแตนลีย์ แมตธิวส์ และทอม ฟินนีย์ (ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนายศเป็นชั้นอัศวินทั้งคู่ด้วยความดีความงามในเกมฟุตบอลและความเป็นสุภาพบุรุษลูกหนัง)

 

แต่อังกฤษในยุคของแรมซีย์ถือว่าเป็นการรวมตัวกันของนักเตะระดับชั้นยอดทั้งทีม

 

กอร์ดอน แบงค์ส เฝ้าประตูให้ทุกคน ในแดนหลังบ็อบบี มัวร์ ปราการหลังกัปตันทีมคือคนเปิดเกมจากแดนหลัง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทันสมัยมากในเวลานั้น คู่หูของเขาคือแจ็ค ชาร์ลตัน ที่มาคนละทาง ‘บิ๊กแจ็ค’ เป็นกองหลังจอมโหดที่หวดทิ้งทุกชอต

 

น็อบบี สไตล์ส เป็นทหารราบไล่เก็บกวาดเกมรุกของคู่แข่ง ปล่อยให้งานในการสร้างเกมเป็นของมาร์ติน ปีเตอร์ส แต่ทีเด็ดอยู่ที่ตัวริมเส้นของอังกฤษที่ไม่ใช่ตัวริมเส้นขนานแท้ เพราะในระบบการเล่นของแรมซีย์ อังกฤษเล่นแบบ ‘ไม่มีปีก’ (Wingless) ซึ่งเป็นระบบการเล่นที่ขัดต่อธรรมชาติของเกมฟุตบอลอังกฤษอย่างมาก

 

แต่บ็อบบี ชาร์ลตัน และอลัน บอลล์ ต่างทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าจะหุบเข้าในเพื่อบีบพื้นที่ให้ลดลง คู่แข่งเจาะยากขึ้น แต่ก็สามารถที่จะถ่างออกไปริมเส้นเพื่อสร้างสรรค์โอกาสให้กับคู่กองหน้าอย่าง จิมมี กรีฟส์ และโรเจอร์ ฮันท์ได้ด้วย

 

อังกฤษชุดนี้เก่งกาจ แต่ไม่ได้หวังพึ่งพาเพียงแค่พรสวรรค์ โดยเฉพาะกองหน้าที่เก่งกาจที่สุดของยุคสมัยนั้นอย่างกรีฟส์ แรมซีย์เชื่อในการทำงานหนัก ทุ่มเท และการช่วยกันทั้งทีม ว่านี่แหละจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

 

ถึงอย่างนั้นอังกฤษก็เริ่มต้นฟุตบอลโลก 1966 บนแผ่นดินเกิดของพวกเขา ใต้หอคอยคู่ของเวมบลีย์ ได้ไม่สวยงามเท่าบรรยากาศและท้องฟ้าที่สดใสของลอนดอน

 

พวกเขาทำได้แค่เสมอกับอุรุกวัยแบบไม่มีใครทำอะไรกันได้ แต่ยังดีที่ในอีก 2 นัดต่อมาของรอบแรกอังกฤษเอาชนะเม็กซิโกและฝรั่งเศสได้ ทำให้ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์

 

แต่มันก็มีปัญหาสำหรับแรมซีย์และทีมอีก เพราะจิมมี กรีฟส์ กองหน้าความหวังอันดับหนึ่งของทีมได้รับบาดเจ็บในระหว่างเกมกับฝรั่งเศส ทำให้เขาไม่สามารถที่จะลงเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่จะพบกับอาร์เจนตินาได้

 

ในอีกทางของเหตุผลและโชคชะตา มันคือเวลาของเจฟฟ์ เฮิร์สท์

 

เด็กหนุ่มวัย 24 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ทหารเสือของทีม ‘ขุนค้อน’ เวสต์แฮม ร่วมกับมัวร์ และปีเตอร์ส ความจริงเป็นหน้าใหม่ในทีมชาติอังกฤษ เขาเพิ่งได้รับการเรียกตัวจากแรมซีย์ให้มาติดทีมและได้โอกาสลงเล่นครั้งแรกในเกมอุ่นเครื่องกับเยอรมนีตะวันตกในเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้นเอง แต่ก็ทำผลงานได้ดีและทำให้ได้เป็น 1 ใน 22 ขุนพลของทีมชาติที่ได้ลุยฟุตบอลโลกด้วย

 

บ็อบบี มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 3

 

ถึงอย่างนั้นฟุตบอลในยุคสมัยก่อนไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นเหมือนในปัจจุบัน คนที่จะได้ลงสนามมีเพียงแค่ 11 ตัวจริงเท่านั้น นั่นหมายถึงตราบใดที่กรีฟส์และฮันท์ คู่หูกองหน้าตัวจริงพร้อมจะลงสนาม เฮิร์สท์ก็ทำได้เพียงแค่นั่งดูจากม้านั่งข้างสนามเท่านั้น

 

เมื่อกรีฟส์ลงไม่ได้ ก็เป็นโอกาสของเขาที่ได้ลงเล่นพบกับยักษ์ใหญ่อเมริกาใต้แทน และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการโหม่งทำประตูที่เสาแรกให้อังกฤษเอาชนะได้ผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศสำเร็จ

 

อังกฤษต้องเจอกับโปรตุเกสที่นำมาโดยยูเซบิโอ หนึ่งในกองหน้าที่เก่งกาจที่สุดของยุคสมัย ทำให้เป็นเกมที่น่าจับตามองมาก

 

เกมนี้ยังมีความดราม่าเกิดขึ้นด้วย เพราะเดิมทีโปรแกรมแข่งจะมีขึ้นที่สนามกูดิสัน พาร์ค ของเอฟเวอร์ตันในเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งโปรตุเกสเพิ่งจะลงแข่งที่นั่นและเอาชนะเกาหลีเหนือ (ซึ่งช็อกโลกด้วยการเอาชนะอิตาลีมาได้) แต่ในช่วงก่อนเกมจะเริ่มมีการสั่งเปลี่ยนแปลงสนามใหม่ให้ลงมาแข่งที่เวมบลีย์

 

นั่นหมายถึงทัพนักเตะโปรตุเกสต้องเดินทางจากนอร์ธเวสต์ลงมาถึงลอนดอน โดยที่แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน

 

เรียกว่าเป็นหนึ่งในการช่วงชิงความได้เปรียบของเจ้าบ้านที่ผู้คนซุบซิบและนินทา

 

อย่างไรก็ดีในสนามทั้งอังกฤษและโปรตุเกสสู้กันอย่างสนุก ก่อนที่อังกฤษจะเฉือนเอาชนะได้หวุดหวิด 2-1 โดยฮีโร่ในเกมนั้นคือบ็อบบี ชาร์ลตัน ปีกซ้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ว่ากันว่านอกจากประตูสุดสวยที่ทำได้ นี่คือเกมที่เขาเล่นได้ดีที่สุดในสีเสื้อทีมทรีไลออนส์

 

อังกฤษจึงได้กลับมาพบกับเยอรมนีตะวันตกอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เกมอุ่นเครื่องแล้ว แต่เป็นเกมที่มีเดิมพันสูงที่สุดของโลก

 

และสำหรับแรมซีย์ มันคือเกมที่เขาหนักใจที่สุดด้วย

 

นั่นเพราะกรีฟส์หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บและพร้อมลงสนามแล้ว และนั่นหมายถึงเขาพร้อมจะทวงตำแหน่งตัวจริงของเขากลับคืนมาจากเฮิร์สท์ แม้ว่าตัวสำรองคนนี้จะทำหน้าที่ทดแทนได้อย่างดีในช่วง 2 นัดที่ผ่านมา ซึ่งในรอบรองชนะเลิศเขาก็เป็นคนผ่านบอลให้บ็อบบีทำประตูได้ด้วย

 

โดยปกติแล้วคนทั่วไปคงจะให้กรีฟส์เป็นตัวจริงเหมือนเดิม และผู้คนก็คิดแบบนั้นด้วย แต่สำหรับแรมซีย์ผู้จริงจังและหนักแน่น เขารู้สึกในอีกทาง

 

เฮิร์สท์ต้องเป็นตัวจริง

 

บ็อบบี มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 4

 

และมันกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด เพราะหลังจากที่เสมอกันในเกมอย่างดุเดือด 2-2 โดยเยอรมนีตะวันตกออกนำไปก่อนในนาทีที่ 11 จาก เฮลมุต ฮาลแลร์ แต่เฮิร์สท์ก็ตีเสมอให้กับอังกฤษได้ในเวลาต่อมาก่อนจบครึ่งแรก

 

เกมกลับมาสู้กันต่อในครึ่งหลังและแฟนบอล 96,924 คนที่ส่วนใหญ่เป็นแฟนบอลเจ้าถิ่นได้เฮกันสนั่นจนเวมบลีย์สะเทือนเมื่อปีเตอร์ส ทำประตูแซงนำให้อังกฤษได้ในนาทีที่ 78 ซึ่งเหลืออีกเพียงแค่ 12 นาทีเท่านั้นเกมก็จะจบลง

 

แต่ขึ้นชื่อเยอรมันไม่มีวันยอมง่ายๆ ในช่วงเวลาที่คนอังกฤษรอฉลอง โวล์ฟกัง เวเบอร์ก็ทำประตูตีเสมอได้ในนาทีสุดท้าย และทำให้ต้องเล่นกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ

 

ถึงตรงนี้แล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘ปริศนา’

 

ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ เฮิร์สท์ได้บอลครอสจากฝั่งขวาเข้ามาก่อนที่เขาจะตะบันเต็มเหนี่ยว ลูกบอลนั้นพุ่งไปเช็ดคานก่อนกระเด้งลงพื้นและกระดอนย้อนกลับมาด้วยแรงของน้ำหนักเท้าที่อัดเข้าไปในจังหวะก่อนหน้านั้น

 

เฮิร์สท์วิ่งดีใจฉลองประตูไปแล้วโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น ก่อนที่ผู้ตัดสินชาวสวิตเซอร์แลนด์จะหารือกับไลน์แมน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าระหว่างสองคนนี้มีการพูดคุยอะไรกันบ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือประวัติศาสตร์ เพราะผู้ตัดสินให้ประตูกับอังกฤษขึ้นนำ 3-2

 

อูเว ซีเลอร์ ความหวังเบอร์หนึ่งและขุนพลเยอรมันทุกคน แม้จะไม่อยากยอมรับประตูที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยายามจะหาทางกลับมาอีกครั้ง แต่ความอ่อนล้ามันกัดกินทั้งกายและใจไปหมดแล้ว

 

สุดท้ายในระหว่างพยายามเปิดเกมบุกอังกฤษก็ได้สวนกลับอีกครั้งหนึ่ง และเป็นเฮิร์สท์ – กองหน้าตัวทดแทนที่ความจริงไม่ควรจะได้อยู่ในสนามหากกรีฟส์ไม่ได้เจ็บในเกมกับฝรั่งเศส – หลุดไปทำประตูปิดท้ายให้อังกฤษพิชิตเยอรมนีตะวันตกได้ 4-2

 

บ็อบบี มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 5

 

บ็อบบี มัวร์ ได้ชูถ้วยชูลส์ ริเมต์ ต่อหน้าแฟนๆ ในบ้านเกิด และชื่อของเจฟฟ์ เฮิร์สท์ กองหน้าผู้ทำแฮตทริกและ ‘ประตูปริศนา’ ในนัดชิงชนะเลิศได้กลายเป็นหนึ่งตำนานของฟุตบอลโลก

 

เช่นกันกับอัล์ฟ แรมซีย์ ชายผู้จริงจัง พูดจริง และทำได้จริง

 

เขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกและยังคงเป็นสมัยเดียวของอังกฤษจนถึงทุกวันนี้

 

อ้างอิง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising